Game

2010/Aug/29

Last time on

http://derkaiser.exteen.com/20100829/airy-f-airy-65374-easter-of-sant-8217-ariccia-65374-monika-l

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 1904

เช้าวันจันทร์มาถึงอย่างปลอดภัย
ถึงจะน่าดีใจที่ขจัดปัญหาสองคนจอมตื๊อได้ แต่แล้วปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่
(-อัลมานด์...)
แต่บางที นั่นอาจเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเองก็ได้
เพราะยังไงเสีย ทั้งหมดนั่นก็ได้นำไปสู่ปัญหาอีกข้อหนึ่ง
"นี่ เอเลโม่ ขอฉันปรึกษาอะไรนายหน่อยสิ ..."
"ปริมาณของมิโมซ่า สลัดเหรอ"
"ชะ ใช่ที่ไหนล่ะ ! พูดยังกะฉันกินเป็นแต่มิโมซ่าสลัดยังงั้นแหละ"
แต่ในความเป็นจริง มิโมซ่าสลัดที่ผมตั้งใจจะเตรียมเป็นอาหารเช้ากลับหมดเกลี้ยงก่อนผมจะได้ลงมือทำอะไรซะอีก เพราะงั้นผมก็เลยนึกว่าคุณเธอคงมาปรึกษาเพื่อขอเพิ่มปริมาณสลัดในจานละมั้ง ...

"ที่อยากปรึกษาน่ะคือเรื่องที่พักค้างคืนต่างหาก"โมนิก้าเปิดประเด็นด้วยสีหน้าจริงจัง
"ที่ผ่านมา นายให้ที่พักฉันตั้งหลายวัน ขอบใจมากนะ"
"เอ่อ อื้อ" เหตุผลที่เธอมาขออาศัยบ้านผมอยู่ นั่นก็เพื่อซ่อนตัวจาก 2 ชายชุดดำนั่น
"แถมยังเลี้ยงข้าวตลอดทุกมื้อด้วย ... ฉันรู้สึกรบกวนนายจริงๆเลยนะ"
แต่ในเมื่อไม่มีใครมาคอยตามรังควานแล้ว -

"เพราะงั้น ฉันก็คงได้เวลาต้อง -"
"... จะไปแล้วเหรอ ?"
เพราะเธอไม่มีเหตุผลจะต้องอยู่ที่นี่ต่อแล้ว
"...เรื่องนั้น ..." มือของโมนิก้าหยุดนิ่งชั่วขณะ สายตาของเธอถูกเบนก้มลงไปบนโต๊ะ
"เรื่องนั้น ... ก็ อื้อ...จะไปแล้วล่ะ"
"งั้นเหรอ" เป็นข้อสรุปที่รู้ๆกันอยู่แล้ว ผมก็ไม่มีเหตุผลจะรั้งเธอไว้
ถึงจะรู้สึกเหงาๆอยู่บ้าง แต่ก็ควรเคารพการตัดสินใจของเธอ
"จะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่ล่ะ?" ผมถามออกไปด้วยรอยยิ้ม

"จนถึงวันนี้" มันเป็นการบอกถึงวันสุดท้ายที่กะทันหันมากสำหรับผม

"เอ๋ ไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อยเหรอนั่น"
"ทำไมล่ะ ?"
"ก็ ... อยู่ที่นี่สบายๆอีกสักพักไม่ดีกว่าเหรอ ?"
"... ยังไงของนายเนี่ย ? ไม่อยากให้ฉันไปเร็วๆรึไง ?"
"ไม่มีใครพูดแบบนั้นหรอก แล้วก็ไม่คิดจะพูดด้วย"
"พูดมาเถอะ ไม่ต้องฝืนหรอกน่า"
"เพราะนายช่วยเหลือพวกเราไว้มาก ฉันถึงรู้สึกขอบคุณจริงๆ ... แต่ก็เพราะงั้นแหละถึงอยากให้พูดกันออกมาตรงๆ"

"เข้าใจนะ ? มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่ชอบรับภาระดูแลคนอื่นน่ะ"
"...เอเลโม่ นายไม่ได้บ้าสินะ ?"
"..."
"...นะ ? ถ้าเข้าใจแล้วล่ะก็ ..."
"ถ้าผมเป็นคนบ้าคงไม่ว่ากันสินะ ?"
"หา ?"
"ถ้าคนฉลาดคือคนที่คิดว่าการโกหกตัวเองเป็นเรื่องดีล่ะก็ ผมขอเป็นคนบ้าดีกว่านะ"
"อา ..."

"แล้วก็ เรื่องเป็นภาระน่ะโยนลงคลองไปได้เลย ผมคิดว่าโมนิก้าไม่ต้องรีบร้อนออกเดินทางตอนนี้ก็ได้"
"... บ้าจริงๆนะ นายเนี่ย!พูดเอาใจกันขนาดนั้นเดี๋ยวฉันอยู่ยืดแล้วจะรู้สึก?"
"ก็เอาสิ ดีเลย"โมนิก้าตากลมโตหลังจากฟังคำตอบของผม
"วะ ว่าไงนะ ? นายมีเบื้องหลังอะไรป่ะเนี่ยะ ? หรือกะจะทวงบุญคุณกับพวกฉันเอาทีหลังแบบทบต้นทบดอกกันล่ะ?"

"ไม่มีๆ"
"...พูดไปหัวเราะไปแบบนั้นใครเขาจะเชื่อ หันมามองฉันนี่"
"ไม่มีแน่นอน" ผมมองตรงไปที่เธอแล้วตอบออกไปเหมือนเดิม แต่โมนิก้ากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไร เธอเป็นฝ่ายหลบสายตาจากผมแล้วยืนตัวแข็งทื่อแทน
"โมนิก้า ?" ผมส่งเสียงเรียกพร้อมกับสะบัดมือผ่านดวงตาของเธอจนในที่สุดเจ้าตัวก็กลับมาได้สติ

"...เอ่อ นี่ เอเลโม่ อย่าจ้องเขม็งแบบนั้นสิ ฉันไม่ค่อยชอบ ... สายตานายตอนจ้องแบบนั้นเลย"
"ขะ ขอโทษ" เอ๊า ก็ตัวเองบอกให้จ้องตาเองแท้ๆ ไอ้เราก็แค่ทำตาม ...
"แต่ไม่ได้กลัวอะไรหรอกนะ อย่าคิดมากๆ" มาบอกว่าไม่ต้องคิดมากเอาป่านนี้เนี่ยนะ ...
แถมคนที่บอกให้"มองมาทางนี้"ก็คือโมนิก้าเองแท้ๆ
"... เอาเถอะ ฉันเชื่อนายแล้ว"
"ถ้างั้น จะอยู่ที่นี่อีกสักพักใช่มั้ย ?"
"เรื่องนั้นพักไว้ก่อน ฉันแค่เชื่อว่านายไม่มีลับลมคมในเท่านั้น"

................................
.................
ที่โรงเรียน

"...เอลโม่ เดี๋ยวจะไปเตรียมงานเหรอ ?"
"อื้อ ก็ใช่นะ ..."หลังจบชั่วโมงเรียนเช้า ทุกคนก็เตรียมกลับบ้านไปทานมื้อกลางวัน
ซาระส่งเสียงเรียกผมขึ้น
"จะตรงไปป่าอาริเชียเลยเหรอ ?"
"เปล่าหรอก ว่าจะแวะไปบ้านก่อนน่ะ..."
"... จะไปหาโมนิก้าก่อนเหรอ ?"
"เอ๋ ? โมนิก้าเหรอ ?" ทำไมซาระถึงเอ่ยชื่อโมนิก้านะ ?

"ที่จริง ท่านแม่ฝากนี่มา ... ให้กับโมนิก้าน่ะ"ซาระหยิบซองเอกสารบางอย่างขึ้นมา
"ได้ยินว่าตอนนี้ เค้าอยู่ที่บ้านของเธอใช่มั้ย"
"...เรื่องนั้น ไปได้ยินมาจากใครล่ะ ?"
"จากท่านแม่น่ะ" เพราะผมไม่ได้คิดจะปิดบังตั้งแต่แรก การจะมีใครรู้บ้างก็ไม่แปลก -
(-แต่ขนาดโมนา วาเนสซ่าก็ยังรู้ด้วยนี่...)
ผู้หญิงคนนั้น มีเครือข่ายข้อมูลขนาดไหนกันนะ ?
หรือว่าผมถูกเธอจับตาดูอยู่ ?

"เธอมาอยู่บ้านเอลโม่ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ ?"
"ราวๆวันอาทิตย์ของสัปดาห์ก่อน...ละมั้ง?"
"อยู่ด้วยกันมาสัปดาห์นึงแล้วเหรอ ?"
"เปล่า เธอมาขอค้างด้วยเหตุผลนิดหน่อยน่ะ" รู้สึกคำว่า"อยู่ด้วยกัน" จะทำให้ผมใจเต้นได้ไม่น้อย
"งั้นเหรอ ..."
"เอ่อ อย่าเข้าใจผิดนะ แค่ให้ค้างเท่านั้นจริงๆ"
"อื้อ รู้แล้วล่ะ"

"อะ...อื้อ นั่นสินะ" ผมรู้สึกสมเพชตัวเองเหลือเกินที่คิดว่ากำลังถูกคนอื่นระแวง
"...แล้วตอนนี้ เธออยู่ที่บ้านรึเปล่าล่ะ ?"
"อาจจะนะ"
"อาจจะ ?"
"ถ้าไม่ไปออกแสดงเร่ในเมือง ก็คงอยู่บ้านแหละ"
"ระ ... เหรอ ?"
"ธุระด่วนรึเปล่าล่ะ ถ้าไงผมไปส่งแทนให้เอามั้ย ?"
"อื้อ ฝากด้วยนะ" ซาระพูดพร้อมยื่นซองเอกสารนั่นให้ผม
"...ในนี้มี"หนังสืออนุญาต"ที่ออกให้เธออยู่น่ะ"
"หนังสืออนุญาต ...?"

"อนุญาตให้เธอทำการแสดงในคืนวันเทศกาลของซานตารีเคียได้น่ะ"
"ท่านแม่ลงนามไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือ ให้ผู้ดูแลการจัดงานอย่างเอลโม่เซ็นอีกคนก็จะมีผลบังคับใช้ได้สมบูรณ์แล้วล่ะ"
"แล้วถ้าผมไม่เซ็นล่ะ ?"
"น่าเสียดายที่วันงานเธอคงทำการแสดงไม่ได้"
"... งี้นี่เอง" ถึงผมถามแบบนั้น ก็ไม่ใช่ว่านึกอยากแกล้งอะไรเธอหรอก
"ถ้างั้น ฝากไปส่งให้ด้วยนะ"
"อื้อ เข้าใจแล้ว" ผมรับซองเอกสารมา ซาระโบกมือให้ผมแล้วจากไป
(- โมนิก้าเองก็คงรอเจ้านี่อยู่สินะ ...)
รีบเอากลับไปส่งให้ดีกว่า
..................
........

ผมรีบวิ่งกลับมาบ้านแล้วเคาะประตูเบาๆ
ก็อกๆ
"อ้าว ?" ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน ส่วนประตูก็ถูกลงกุญแจจากข้างนอกเอาไว้
(แปลกแฮะ-) จำได้ว่าตอนที่ผมออกมา โมนิก้ายังอยู่ที่บ้าน ดังนั้นถ้าจะล็อกประตู ก็ควรล็อกจากข้างในสิ
...ก็หมายความว่าเธอออกไปข้างนอกงั้นสิ ?
พอหันไปดูที่คอกม้า ก็ไม่เห็นแฮมหรือเชอรี่อยู่เลย
"ไปไหนของเค้านะ ?" ช่างเถอะ มายืนอยู่หน้าบ้านแบบนี้ก็ไม่ได้อะไร เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยว่ากัน
.........................
.........

"ไม่อยู่จริงๆด้วยเหรอเนี่ย" ถ้าไม่มีธุระอะไรต้องไปข้างนอก เธอก็คงไปเดินเล่นละมั้ง ?
"ลองรอสักพักละกัน ..."ก่อนเข้าป่าก็ทานกลางวันก่อนแล้วกัน ว่าแล้วผมจึงเริ่มลงมือเตรียมอาหารสำหรับสองคนเผื่อเวลาที่โมนิก้ากลับมา
เวลาผ่านไปเรื่อยๆโดยไม่มีวี่แววว่าโมนิก้าจะกลับมาแต่อย่างใด

"รอนานกว่านี้ไม่ไหวแล้วแฮะ ..."ผมตัดสินใจเข้าป่าพร้อมทิ้งข้อความสั้นๆไว้ให้เธอ
-นี่เอกสารจากโมนา วาเนสซ่า ส่วนนี่ของว่าง

...........................

ยามเย็น

"เฮ้อ ... เหนื่อยชะมัด"
งานสำหรับวันนี้เสร็จไม่เย็นนัก ผมจึงค่อยๆตรงกลับบ้านอย่างสบายใจ
เมื่อถึงบ้าน สายตาผมก็เหลียวมองคอกม้าเป็นที่แรกด้วยคิดว่าโมนิก้าคงกลับมาแล้ว
"ปูรู๊ ?" ในคอกมีแฮมกำลังกินหญ้าอยู่
"กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ ?"
"ปูรูรู-"เหมือนมันพยายามจะตอบ แต่ผมฟังไม่รู้เรื่อง
"เอาละ งั้นก็ตามสบายนะ"
"ปูรูรู -"ผมบ๊ายบายแฮมแล้วก็รีบตรงไปเคาะประตูบ้านเหมือนเมื่อกลางวัน
(อ้าว ? ไม่มีเสียงตอบแฮะ)
หรือเธอจะไม่อยู่ข้างในหว่า ? แต่พอลองบิดที่ลูกบิดประตูดู กุญแจมันก็ถูกล็อกจากข้างในนี่นา
โมนิก้า ... นี่ผมเอง ..."
"เอเลโม่ ?"

"อื้อ"

"รอแป๊บนะ จะเปิดให้เดี๋ยวนี้แหละ" เสียงฝีเท้าวิ่งตึ่กตั่กเริ่มดังขึ้นจากในบ้าน สักพักประตูก็ถูกเปิดออก
"กลับมาแล้ว"
"...ยืนดีต้อนรับกลับบ้านนะ" พวกเราทักทายกันเหมือนทุกวัน
สำหรับผม การที่ได้ทักทายโมนิก้าแบบนี้ มันช่างเป็นความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดจริงๆ
"มีอะไรเหรอ ? ฉันพูดอะไรแปลกๆออกไปรึไง ?"
"เปล่าๆ แค่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนทุกทีเท่านั้นเอง"
"เอ๋ ?"
"ปกติผมจะเป็นฝ่ายออกมารับ แต่วันนี้เธอกลับเป็นฝ่ายพูดคำว่า"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน"ให้ผมซะงั้นน่ะ"

"...ก็ไม่ค่อยได้พูดบ่อยหรอก แต่ก็จริงของนายน่ะนะ"
"ว่าแต่ เมื่อกี้ตอนเคาะครั้งแรกทำไมไม่ตอบผมล่ะ?"
"เรื่องนั้น ..."
"หรือว่าหลับอยู่เหรอ ?"
"ใช่ที่ไหนล่ะ เหตุผลน่ะมี 2 ข้อ"
"อย่างแรก ฉันไม่ใช่เจ้าของบ้าน จะออกไปรับดีรึเปล่าก็ไม่รู้"
"อีกอย่าง ...บางทีสองคนนั้นอาจจะยังไม่เลิกล้มความตั้งใจแล้วย้อนกลับมาตามรังควานฉันก็ได้"

จะว่าไปก็จริงของเธอ ถ้าจะมีใครมาเยี่ยมบ้านผม ก็คงไม่พ้นมาเรื่องธุระหรือไม่ก็เพราะรู้เรื่องที่โมนิก้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นอย่างแรก โมนิก้าออกมารับก็คงคุยธุระอะไรแทนผมไม่ได้ แต่อย่างที่สองนี่เรียกแขกไม่ได้รับเชิญ อย่าออกมาให้มนเห็นหน้านั่นแหละดีที่สุด

แต่ว่า -

"สองคนนั้นคงไม่มาแล้วมั้ง ?"โดนเชอรี่กับแฮมเล่นงานซะขนาดนั้น
"ฉันก็อยากจะคิดงั้นอยู่หรอก แต่โอกาสหนึ่งในหมื่นมันก็ยังมีนี่นา?"โมนิก้าที่ปกติดูเข้มแข็ง วันนี้กลับแสดงใบหน้าที่ดูอ่อนแออย่างประหลาด
พอได้เห็นใบหน้าเธอที่เป็นแบบนั้นแล้ว ก็ทำให้ผมรู้สึกอยากปกป้องขึ้นมาจากใจจริง
"ถ้าไง เข้าบ้านกันก่อนมั้ย ? ก็ที่นี่น่ะ มันบ้านนายนี่นา"
"อื้อ ..." เรื่องวันนี้ สงสัยผมคงจะเหนื่อยเกินไปก็เลยเกิดกังวลไม่เข้าท่า ทั้งที่จริงๆแล้ว วันพรุ่งนี้ก็คงยังมีเธอออกมาคอยต้อนรับอยู่แบบนี้เหมือนเดิม
ผมคิดแบบนั้น ....

 

วันพุธที่ 22 มิถุนายน 1904

ในที่สุดก็ถึงวันงาน ถึงแม้จะยังสะลึมสะลือเนื่องจากการอดหลับอดนอนกับเกมการดวลเมื่อคืน แต่ผมก็จำต้องออกไปที่ลานจัดงานแต่เช้า
... แต่ ก่อนหน้านั้น
" ... นี่ โมนิก้า" ผมหันไปพูดกับเธอที่กำลังนั่งรอมื้อเช้าอยู่บนโต๊ะ
"ก่อนจะออกไป ผมมีเรื่องจะถามนิดหน่อยน่ะ"
"เรื่องอะไรเหรอ ? หรือว่าเรื่องเมื่อคืน ?"
"อื้อ คงดูอยู่บนเตียงอีกแล้วสินะ?"
"อื้อ ตั้งแต่ต้นจนจบเลยล่ะ"
"ถ้างั้น ผมอยากขอความเห็นจากเธอหน่อยน่ะ"
"...ความเห็น?"

"วิธีการหายตัวไปของคู่หูผมมันแตกต่างจากทุกทีน่ะ" ถ้าเป็นการต่อสู้ตามปกติ เงาของฝ่ายตรงข้ามจะต้องหายไปก่อน ตามด้วยตะเกียงดับพร้อมด้วยเงาของฝ่ายเดียวกันจึงค่อยๆหายไป
แต่กับครั้งนี้ ทุกอย่างกลับหายไปพร้อมกันหมดไม่มีการเรียงลำดับอะไรเลย

"...ถ้าจะมองว่า เรื่องแค่นั้นเองมันก็ได้อยู่หรอก แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีความหมายพิเศษอะไรซ่อนอยู่แน่ๆเลยน่ะ"
ถ้าเป็นคนที่มาจากโลกภูติอย่างโมนิก้า คิดว่าน่าจะพอรู้อะไรบ้างละมั้ง
"ถ้าเป็นแค่ข้อสันนิษฐานล่ะ รับได้มั้ย?"
"แน่นอน"

"มิติที่ใช้ต่อสู้ในคืนวันอังคารนั่นน่ะ มันถูกสร้างขึ้นจากแสงตะเกียงของนายนะ"
"...แล้วก็ ตอนที่มิตินั่นจะถูกปิดลง ฝ่ายที่จะต้องหายไปก่อนก็คือฝ่ายที่ถูกเรียกมา - พวกคนจากโลกภูติไงล่ะ"
"ถ้าคู่หูของนายหายตัวไปพร้อมกับพวกนั้นล่ะก็ ..."
"..."


"คู่หูคนนั้นอาจจะถูกพาไปที่โลกแห่งภูติก็ได้นะ"
"ทำไมล่ะ ? การดวลเมื่อคืนผมเป็นฝ่ายชนะนี่นา คู่หูของผมก็น่าจะถือว่าชนะด้วยสิ"
"ขนาดนั้นฉันก็ไม่รู้หรอก ก็บอกแล้วนี่ว่าแค่สันนิษฐาน ฉันเองก็ใช่จะรู้ทุกเรื่องซะเมื่อไหร่"
"นั่นสินะ"


"แต่ยังไงซะ ปัญหาใหญ่ของนายก็คือ การดวลครั้งต่อไปไม่ใช่เหรอ ?"
"เรื่องนั้นหมายความว่าไง ?"
"จะไปโลกของภูติรึเปล่าก็ช่างเขาเถอะ แต่ถ้าสมมติเขาไม่กลับมาล่ะ ?"
"...เรื่องนั้น..."
"บางที นายอาจจะถูกมัดมือชกให้ต้องสู้แบบ 2 รุม 1เหมือนอาเลมานด์ก็ได้นะ ?"
............................
..............

ช่วงเย็นก่อนการเปิดงาน
(-ปีนี้ก็ ยกตำแหน่งบาทหลวงให้คนอื่นเขาไปเถอะ...)
แต่เาอจริงๆ ในใจผมก็อยากจะลองทำหน้าที่นั้นสักครั้งอยู่เหมือนกัน
แต่เพื่อการนั้น ผมจำต้องมี"คู่หู"อยู่ด้วย
น่าเสียดายที่ผมในตอนนี้ ...
"ไง เอเลโม่ ! มีอะไรเหรอ?"
"อ้อ โมนิก้า ... เป็นไง ขายของ?"

"อื้อ เยี่ยมเลยล่ะ ! ได้เงินเข้ามากกว่าที่คิดซะอีก ทำเอาทึ่งเลยล่ะ"
ผู้เข้าร่วมงานค่อยๆทยอยกันมาจนบริเวณงานเริ่มครึกครื้นขึ้นเป็นลำดับ
ทางด้านการแสดงของโมนิก้าเองก็ประสบความสำเร็จไม่ใช่เล่น ถึงแม้จะยุ่งแค่ไหน ถ้ามีเวลาว่างผมก็จะเดินหาเธอแล้วแทรกตัวเข้าไประหว่างฝูงชนเพื่อดูโชว์ของโมนิก้าให้ได้

"ว่าแต่ นี่ปิดรอบการแสดงแล้วสินะ ?"
"อื้อ ตะวันจะตกดินแล้วด้วยสิ พอมืดก็ต้องเตรียมต้อนรับเหล่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ใช่มั้ยล่ะ ?"
"อื้อ"
"ถ้างั้นก็อย่าไปเกะกะเลย พวกฉันขอหลบอยู่หลังฉากดีกว่าน่ะ"
"งั้นเหรอ"
"ว่าแต่ เอเลโม่ล่ะ ... ต้องอยู่จนถึงงานเลิกเลยรึเปล่า ?"
"อื้อ ในฐานะผู้ดูแล ยังไงก็ต้องอยู่ดูจนจบอยู่แล้วล่ะ"
"ถ้างั้น ให้ฉันไปหาซื้อของกินไว้ก่อนค่อยกลับบ้านดีมั้ย ?"

"..."
"ก็กว่านายจะกลับถึงบ้าน...ยังอีกตั้งนานโขนี่นา"
"..."
"แทนที่จะนั่งคิดว่า ควรทำอะไรไว้รอนายกลับมากิน สู้หาซื้อของอร่อยแถวนี้กลับไปกินเลยดีกว่าเนอะ ..."
"ไม่หรอก อาหารฝีมือเธอดีกว่าน่า"
"เอ๋ ?"
"อ้อ ... แต่โมนิก้าคงเหนื่อยสินะ วันนี้ ... งั้น หาซื้ออะไรกลับไปกินละกัน ?"
"อะ อื้อ"
"ส่วนราคาเท่าไหร่ก็บอกมานะ เดี๋ยวใช้คืนให้"

"ไม่-เอา-ย่ะ วันนี้ฉันจะใช้เงินส่วนตัวเลี้ยงนายเอง..." โมนิก้าแลบลิ้นใส่ผมแล้วก็เดินไปแวะร้านโน้นร้านนี้ไม่ได้หยุด พร้อมกันนั้นก็ซื้อของกินติดไม้ติดมือออกมาอย่างมากมายตามที่สัญญาไว้
จากนั้น พอผมคิดว่าเธอจะขนของพวกนั้นไปที่รถม้า ...
แต่เธอกลับเดินย้อนมาหาผม

"เอานี่ ชอบอันไหนเลือกไปได้เลย"
"โฮ่ เลือกแต่ของมีราคาทั้งนั้นเลยนี่นา"
"เอาน่า งานเทศกาลทั้งที ถือว่าคืนกำไรให้ลูกค้าละกัน"
"งี้นี่เอง ... งั้น เอาแค่นี้"
"เห ขี้เกรงใจจังนะนายเนี่ย หยิบไปเยอะๆก็ได้"
"ยังมีธุระต้องทำอยู่น่ะ"
"อ้อ จริงสินะ ...ถ้างั้น ส่วนที่เหลือเดี๋ยวฉันเอากลับบ้านให้นะ"
"อะ อื้อ" โมนิก้าหันหลังควับแล้วเดินออกห่างไป บางที เธออาจจะย้อนกลับมาเหมือนเมื่อครู่
ทำไมนะ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลย ...
เวลาที่เห็นโมนิก้าเดินย้อนกลับมา ทำไมผมถึงรู้สึกดีใจแบบนี้

"โมนิก้า !"
"คะ!?" เธอหันหลังกลับมาตามเสียงเรียก
"มะ มีอะไรอีกล่ะ ?"
"จะช่วยขนของ ... ไปวางบนรถม้าให้นะ"
"ไม่เป็นไรน่า เรื่องแค่นี้ ว่าแต่งานของนายเถอะ ..."
"...นิดเดียวไม่เป็นไรน่า"ว่าแล้วผมจึงออกเดินไปกับโมนิก้าจนถึงรถม้า
"ดีจังเลยนะ งานเทศกาลเนี่ย"
"ที่โลกของโมนิก้าก็มีงานเทศกาลเหรอ ?"
"อื้อ มีสิ เป็นงานใหญ่เชียวละ"
"เห-"
"ฉันก็เคยออกแสดงโชว์ที่นั่นจนได้รับรางวัลเหมือนกันนะ"
"ยอดเลยแฮะ"
โลกที่ไม่ใช่ที่นี่ ที่นั่นเป็นที่แบบไหน ผมก็ไม่รู้ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของโมนิก้าแบบนี้
ก็อดคิดไม่ได้ว่ามันคงเป็นงานที่สนุกมากแน่ๆ
"...เอาล่ะ ถึงแล้ว ขอบใจมากเน้อ"
"เดี๋ยวช่วยขนของขึ้นรถม้าด้วยละกัน"

"ชะ ช่างเถอะน่า เรื่องแค่นี้ ฉันคนเดียวก็ ..." ผมอยากอยู่กับโมนิก้าต่ออีกนิด
ความรู้สึกนั้น ... ไม่ว่ายังไงก็ห้ามไม่อยู่
"เอาละ ขนของขึ้นเรียบร้อย ฉันกลับก่อนนะ ..."
"โมนิก้า !"
"อ่ะ คะ ?"ผมยื่นมือออกไปหาเธอ
"ก่อนหน้าที่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะรวมตัว เขามีงานเต้นรำกันน่ะ"
"...เต้นรำ ?"
"อื้อ โมนิก้าคงเต้นเก่งสินะ ?"
"เรื่องนั้น ถ้านิดหน่อยก็พอได้น่ะ ..."
"ถ้างั้น ... สอนผมหน่อยได้มั้ย ?"
"เต้นรำน่ะเหรอ ?"
"ใช่ ... เต้นรำน่ะแหละ"
.............................
..........
"...จริงๆน้า นี่นายไม่รู้อะไรเลยจริงๆเหรอเนี่ย?"
"ขะ ขอโทษ"

"นึกว่ารับหน้าที่บาทหลวงแล้วจะทำได้ทุกเรื่องซะอีก ..."
"เปล่าซะหน่อย บาทหลวงไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องแบบนั้นเลยนา ..."ผมพยายามรั้งโมนิก้าที่กำลังจะกลับบ้านด้วยการขอเธอเต้นรำ
ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร แต่ในที่สุดผมก็ได้เต้นรำกับเธออย่างที่เห็น
"เอ้า ถอยลงไปหนึ่งก้าว"
"เอะ เอ๋ ?"
"ธะ โธ่ ! ถ้าเดินหน้ามาก็ชนฉันพอดีสิ!"
"โทษที"
"ไม่ต้องขอโทษบ่อยๆหรอกน่า เอ้า จับจังหวะให้ดี แล้วสเต็ปต่อไป"
"โมนิก้า ทำไมเต้นเก่ง ... ขนาดนั้นได้ล่ะ ?"
"ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแบบไหน มันก็มีรูปแบบของมันอยู่นะ นายดูแล้วไม่รู้เหรอ ?"
ให้ตายเถอะ ... เข้าใจยากชะมัด
"เอ้า 1 1 2 2 แล้วตรงนั้นขวา"
"อ่ะ ครับ"
"ต่อไป เข้ามาทางนี้ ... แล้วก็ซ้ายนะ"
"ขะ เข้าใจแล้ว"ผมเริ่มจับจังหวะที่โมนิก้าเต้นนำได้ทีละน้อย

"จะทำก็ทำได้นี่นา เก่งมากเลย" ได้รับคำชมจากเธอด้วย
"ขอบใจนะ เพราะโมนิก้านั่นแหละ"
"จ้าๆ ยังมีเวลามาเหม่อแบบนั้นอยู่อีกเหรอค้า ?"
"อุ อุ้ย"จู่ๆก็มาถึงสเต็ปกระโดดขณะที่ผมเหม่ออยู่ ก็เลยตามไม่ทัน และเพราะคนรอบๆต่างก็เต้นรำกันเก่งๆทั้งนั้น จึงมีแต่คู่ของเราที่ดูโดดเด่นกว่าใครๆ
"โทษทีนะ"
"เอ้าๆ ไม่ต้องขอโทษน่า เต้นรำกันสุนกๆทั้งที อย่าไปจริงจังกับมันจะดีกว่านะ"
"แต่ที่พลาดเมื่อกี้มัน ..."
"ถ้ายังคิดมากอยู่ก็รีบเก่งขึ้นให้ได้ไวๆสิ"

"..."
"แล้วก็ ... มาเต้นรำกับฉันด้วยความสนุกกันนะ"
"...โมนิก้า...
"อ๊ะ บะ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าจ้องฉันแบบนั้น?" โมนิก้าหยุดการเคลื่อนไหวจนเกือบจะชนกับคนข้างๆ
"เอ้า ฮึบ" ผมรีบโอบประคองเธอไว้แล้วหมุนตัวพลิกกลับด้านทันที
"เอ่อ ขอบใจนะ ..."
"มะ ไม่เป็นไร"

"อะ เอาล่ะ ...จบที่เพลงนี้นะ !บทเรียนสุดท้ายแล้วล่ะ "
"อะ อื้อ" โมนิก้าค่อยๆผละมือออกห่างจากผมไป แต่ผมก็พยายามยื่นสุดปลายมือเข้าไปหาเธอ
และที่ๆรองรับปลายนิ้วของผมทั้งหมดนั่นก็คือ ฝ่ามือของโมนิก้า
"ท่าทาง นายจะเก่งแค่เรื่องชวนสาวเต้นรำสินะ"
"งะ งั้นเหรอ ?"
"อื้อ ... เมื่อกี้ทำเอาปฏิเสธไม่ลงเลยล่ะ ..."
"หืม -ม"

"อะไรล่ะ ทำหน้าแบบนั้น นี่ฉันชมอยู่นะ..."
"ไม่ได้เหรอ ? ที่โมนิก้าชมนี่ ผมดีใจนะ"
"ระ ... เหรอ ถ้างั้นก็ดีแล้วล่ะ"ผมไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าตามการเคลื่อนไหวของเธอเลย
แต่โมนิก้าก็ยังช่วยประคับประคองผมจนถึงที่สุด -
"ขอบใจนะ โมนิก้า"
"ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก"
...........................................
......................

"เอาละ ต่อจากนี้ก็เป็นตาทุกคนออกโรงล่ะนะ"
"อื้อ อีกเดี๋ยววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ก็คงรวมตัวแล้วล่ะ" เพราะงั้นผมถึงอยากอยู่กับโมนิก้าต่ออีกนิด
"ถ้างั้น ฉันขอตัวก่อนนะ ..."
"เดี๋ยว โมนิก้า !"
"อะไรเหรอ ?"
"ถ้าไม่รังเกียจล่ะก็ ช่วยอยู่ต่ออีกนิด ..."
"เอะ เอเลโม่ วันนี้นายดูแปลกๆนะ ?"
"น่ะ นั่นสินะ"

"หรือจะบอกว่าให้อยู่ดูวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันกับนายล่ะ ?"
"อื้อ"
"..."โมนิก้านิ่งเงียบไม่พูดอะไรไปพักหนึ่งก่อนจะเริ่มปริปากอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดก็เงียบลงไปอีก เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เรื่องนั้น ...ไม่ได้หรอก" ผมรู้สึกเจ็บแปล้บลึกๆเมื่อได้ยินคำปฏิเสธแบบนั้น
"แค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ไม่ได้จริงๆ"
"ทำไมล่ะ ?"
"ก็วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่จะมารวมตัวกันนั่น พวกเขาเป็นคนโลกเดียวกับฉันนี่นา"
"สุดท้ายแล้ว หลังจบเทศกาล ... พวกเขาจะไปไหนกันล่ะ?"
"ฉันไม่กล้าพอจะมองส่งพวกเขาน่ะ" เหล่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ดวงน้อยๆเหล่านั้นก็จะกลับไปยังโลกของตัวเอง
แต่นั่นก็ไม่ได้รวมถึงบรรดาภูติที่มีขนาดเท่าๆกับโมนิก้าซึ่งคงไม่สามารถผ่านประตูกลับไปได้
"ขอโทษนะ"
"ไม่เป็นไร นั่นมันปัญหาของฉันเองนี่นา กลับกัน คนที่ต้องขอโทษจริงๆน่ะคือฉันต่างหาก"
"...?"
"อุตส่าห์ชวนทั้งทีแต่ต้องปฏิเสธกันแบบนี้ ... ขอโทษนะ"
.............................................................
.......................................

2010/Aug/29

Last time on

http://derkaiser.exteen.com/20100711/airy-f-airy-65374-easter-of-sant-8217-ariccia-65374-monika-l

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน 1904

"...อ้าว ?" ผมผุดลุกจากที่นอนทันทีเมื่อรู้ตัวว่าโมนิก้าไม่อยู่ที่เตียงชั้นบนแล้ว
"โมนิก้า !" พอผมตะโกนเรียกชื่อเธอ เรื่องที่ได้รู้เมื่อคืนวานก็ย้อนกลับมาให้ผมนึกถึงอีกจนได้
(อา- จริงสินะ โมนิก้าน่ะ ...)หลังจากที่เล่าเรื่องอัลมานด์ให้ผมฟังเมื่อคืน เธอก็ออกไปยังคอกม้าทันที
เธอพยายามย้ำกับผมว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุของการที่อัลมานด์หายตัวไป
คงเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกหลังได้เปิดเผยความจริงที่เก็บงำมานาน แต่นั่นก็ทำให้เธอมีภาระใหม่ที่ต้องแบกรับเกิดขึ้นมาแทน
ในตอนนั้น ผมไม่รู้ว่าควรจะตอบรับเธออย่างไร และคิดว่าไม่สามารถรั้งเธอเอาไว้ได้ด้วย
.............

"โมนิก้า - อยู่รึเปล่า ?"ถึงแม้ผมจะไปตามหาที่คอกม้า แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับของเธอเลย
แม้ว่าจะพยายามเงี่ยหูฟังโดยรอบ แต่ก็ไม่มีวี่แววของใครอยู่แถวนั้น
(ไปไหนกันนะ ?) หรือว่าเธอคิดออกเดินทางต่อแล้วกันแน่
ไม่หรอก ในบ้านยังมีสัมภาระของเธอวางกองอยู่เต็มไปหมด ไม่ต้องคิดมากหรอก
(-ถ้างั้น เธอจะกลับเมื่อไหร่กันล่ะ ?)

สำหรับผม หลังจากนี้จะต้องไปเตรียมงานเทศกาลแล้ว ถึงจะอยากเตรียมมื้อกลางวันให้โมนิก้าเผื่อเธอจะย้อนกลับมาช่วงนั้นก็เถอะ
แต่เพราะไม่รู้ว่าเธอจะกลับเมื่อไร ผมก็เลยตกลงใจไม่ได้ว่าจะทำอะไรเตรียมไว้ให้
"ดีล่ะ" ผมเลือกเตรียมขนมปังกับเนยซึ่งเป็นของที่ทานเหลือได้ไม่เป็นไรเอาไว้บนโต๊ะพร้อมเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้เธอว่า "ตามสบายนะ"
"เตรียมไว้เผื่อมื้อเช้ากับกลางวันเลยละกัน"อาจจะดูไม่ค่อยน่ากิน แต่อยากให้ยกโทษให้จริงๆนะ
.....................................
..............

"...ยังไม่กลับมาอีกเหรอเนี่ย"หลังเสร็จจากการเตรียมงาน ผมก็ย้อนกลับมาที่บ้านแต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกโมนิก้า
ส่วนอาหารบนโต๊ะก็ถูกวางไว้แบบนั้นโดยไม่มีใครมาแตะต้องเลย
"ไปไหนของเค้านะ ?"น่าจะเขียนอะไรทิ้งไว้บ้างก็ยังดี ... แต่บางที คิดถึงเรื่องเมื่อคืนแล้ว นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่หวังยากก็ได้

"เอาเถอะ คงกลับตอนมื้อเย็นละมั้ง" เวลาแบบนี้ กังวลไปก็เท่านั้น สู้คิดในแง่บวกเอาไว้ก่อนดีกว่า
"ทำอะไรกินดีน้อ -?"ถ้าผมหากินคนเดียว ก็มักจะเป็นของง่ายๆ
"เอาละ เตรียมมิโมซ่าสลัด ของโปรดของโมนิก้าเอาไว้ด้วยดีกว่าแฮะ"
"ส่วนเนื้อไก่นี่ ย่างไฟอ่อนๆดีมั้ยนะ ? ไม่ๆ ถ้าทำงั้น เดี๋ยว ..."พอเริ่มคิดถึงเวลาที่อาหารพวกนี้ไปวางเรียงกันบนโต๊ะแล้ว

ถึงจะยังตัดสินใจไม่ได้ ... แต่มันก็สนุกไปอีกแบบนะ
"แต่ ถึงจะทำอะไรไป ..."ถ้าไม่ไปซื้อกับข้าวมาก่อนล่ะก็
ผมรีบจดเมนูที่ตัวเองจะทำแล้วมุ่งหน้าเข้าตลาดทันที ดีไม่ดี อาจจะได้ไอเดียอะไรเพิ่มอีกสักอย่างสองอย่างขณะเดินดูของก็ได้
..........................
.............

"...โอ้ เอลโม่คุง วันนี้ออกมาซื้อของเหรอ ?"
"เปล่าครับ คือ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ..."พอผมเข้ามาถึงเมืองก็เริ่มออกเดินดูร้านรวงต่างๆโดยรอบจนได้เจอกับครูออตโตริโน่ระหว่างทางพอดี
"อืม ดูเหมือนหนนี้จะซื้อไปเยอะนะ"
"ครับ จริงๆ คือ พวกโมนิก้าไปขอนอนค้างที่บ้านผมน่ะ"
"โอ้ เธอคนนั้นน่ะเหรอ ? ท่าทางจะเป็นการประกบคู่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนี่"
"...สนุกตรงไหนเหรอครับ ?"
"ตอนแรกเห็นไม่ค่อยถูกกัน ... เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ?"

"...เอ่อ คือว่า เรื่องนั้น ถามใครอยู่เหรอครับ?"
"ถ้าพูดกับคนอื่นนอกจากเธอ เขาจะเข้าใจมั้ยล่ะ ?"
"เธอ พูดอะไรกับคุณครูเหรอครับ ?"
"...อืม ก็ปรึกษาหลายๆอย่างเลยล่ะ แต่ครูคงเล่ารายละเอียดให้ฟังไม่ได้ ..."
"เอาแค่เกี่ยวกับตัวผมก็ได้นะครับ ?"
"นั่นสินะ ถ้าแค่นั้นล่ะไม่เป็นไรหรอก" คุณครูออตโตริโน่เริ่มเล่าด้วยท่าทางสนุกยังไงไงพิกล
"ตอนที่เธอมาเยี่ยมบ้านครู พอดีเจอโมนิก้าคุงกำลังนั่งคุยกับครูอยู่บนโซฟาพอดีใช่มั้ย ?"
"ครับ"

"เธอในตอนนั้นน่ะ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยล่ะพอบอกให้ไปถามเอากับเอลโม่คุงน่ะ" นึกย้อนๆดู นี่เราเคยทำอะไรให้เธอโกรธด้วยเหรอ ?
(อ่า - อืม)
นอกจากเรื่องที่ทำให้เธอต้องถอดหมวกในห้องเรียนซึ่งคิดว่าขอโทษขอโพยไปเรียบร้อยแล้ว
ที่เหลือก็แค่เรื่องตอนดูแลสุสานคราวนั้น

"ก็นะ แต่พักนี้ก็เหมือนเธอจะดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้น - พอเอ่ยชื่อเอลโม่คุงขึ้นมาทีไรเป็นต้องหัวเราะคิกคักทุกทีเลยล่ะ"
(-นี่ผมไปทำเปิ่นๆอะไรต่อหน้าเธอรึเปล่าเนี่ย ?)นึกยังไงก็นึกไม่ออก
"...ว่าแต่ ที่ว่าไปค้างนี่มัน ... ยังไงกันเหรอ ?"
"ยังไง อะไรเหรอครับ ?"
"เทียบกับเมื่อก่อน ดูเหมือนเธอจะกลมขึ้นนะ?"
"ก็คงงั้นมั้งครับ ..."
"หืม ? สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย มีอะไรกันเหรอ ? ทะเลาะกันรึเปล่า ?"
"เปล่าครับ ไม่ได้ทะเลาะ ..."ผมกำลังสับสนว่าจะเล่าเรื่องโมนิก้าให้ฟังจนถึงตรงไหนดี

(-ว่าเธอมาจากแดนแห่งภูติเพื่อเข้าร่วมเกมเอเรมิต้า)
เธอสามารถเอาชนะอัลมานด์ได้แล้วจึงเดินทางมาที่นี่
(-แล้วก็ที่เธอบอกว่าตัวเองเป็น ศัตรู...?)
ไม่หรอก ถ้าเป็นการดวลตามกติกา การที่อัลมานด์แพ้ก็ถือว่าเป็นเรื่องซึ่งยอมรับได้
การที่ผมจะตีโพยตีพายว่าเธอเป็นศัตรูแล้วพยายามแก้แค้นนี่มันเด็กชัดๆ
และอย่างน้อยที่สุด ผมก็ไม่เคยรู้สึกกับเธอแบบนั้น

"...ทำหน้าตาอึดอัดใจจังเลยนะ เป็นอะไรรึเปล่า ?"
"ขอโทษครับ พอดีคิดอะไรนิดหน่อยน่ะครับ"
"อื้มๆ ยังหนุ่มยังแน่น หัดมีเรื่องกังวลคนเดียวบ้างนั่นแหละดี อนาคตที่ต้องพึ่งคำตอบของคนอื่นน่ะ มันไม่มีความหมายหรอก"

"...เพียงแต่ ถ้าลำพังตัวคนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ลองพึ่งพาคนที่คิดว่าเหมาะสมหน่อยก็ดีนะ"
"คนที่คิดว่าเหมาะสม ... เหรอครับ ?"
"ใช่ ไม่จำเป็นว่าอีกฝ่ายจะต้องอายุมากกว่าเสมอไปหรอกนะ"
"บางเวลา เราอาจได้คำตอบจากคำพูดของคนที่ไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้นะ"
............................
..........
หลังแยกจากครูออตโตริโน่ ผมก็แวะเวียนไปที่จตุรัสกลางเมืองเพราะคิดว่าบางทีอาจพบโมนิก้าที่นั่น
เผื่อถ้าเจอ อาจจะได้ขอติดรถม้ากลับไปบ้านบ้าง ก็ว่ากันไป
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ แต่น่าเสียดายที่ผมคงต้องกลับหมู่บ้านไปโดยไม่เจอเธอแม้แต่เงา

เดี๋ยวซิ ...

(-รู้สึกเหมือนถูกใครจ้องมองอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ...)ตั้งแต่เดินเข้ามาในเขตลานจตุรัส ก็รู้สึกแบบนั้นตั้งหลายครั้ง
ดีละ ถ้างั้นผมก็จะแกล้งทำไม่รู้ไม่เห็น เดินต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะรู้ตัวจริงของสายตาคู่นั้น
บางครั้ง ผมก็จะหยุดยืนตามหน้าร้านต่างๆแล้วหันมองรอบๆ
(- เอ๋ ? สีชมพูแว้บๆเมื่อกี้มันอะไรกันน่ะ...)เหมือนเห็นมันห้อยลงมาจากหลังคาอย่างรวดเร็ว
(-หรือจะเป็นเชอรี่ ?)บางที เจ้าลิงน้อยนั่นอาจจะกำลังแอบซุ่มสังเกตผมเพื่อหาจังหวะเล่นซนก็ได้

(-ถ้างั้นล่ะก็ ...)ผมแกล้งซ้อนแผนหลอกลิงกลับบ้างจะเป็นไงนะ ?
"...ดีล่ะ" ผมเริ่มหาสถานที่เหมาะๆเพื่อลงมือตามแผน
(ถ้าทำให้ตกใจในที่ๆมีคนพลุกพล่านล่ะก็ ...)
อาจจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกรำคาญไปด้วย ดังนั้นผมจึงเลือกท้ายตรอกที่ห่างจากจตุรัสไปพอสมควร
(-เอาสิ ตามมาเลย)

.............................
.................

"ผมเดินผ่านเขตที่มีคนพลุกพล่านไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือท้ายซอยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไร
( - หืม ? รู้สึกถึงสายตาจากข้างหลังเลยนะ)
แต่สายตานั่นไม่ได้มองจากบนหลังคา ถ้าถามว่ามาจากตรงไหน ผมคงบอกได้แค่ว่าที่ความสูงประมาณตัวผมนี่เอง
(- หรือว่าโมนิก้าอยู่ข้างหลังเหรอ ?)บาที โมนิก้าอาจจะสั่งให้เชอรี่คอยติดตามผมอยู่ก็ได้
(ถ้างั้นล่ะก็ ...)ผมหยุดฝีเท้าที่เคยรักษาระยะห่างระหว่างการก้าวเท้ามาตลอดลง สอดส่องหาวี่แววของเชอรี่
...พอผมหยุดเดิน เสียงฝีเท้าของมันก็หยุดตาม

(-ดีล่ะ ต่อไปเลี้ยวตรงมุมนั้นแล้วก็ ...)
ค่อยบอกเธอว่า "น่าเสียดายนะ"ผมได้ไอเดียและค่อยๆหักโค้งเดินไปยังที่หมาย เสียงฝีเท้าที่ตามหลังมาเริ่มรัวถี่ขึ้น -
(เอ๋ ?)พอผมหันหลังกลับไป ก็เหมือนมีเงาดำใหญ่ยืนประจันหน้าคอยอยู่ในขณะที่แผ่นหลังเหมือนชนเข้ากับของแข็งบางอย่าง
"...ยะ อย่าดิ้นน่า"
"คะ ใครครับ ?"เสียงนั่นเป็นผู้ชาย ไม่มีทางเป็นโมนิก้าอย่างเด็ดขาด
"เฮ้ย อย่าหันมานะเฟ้ย ?"ผมรู้สึกเหมือนมีวัตถุอะไรกำลังดันแผ่นหลังผมอยู่
(-หรือว่า ปืน?)

"...ฉันก็ไม่ยากลงมือรุนแรงกับแกหรอก อยู่เฉยๆจะได้ไม่เจ็บตัวนะ?"น้ำเสียงของชายชุดดำดูน่ากลัวกว่าที่เคยได้ยินครั้งก่อนมาก
และนั่น ทำให้ผมนึกได้ว่า
"นี่นายคือ คนที่ตามตื๊อโมนิก้าเมื่อคราวก่อนนี่ ..."
"เฮ้ย ! รู้ได้ไงฟะ ?"
"เปล่า แค่คิดว่าน่าจะใช่น่ะ..."ผมหันหลังไปดู แล้วก็ใช่จริงๆ
"บอกแล้วว่าอย่าหันมา ไอ้นี่ !"
"อ่า ... ขอโทษครับ"
"ช่างเถอะ เลี้ยวที่ซอยนั้นซะ !"ถึงคิดจะหนี แต่ผมก็คงไม่สามารถรอดพ้นจากสิ่งที่กดหลังผมอยู่ได้หรอก
"โทษที แต่ช่วยมากับพวกเราสักหน่อยได้มั้ย ..."ผมถูกผลักให้เดินไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวเข้าซอยตามที่มันสั่ง

"อย่าชักช้าเฟ้ย"
"เอ่อ ครับ"ผมเดินตามแต่โดยดี
"...แก ชื่ออะไร?"
"... เอลโม่ครับ"
"ดีล่ะ เอลโม่ ระหว่างที่เดินไป ช่วยตอบคำถามฉันหน่อยนะ"
"แกกับเด็กที่ชื่อโมนิก้านั่นน่ะ เกี่ยวข้องยังไงกันแน่ ?"
"เกี่ยวกันยังไง ... ก็แค่คนรู้จักน่ะสิครับ"
"ว่าแล้ว เรื่องท่านเจ้าเมืองอะไรนั่น แกหลอกต้มพวกเราสินะ ?"
"เปล่าครับ เข้าใจผิดแล้ว เรื่องตอนนั้น ..."
"หืม ? แล้วที่ว่าเป็นคนรู้จักล่ะ ?"
"เรื่องนั้น ..."
"...รู้จักกันหลังจากนั้นสินะ ไอ้หนู?" ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่พูดเรื่องโมนิก้าออกไป และทันใดนั้น ชายอีกคนหนึ่งก็มาปรากฎตัวต่อหน้าผม

"อ๊ะ ลูกพี่ ! ทำไมมาอยู่ที่นีได้ล่ะ ?"
"ก็แกบอกจะพาเด็กคนนั้นเข้ามาท้ายซอย"
"... ฉันเป็นห่วงก็เลยตามมาดูนี่แหละ"
"เฮะๆ ! วางใจได้เลยเพ่ !"มันเข้าใจผิดว่าตัวเองถูกชมรึเปล่าวะ ?
"...เอาเถอะ" ต่างกับเจ้าหนุ่มนี่ ชายชุดดำอีกคนดูสุขุมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ถึงจะพอรู้ตั้งแต่เห็นเขาถูกแฮมงับกางเกงแล้วก็เถอะ

"โทษทีนะที่ให้เจ้าคนเถื่อนนี่นำทางมา บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ?"
"เปล่าครับ"
"งั้นก็ดี พวกเราไม่ได้ต้องการทำให้เธอบาดเจ็บอะไรหรอก"
"...เพียงแค่ อยากให้ช่วยร่วมมือนิดกันนิดหน่อยน่ะ"
"เรื่องอะไรครับ ?"
"พวกเราอยากจะต่อรองกับเด็กคนนั้นน่ะ"จะว่าไป ดูเหมือนโมนิก้าจะแกล้งล่อพวกมันไปที่เมืองอื่นแล้วนี่นา
"...ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากจะให้เธอเป็นคนกลางช่วยเจรจาต่อรองให้ จะได้จบๆน่ะนะ"
"คนกลางเนี่ย จะให้ผมเกลี้ยกล่อมเธองั้นเหรอครับ ?"
"ถูกต้อง แน่นอนว่าจะไม่มีอันตรายมาถึงเธอและยังจะให้ค่านายหน้าอีกด้วยนะ"
"เฮะๆ เป็นข้อเสนอที่ไม่เลวใช่ม้า ?"
"แล้ว ... ถ้าปฏิเสธล่ะครับ?"
"ถ้าแบบนั้น น่าเสียดาย - คงต้อง ... บังคับขอความร่วมมือโดยไม่จ่ายค่านายหน้าให้ล่ะนะ?"
ชายชุดดำพูดพลางลูบหนวดเคราของตัวเองแล้วพยักหน้า พร้อมกันนั้น อีกคนหนึ่งก็ล็อกแขนผมไว้

"โอ๊ย !!"
"ก็คงต้องต่อรองกันด้วยสารรูปแบบนี้แทนแหละนะ?"ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงมากมายอะไร แต่ทำไมความเจ็บปวดนี้กลับเหมือนแล่นทั่วร่างผมก็ไม่รู้
"เฮ้ย เขายังไม่ได้เลือกแบบนั้นซะหน่อย อย่าทำรุนแรงนักสิฟะ"
"เอ่อ ครับ"
"นี่พวกคุณ ... คิดจะต่อรองอะไร ... กับโมนิก้ากันแน่"
"เรื่องนั้นน่ะเหรอ ก็แค่ให้แม่นั่นยก"รถ"ให้กับเราเท่านั้นเอง"
"นายจ้างของพวกเราต้องการ"รถยนต์"ของแม่นั่นน่ะ"
(รถยนต์ ?)
เท่าที่ผมรู้ คนที่มีรถยนต์คือครูออตโตริโน่นี่นา ถ้าจะพูดถึงรถที่โมนิก้ามี นั่นก็คือ -

"... มะ ไม่ใช่รถม้าเหรอครับ ?"
"เจ้าโง่ ! รถม้าซังกะบ๊วยนั่น ให้ฟรียังไม่เอาเลยโว้ย !"
"ที่พวกชั้นตามหาอยู่น่ะ คือรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่โมนิก้าซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งต่างหากล่ะ !"
(- รุ่นใหม่ล่าสุด?)
"ใช่ ถ้าแกรู้ที่ซ่อนล่ะก็ บอกมาเดี๋ยวนี้ !"
"ถ้าทำได้ล่ะก็ ลูกพี่ยินดีจ่ายแกอย่างงามทีเดียวนะ?"
"เอาละ  ขอถามอีกครั้งนะ จะร่วมมือด้วยรึเปล่า"

"เรื่องนั้น ไม่ต้องถามก็รู้ๆกันอยู่ครับ ..."
"โอ๊ะ เป็นคำตอบที่ดีนี่ ?"

"...ขอปฏิเสธ แหงๆอยู่แล้ว" ถึงจะเจ็บแขน แต่ผมก็ตอบไปอย่างชัดเจน
"แกว่าไงนะ ? ถ้างั้นล่ะก็ ..."

"...ถ้างั้นแล้วแกจะทำไมเค้ายะ ?"
"เอ๋ ?" "หา ?"
เสียงที่ดังก้องขึ้นจากท้ายซอย ทำให้พวกเราทั้งหมดหันไปมองเป็นทางเดียวกันก่อนจะมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามากระแทกชายชุดดำที่ล็อกตัวผมอยู่เข้าจังๆ
"โอ๊วว !"
"อะ เฮ้ย !?" ของที่ตกลงบนพื้นนั่น เหมือนเคยเห็นที่ไหน -
(บอลสำหรับเล่นโยนของเหรอ ?)
"... เอเลโม่ ทางนี้เร็ว !"ผมรีบหนีออกห่างจากชายทั้งสองคนตามที่โมนิก้าบอกทันที
"หนอย ... พวกแก ... หยุดนะ !"ถึงจะบอกให้หยุด แต่พวกเราไม่มีทางหยุด
................

"บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ?"
"มะ ไม่เป็นไร รีบหนีกันก่อนเถอะ"
"อื้อ จนถึงเมื่อกี้ ฉันก็ว่านั่นเป็นทางที่ดีที่สุดอยู่หรอก"
"...?"

"แต่เห็นเมื่อกี้แล้ว จะให้ฉันทนกลับไปเฉยๆได้ยังไงล่ะ ?"
"นี่ พวกนายน่ะ ! พล่ามอยู่ได้ว่าให้ขายรถๆ แล้วเคยเห็นของจริงสักครั้งรึยังล่ะ ?"
"...หืม ?"
"เพราะงั้น ฉันจะต่อรองด้วยก็ได้ เอาแบบสุดพิเศษไปเลยก็แล้วกัน"
"เธอน่ะเหรอ จะต่อรอง ? พูดบ้าอะไรน่ะ ? เจ้าของรถอย่างเธอ ..."
"เสียใจด้วยย่ะ ! ไม่ใช่ฉัน ... แต่เป็นเด็กคนนี้ต่างหาก !"
บรื้น บรื้น
พอโมนิก้าดึงผมมาไว้ข้างๆตัว บนถนนก็เหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกำลังบึ่งมาทางนี้

"ไง ไอ้พวกนักตื๊อทั้งหลาย ! อยากได้กันมากใช่มั้ย ไอ้รถคันนี้น่ะ?"
(-คะ ใครวะ ?)รถคันนั้นมีลักษณะแตกต่างจากของครูออตโตริโน่
เป็นรถที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แล้วก็ยังสาวน้อยทวินเทลที่ผมไม่เคยเห็นหน้านั่นอีก

"กะ แกเป็นใครฟะ ?"
"เห- ใช้ปากได้แค่นั้นเองเหรอ ... ไอ้ -โง่"
"บางที ก็คงอย่างที่เห็นนั่นแหละนะ" โมนิก้าเห็นด้วยกับสิ่งที่สาวน้อยแปลกหน้าพูด
"คิดหนีเพราะไอ้ตัวพรรค์นั้น ไม่อายมั่งเหรอ ?"
"...เออ แต่ มันช่วยไม่ได้นี่นา"
"เหรอ ? ฉันถึงได้บอกไงว่าอัดแมร่งแต่แรกเลยดีกว่า..."
ส่วนชายแว่นดำ เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็
"นี่พวกแก อย่าคิดว่าคนอื่นยืนฟังเฉยๆแล้วจะพูดอะไรก็ได้นะเฟ้ย !!"

"หนวกหูย่ะ ! ใครใช้พวกแกเสือกตอนพวกฉันคุยกัยไม่ทราบวะคะ !"
"อึก ..." สาวทวินเทลปราบอยู่หมัด
"หึๆ ... เอาไงคะทั้งสองคน ฉันอุตส่าห์เปิดตัวรถสุดรักให้ดูขนาดนี้แล้วนะ"
"ค่าชมน่ะมันแพงมากนะเธอ ... เตรียมใจพร้อมรึยังคะ ?"
บรื้นนนน
"...หมอบลงเร็ว เอเลโม่"
"เอ๋ ?"
"เวลาเชอรี่คึกแล้วอันตรายทีเดียวล่ะ"
"เชอรี่ ? อยู่ไหนอ่ะ ?"
"ก็อยู่นี่ ตรงนั้นไง" ที่ปลายสายตาของผม เห็นแต่สาวน้อยทวินเทลบนรถนั่นเท่านั้น -
"...หรือว่าเธอคนนั้น ?"
"อื้อ นั่นแหละเชอรี่ แล้วก็รถสุดรักของเธอ -"
"ลุยเลย แฮม !ระเบิดแรงม้าของนายออกมาเลย !"
บรื้นนนนนนนนน

"ปูรูรูรู๊ววววว" ด้วยคำสั่งของเชอรี่(?) รถยนต์ที่ชื่อว่า แฮม(?) ก็ส่งเสียงเร่งเครื่องดังก้องไปทั่ว
"สะ สุดยอด ! ลูกพี่ รถนั่น ... ไม่ธรรมดาแล้ว !"
"ก็จริงนะ ... แต่เราไม่มีเวลามาประทับใจกับมันแล้วล่ะ"
"เอ๋ ?"
"มองดูดีๆสิ สายตาของเจ้าของรถนั่นน่ะ ..."
"เอ๋"

"นั่นมัน ประเภทเอาเรื่องสุดๆไปเลยล่ะ"
"...ทะ ท่าทางจะจริงนะครับ"ถ้าเป็นตอนนี้ ผมเห็นด้วยกับสองคนนั่นเต็มๆเลยละ
ตาของเชอรี่ดูจะเต็มไปด้วยความสนุกมากกว่าความโกรธซะอีก
"...การต่อรองบ้าบออะไร ไม่ใช่ของที่จะใช้กับแม่นั่นได้เลย"
"ละ แล้วจะทำยังไงครับ ?"
"ทำอะไรน่ะเหรอ ไม่ต้องเลย ... เวลาแบบนี้น่ะ ..." ชายไว้หนวดค่อยๆมองมาทางนี้แล้วก้มตัวย่องเบาๆ
ส่วนเจ้าแว่นดำก็ค่อยๆย่องตามหลังลูกพี่ของมันไปอย่างหวาดๆ

"อ้าว ? หรือว่าคิดจะหนีกันล่ะจ๊ะเธอ ?"
"เชอรี่ ห้ามตามไปบีบคั้นมันนะ"
"หึย -หึย-หึย ไม่ค่อยได้ยินเลยค่า-"
"ชะ เชอรี่ ?"
"ไม่ค่อยได้ขับมานานแบบนี้ ต้องซฺ่งกันให้มันส์หน่อยล่ะค่า-!"
"ยะ อย่านะ !? ไม่งั้นเดี๋ยว ..."
"ไป-ล่ะ-ค๊า- !"
"ปูรูรูรู๊วววววววว"
บรื๊นนนนนนนนนนนนนนนนนน

"อ๊ะ ลูกพี่ มันมาแล้วคร้าบบ !"
"เฮ้ย วิ่งเร็ว !"
บรื้นนนนนนนนนนนนนนน
"เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวเถอะ อย่าหนี อย่าหนีนะ!"เชอรี่ตามกวดทั้งสองคนที่ล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีออกจากท้ายซอยไปอย่างไม่ลดละ
(หวา -)

"เอเลโม่ ตามมาเร็ว !"
"อะ อื้อ !" ผมออกวิ่งตามพวกเขาไปพร้อมกับโมนิก้า
"เหวอ อะไรของมันน่ะ !?"
"ว้าย !?" บรรดาคนในเมืองต่างต้องหลบชิดซ้ายลงข้างทาง ส่วนทั้งสองคนทีเป็นเป้าหมายในการไล่กวดก็ร้องเสียงหลงไม่เป็นอันทำอะไร
"เหวอออออออออ"
"กัดมัน เคี้ยวมัน ! เคี้ยวมันให้ตายไปเลย !"
"เด็กคนนั้น ลองบ้าเลือดขึ้นมาแล้วหยุดมือตัวเองไม่ได้หรอก !"
"...เอ๋ ? แล้วทำไงถึงจะหยุดได้ล่ะ ?"

"ย๊า- ฮู๊ว- !"
"ปู๊รูรูรูววว"
"เหวออออ"
"อ๊ากกก"
ทั้งหมดหายลับเข้าไปท้ายเมืองก่อนจะโผล่ออกมาจากซอยอีกฝั่งหนึ่ง แม้จะหนีไปยังทิศทางตรงกันข้ามก็ยังถูกไล่ตาม .... ซ้ำไปซ้ำมา"

"เอ้านี่ๆ ! ไหนบอกอยากได้แฮมไม่ใช่เหรอ ?"
"มะ ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้วค้าบ - !"
"ช่วยพอทีเถอะ !"
"โถ่ไอ้พวกกาก ! ชั้นเกลียดพวกที่เก่งแต่เห่าแบบพวกแกที่สุดเลยว่ะ !"
"ผมผิดไปแล้วค้าบ ยะ ยกโทษให้ผมด้วย -!"
"...มะ ไม่มาต่อรองแล้วจ้า -!"
"แหงอยู่แล้วย่ะ ! กลับไปบอกมันด้วย ! มีแต่ต้องดวลกับฉันเท่านั้นย่ะ -!"
..............................
................
"...เชอรี่"
"อุกี๊ ?"
"เธอนี่นะ รู้มั้ยว่าก่อความวุ่นวายไปแค่ไหนน่ะ-"
"กลับร่างเป็นลิงนี่คิดจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นใช่มั้ย !?"

"กี๋-?"
"เอาน่าๆ โมนิก้า ใจเย็นก่อนเถอะ"
"นี่ เอเลโม่น่ะอาจจะไม่รู้อะไร แต่เด็กคนนี้น่ะ เวลาแบบนี้ทีไรชอบทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นประจำเลย !"
"แต่ถึงยังงั้น นี่ ...ก็ทำให้ไล่สองคนนั้นไปได้แล้วนะ"
"หึย ..."
"ยังไงเราก็ปฏิเสธความดีความชอบของเค้าไม่ได้นะ"
"กิกี้ -"

"ไม่ต้องมาหัวเราะเลยย่ะ !"ถูกของโมนิก้าที่ว่าเชอรี่อาจจะทำเกินไปบ้าง แต่แค่ผมสามารถกลับมาได้โดยสวัสดิภาพ เท่านี้ก็น่าขอบคุณเธอมากแล้ว
"...อ๊ะ ขอบใจโมนิก้าด้วยนะ"
"เรื่องอะไรเหรอ ?"
"เอ้า ก็เธอขว้างบอลนั่นไปเพื่อช่วยผมไงล่ะ"
"ช่างเถอะน่า เรื่องแค่นั้นเอง ..."
เชอรี่กลับเข้าคอกม้าเพราะเป็นห่วงแฮม ทางด้านโมนิก้าก็กลับเข้าบ้านพร้อมกับผม

.................................
.................

โมนิก้าเดินนำไปนั่งยังเก้าอี้เหมือนจะบังคับให้ผมนั่งลงที่เก้าอี้อีกฝั่งหนึ่ง
"...ฉันจำเป็นต้องบอกทุกอย่างกับนาย"
"อะ อื้อ"
"ยังจำเรื่องเมื่อคืนได้รึเปล่า ?"
"เรื่องการดวลในคืนวันอังคารสินะ ?"
"ใช่ เรื่องนั้นยังมีส่วนที่ฉันยังไม่ได้อธิบายให้นายฟังอยู่อีกเยอะเลยล่ะ"
....................................
..........

"...ในการดวลคราวนั้น ฉันบอกไปแล้วว่า คนที่เอาชนะอาเลมานด์ได้ก็คือ ฉันเอง แต่ความจริง ยังมีอีกคนนึงที่อยู่ในสนามดวลด้วย"
"นั่นก็คือ เชอรี่"

"แน่นอนว่าไม่ใช่ลิงแบบตอนนี้ แต่เป็นเชอรี่ร่างจริงที่เหมือนมนุษย์น่ะ"
"แล้วก็ ที่จริงแล้ว ... มีแต่เธอเท่านั้นที่ต้องดวลกับอาเลมานด์"
"หมายความว่ายังไงเหรอ ?"
"ฉันกับเชอรี่น่ะ รู้จักกันมาตั้งนานแล้ว พวกเราเคยฝึกเล่นเอเรมิต้าด้วยกันบ่อยๆ"
"เชอรี่น่ะชอบการเอาชนะด้วยการบุกกดดันอีกฝ่ายอย่างสนุกสนานในขณะที่ฉันชอบเอาชนะด้วยการเปรียบเทียบจำนวนไพ่ในระหว่างที่เล่นเกม"

"แต่เพราะเราเป็นคนที่มีสไตล์แตกต่างกันนั่นแหละ ถึงทำให้ต่างคนต่างป็นคู่ซ้อมที่ดีของกันและกัน"
"พอพวกเราฝีมือดีขึ้นจนถึงระดับนึง ก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมการดวลในศึกคืนวันอังคารน่ะ"
"...ผลก็คือ เชอรี่ลงสนามก่อน ส่วนฉันได้ลงในวันถัดมา"
"ฉันตั้งใจจะประเมินฝีมือของผู้พิทักษ์สุสาน ก็เลยคิดจะเข้ามาสังเกตการณ์ในเกมของเชอรี่น่ะ"
"แต่ ทุกอย่างมันก็เริ่มแปลกๆไปตั้งแต่ตอนนั้นแหละ"

"...?"

"ด้วยความจงใจของอีกฝ่าย สุดท้าย ไม่ใช่แค่เชอรี่... แม้แต่ฉันเองก็ต้องลงแข่งด้วยไปโดยปริยาย"
"...นั่นเป็น ความต้องการของอัลมานด์รึเปล่า ?"
"อื้อ ถูกแล้วล่ะ มันเลยกลายเป็นการต่อสู้แบบ 2 รุม 1 ไปเลยไง"
"...เดี๋ยวสิ การต่อสู้ของวันอังคารน่ะ มันเป็นแบบ 2 ต่อ 2 ไม่ใช่เหรอ ?"
"เปล่าเลย ก่อนหน้านั้นเป็นการดวลแบบตัวต่อตัวน่ะ"
"เอ๋ ?" ถ้างั้นก็แปลกล่ะ เพราะตั้งแต่ผมทำหน้าที่นี้มา บนโต๊ะไพ่ก็มีผู้เล่นถึง 4 คนอยู่แล้ว
และเป็นครั้งแรกผมได้เรียนรู้ถึงการต่อสู้แบบทีม

"...ใช่ การดวลแบบคู่น่ะ มันคือสมัยของเธอ จะให้พูดอีกครั้งก็ได้ ก่อนหน้าที่ฉันกับเชอรี่จะเล่นคู่กันตามความต้องการของอาเลมานด์น่ะ การดวลเคยเป็นแบบตัวต่อตัวมาก่อนนะ"
"มีการเปลี่ยนกฎของวันอังคารรึ ?"
"ใช่ แล้วก็เป็นกฎที่ทำให้ฝ่ายผู้พิทักษ์สุสานเสียเปรียบมากด้วย"
"แต่เมื่อกี้ เธอบอกว่าอัลมานด์ต้องการแบบนั้นเองไม่ใช่เหรอ ?"
"...ใช่ เพราะแบบนั้นไง ฉันถึงได้แปลกใจมาก" ทำไมเขาถึงต้องการจะดวลภายใต้กฎที่ตัวเองเสียเปรียบกันนะ ?
"ถึงยังไง พวกเราก็ยอมรับที่จะเล่นเกมในตอนนั้น"
"...แน่นอนว่า ฝ่ายพวกเรา ใครชนะได้ก็พอ"

"ระหว่างที่คอยป้องกันเชอรี่จากการจู่โจมของเขา ฉันก็ค่อยๆเก็บแต้มไปเรื่อยๆ"
"กลับกัน ถ้าไพ่บนมือฉันไม่ดี เชอรี่ก็จะเป็นฝ่ายป้องกันฉันแล้วทำแต้มไปเรื่อยๆ"
"อัลมานด์เองก็สู้อย่างเต็มที่ แต่ผลของการดวล ... ก็อย่างที่บอกไปแล้วนั่นแหละ"
"...และนั่น เป็นการแพ้แบบหมดรูปของอัลมานด์สินะ ..."
"เชอรี่ดีใจมากจนขี่แฮมมุ่งหน้ามาที่โลกนี้ผ่านประตูนั่น"
"ฉันถึงตามผ่านประตูมาด้วย พอรู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่โลกนี้แล้วน่ะ"
"และที่อยู่ข้างๆตัวฉันในตอนนั้นก็คือ -"
"เชอรี่ที่กลายเป็นลิงตัวเล็กๆกับแฮมที่กลายเป็นลากำลังยืนเคี้ยวหญ้าอยู่ไงล่ะ"

....................................
.......................

หลังจากเล่าทุกอย่างจนหมดเปลือก ผมได้บอกให้โมนิก้าไปพักผ่อนเพราะเห็นว่าวันนี้เธอคงเพลียมาทั้งวัน
ซึ่งเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ และปีนขึ้นเตียงไปอย่างว่าง่าย
(- วันนี้เจออะไรมาเยอะจริงๆแฮะ)
ทั้งเรื่องเชอรี่ขับรถไล่กวดชายสองคนนั้น แถมรถสุดรักของเธอคันนั้นก็คือ แฮม
เรื่องพวกเนี้ ผมแทบจะคิดว่าตัวเองฝันไปเสียด้วยซ้ำ
แล้วก็ ...

"ที่นี่ มีเวลาจำกัดแค่ 30 นาทีสินะ ?" เท่าที่ฟัง ดูเหมือนถ้าเชอรี่คืนร่างครั้งหนึ่งแล้ว จะยังไม่สามารถคืนร่างเดิมได้อีก 2-3วันเลยทีเดียว
น่าสงสารอยู่เหมือนกัน
(ท่าทางดูสนุกสนานแบบนั้น แต่ความจริงก็คงต้องทรมานไม่น้อยเหมือนกันสินะ ...)
 โมนิก้าบอกว่า นั่นคือสิ่งที่เชอรี่ต้องชดใช้ให้กับความใจร้อนของตัวเอง ...
เพราะเธอกระโจนพรวดเข้าประตูไปในขณะที่มันยงไม่เสถียร จึงทำให้ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกนี้ได้

(แล้ว ... ถ้าเกิดคนที่พรวดเข้าไปก่อนคือโมนิก้าล่ะ)
(เธอจะกลายเป็นตัวอะไรนะ ?)
(ดูจากอิมเมจของเธอ คงไม่พ้นอะไรสีดำๆละมั้ง?)พอผมนึกภาพเชอรี่ในแบบสีดำดู ก็น่ารักไปอีกแบบเหมือนกัน
แต่ ...
สิ่งที่ผมควรจะคิด ไม่ใช่เรื่องนั้น
(อัลมานด์ ...)
คนที่โมนิก้าดวลไพ่ด้วย เขาคือพ่อบุญธรรมของผม
ทำไมอัลมานด์ถึงเสนอตัวยอมเล่นเกมที่ตัวเองเสียเปรียบแบบนั้นนะ?

"เขาต้องการอะไร ตอนนั้นเองฉันก็ยังไม่เข้าใจ" โมนิก้าเองก็บอกแบบนี้

"แต่ตอนนี้ ... เหมือนพอจะเข้าใจอะไรบ้างแล้วล่ะ ...ถึงอาจจะเป็นแค่การสันนิษฐานก็เถอะ"
"บางที อาเลมานด์อาจจะจงใจยอมแพ้ให้พวกเราก็ได้ ถ้าเขาต้องการจะข้ามประตูไปตั้งแต่แรกแล้วล่ะก็..."
เพราะอย่างนั้น อัลมานด์ถึงได้ทิ้งคำว่า"ผู้พลีชีพเพื่อศาสนา"เอาไว้ให้ผมรึเปล่า
หรือว่าเพราะเขาแค่อยากไปเห็นโลกอีกฝั่งหนึ่งของประตูเหมือนโมนิก้า?

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันก็เหมือนจะเกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่ผมเคยได้ยินเมื่อสมัยก่อน
เช่น เป็น"นักแสวงบุญ"ที่ท่องไปยังโลกต่างๆของบรรดาภูติประจำวันทั้ง7 แต่เพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องผู้พิทักษ์สุสาน จึงได้ยินเรื่องเหล่านั้นมาเพียงครึงเดียวเท่านั้น

(ถ้าตั้งใจฟังมากกว่านี้ก็ดีหรอก ...)

ว่ากันว่า ผู้ที่ได้รับความรักจากเหล่าภูติ จะสามารถเดินทางไปยังต่างโลกได้
และถ้าเดินทางไปจนครบทั้ง 7 โลกเมื่อไหร่ -
ก็จะได้รับสิทธิ์ให้ท้าดวลกับ"ราชัยน์แห่งวันทั้ง7"สินะ ?
ผมไม่รู้หรอกว่าราชันย์ผู้นั้นเป็นใคร  พอถามอัลมานด์ คำตอบที่ได้ก็คลุมเครือมาก ...
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนใหญ่คนโตมากจนถึงขนาดทำอะไรก็ได้กับโลกใบนี้รวมทั้งการ "แย่งชิงวันทั้ง 7" ไปจากพวกเราด้วย

สายตาของอัลมานด์ตอนนั้น ดูมีแววจริงจังแฝงไว้กับความขี้เล่น ประมาณว่า ถ้ามีอยู่จริงๆเขาก็อยากลองท้าสู้ดูสักครั้ง
สมมติ ... ถ้าอัลมานด์สามารถเอาชนะราชันย์ได้แล้วขึ้นรับตำแหน่งต่อ เขาตั้งใจจะทำอะไรกับโลกใบนี้นะ

เขา ปรารถนาจะเห็นโลกแบบไหนกันแน่ ?

(To be continued)

2010/Jul/11

Last time on

 

http://derkaiser.exteen.com/20100710/airy-f-airy-65374-easter-of-sant-8217-ariccia-65374-monika-l

 

 

พฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 1904

 

"หืม ... เช้าแล้วเหรอ ?" ผมตื่นเร็วกว่าปกติพร้อมด้วยร่างกายและจิตใจที่เบาหวิว
ลุกจากเตียงแล้วบิดขี้เกียจสุดตัว ท่าทางโมนิก้าคงยังหลับอยู่ ผมก็เลยค่อยๆลุกออกจากเตียงเบาๆและขณะกำลังล้างหน้า เมื่อหันไปทางประตู -

"... แค่ทักทายอรุณสวัสดิ์กันแค่นี้ก็ให้กันไม่ได้รึไง ?"
"โทษที ผมนึกว่ายังหลับอยู่น่ะ"
"ไม่เป็นไร ฉันน่ะนอนเร็วตื่นเร็วนะ"
...........................
...........
ผมออกไปตักน้ำข้างนอกและเกิดฉุกใจสงสัยในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง
(อ้าว -) เมื่อวานกลางดึก โมนิก้าออกไปข้างนอกสินะ
แล้วผมก็ตามรอยเธอไป ... ?
ในหัวมันตื้อไปหมด ไม่รู้ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเรื่องที่ผมรู้สึกไปเองกันแน่


 

"คงฝันไปละมั้ง ...?"แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมเหมือนความทรงจำของผมมันถูกปลุกขึ้นมาเรื่อยๆล่ะ -
ภาพที่ผมเห็นโมนิก้านอนอยู่ใต้ซานตารีเคียนั่นเป็นภาพลวงตายังงั้นเหรอ?
"จริงสิ !" ผมรีบวิ่งกลับเข้าบ้านเมื่อพบวิธีที่จะพิสูจน์ความจริงได้
"มีอะไรเหรอ ? จู่ๆก็กลับเข้ามาแบบนี้ ?"

 

 

"เอ่อ เปล่า ..." เมื่อคืน ผมเอาเสื้อนอกห่มให้โมนิก้า แต่เสื้อนอกตัวนั้นกลับแขวนอยู่บนผนังเหมือนปกติและที่น่าแปลกใจไปกว่านั้น ลักษณะของเสื้อที่แขวนอยู่ยังดูราวกับว่าไม่เคยถูกใครหยิบออกไปใช้งานเมื่อคืนเลย


"นี่ เอเลโม่ ขอยืมผ้าขนหนูหน่อยได้มั้ย ?"
"เอ่อ อื้อ ..."
"ขอบใจ" ผมมองตามหลังโมนิก้าที่เดินออกไปข้างนอกแล้วจึงเริ่มทบทวนความทรงจำของตนเองใหม่อีกครั้ง ถ้าเรื่องเมื่อคืนเป็นความจริง โมนิก้าก็น่าจะกลับมาพร้อมกับเสื้อนอกของผมถึงจะถูก

 

 

(ลองถามเจ้าตัวไปตรงๆเลยดีกว่ามั้ยนะ ?)
นั่นน่าจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุด แต่ดูเธอไม่คิดจะปริปากพูดถึงเรื่องนั้นเลยสักคำ
(งั้นก็คงเพราะเราฝันไปเองละมั้ง -?)
หรือเพราะโมนิก้าไม่ต้องการจะเอ่ยถึงเรื่องนั้น จึงบอกเป็นนัยกับผมว่าอย่าไปรื้อฟื้นมันด้วยการนิ่งเฉยซะ ?

 

"หว่ะ !?"
"เย้ย !?" ผมกระโดดโหยงเพราะเสียงดังที่มาจากด้านหลัง

 

 

 

"อ่ะฮะๆๆ ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ -" โมริก้าหัวเราะชอบใจ
"ไม่ตกใจได้ไงล่ะ เล่นมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงแบบนี้น่ะ"

"เหรอ ? ฉันมันจืดจางขนาดนั้นเลย? เป็นอากาศธาตุเลยเหรอ?"
"ไม่ได้ว่าขนาดน้าน"
"แต่ก็พูดคลับคล้ายคลับคลาไม่ใช่เร้อ ? ไม่ยังงั้น จะมีใครที่ไหนเขาให้คนอื่นเข้ามาพักในบ้านหน้าตาเฉยแบบนั้น จริงมะ?" 
"จะบอกว่าเพราะเชื่อใจนี่ ... ฟังขึ้นมั้ยล่ะ?"โมนิก้าคิดหาคำตอบให้กับคำถามของผมครู่หนึ่ง ซึ่งในระหว่างนั้นแหละที่ทำให้ผมรู้สึกกังวลแปลกๆ
"ก็ดีอยู่หรอกนะ แต่อย่าประมาทจะดีกว่ามั้ย? ไม่งั้นจะเป็นเหมือนชาวนากับงูเห่าเอานะ "
"เช่นยังไงบ้างล่ะ ?"
"อืม ... คล้ายๆตอนนี้ล่ะมั้ง"
"ไม่เห็นเป็นไรเลย เรื่องแค่นี้ ..."
"งั้นเดี๋ยวฉันจะเพิ่มดีกรีให้มันไม่แค่นี้เอามั้ยล่ะ" พอโดนเธอยิงมุกหน้าเคร่ง ผมก็ถึงกับพูดไม่ออก

 

 

"ล้อเล่นน่า ฉันไม่คิดทำร้ายน้ำใจของนายหรอกนะ"
"ที่พูดนั้น ... เชื่อได้สินะ ?"
"อื้อ ... เชื่อได้เลยล่ะ"พอได้เห็นโมนิก้ายิ้ม ผมก็ถึงกับโล่งใจ

"แต่ว่านะ ที่พูดเมื่อกี้ ก็แค่สิ่งที่"ตั้งใจ"จะทำต่อจากนี้หรอก" น้าน ยังมีต่อก๊อกสอง
"หมายความว่าไงเหรอ ?"
"สิ่งที่จบสิ้นลงไปแล้วไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก"สีหน้าของโมนิก้าเปลี่ยนไป ดูเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


"ฉันในตอนนี้น่ะ ไม่ว่าจะพยายามใส่ใจกับรอบตัวแค่ไหน ก็มีแต่ความผิดพลาดในอดีตเท่านั้นที่ไม่อาจลบเลือนได้" ผมไม่อาจเข้าใจกับเจตนาที่เธอพูดออกมา

"บางครั้งน่ะนะ ความผิดพลาดในอดีตก็เป็นเหมือนการหักหลังอนาคตของตัวเองเหมือนกัน"
"ถึงอย่างนั้นแล้ว นายจะเป็นคนที่ให้อภัยได้มั้ยล่ะ ?"
"ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก แต่คนเรา ใครๆก็ผิดพลาดกันทั้งนั้นนี่ ไอ้การจะคิดโน่นคิดนี่กับเรื่องในอดีตจนหวาดกลัวอนาคตมันก็ช่วยไม่ได้น่ะนะ"

 

"ตอบไม่ค่อยตรงคำถามเลยนะ"


"อื้อ ก็ผมไม่รู้ว่าโมนิก้าอยากจะพูดอะไร ก็เลยไม่ขอด่วนสรุปอะไรแล้วกัน"
"จะยกโทษให้ได้รึเปล่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่รู้หรอก"คำถามแบบครึ่งๆกลางๆ ก็น่าจะเหมาะสมกับคำตอบที่คลุมเครือแบบนี้แล้วละมัง แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับโมนิก้าในตอนนี้แล้ว


"นั่นสินะ ถูกของนายแล้วล่ะ"
โมนิก้าดูจะยอมรับสิ่งที่ผมพูดได้ง่ายจนน่าตกใจ
แต่ปัญหาจริงๆน่ะ ... มันอยู่ที่ตัวผมต่างหาก

............................
...................

ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงเรียนตอนเช้า ช่วงพักกลางวัน หรือแม้แต่หลังจากจบการเรียนในคาบบ่าย ... เวลาผ่านไปครึ่งวันจนย่างเข้าสู่ยามเย็น ผมก็ยังคงคิดถึงความหมายของสิ่งที่โมนิก้าพูด

 

"บางครั้งน่ะนะ ความผิดพลาดในอดีตก็เป็นเหมือนการหักหลังอนาคตของตัวเองเหมือนกัน"

"เป็นอะไรไปน่ะ เอเลโม่ ?เห็นนายไม่แตะต้องข้าวปลาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ ?"
"อ๊ะ อ่อ นั่นสินะ"

 

 

"ไม่เห็นต้องใส่ใจเรื่องที่ฉันพูดเลย ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไปซะก็ได้นะ"
"ทำยังงั้นไม่ได้หรอก" เมื่อกลางวันตอนที่โมนิก้าแสดงโชว์ที่เมืองอัลบาโน่น่ะ ผมได้เรียนรู้จากเธอหลายอย่างเกี่ยวกับปฏิกิริยาแบบต่างๆของคนดู


"... แล้ว เก็บเงินค่าชมได้เยอะรึเปล่า  ?"
"ก็นะ ถึงจะเป็นวันธรรมดา แต่ก็มากกว่าที่คิดล่ะ"
"เห งั้นก็ดีแล้วล่ะ"
"แล้วนายล่ะ  ? ชีวิตในห้องเรียนเป็นไงบ้าง ?"
"เอ่อ เรื่องนั้น คือว่าพอดีมีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อย ก็เลยไม่ค่อย ..." แม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ในหัวของผมตลอด 24 ชั่วโมง  แต่บางจังหวะ ประโยคของโมนิก้าประโยคนั้นก็มักจะโผล่ขึ้นมาวนเวียนบนหัวของผมอยู่ร่ำไป


"อุตส่าห์มีโอกาสได้เรียนทั้งที ไม่ตั้งใจเรียนแล้วจะเสียใจเอาเมื่อสายนะ"
" ... เสียใจเมื่อสาย ?"
"ใช่ คงไม่อยากรู้สึกประมาณว่า ตอนนั้นถ้าเราตั้งใจเรียนแต่แรกซะก็ดี แบบนั้นหรอกใช่มั้ยล่ะ ?" ผมรู้สึกว่า คำพูดของโมนิก้าประโยคนี้เหมือนมีอะไรบางอย่างที่จะเป็นตัวไขปมปริศนาของเรื่องที่ผมอยากรู้


( - หมายความว่า ตอนที่เราเพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดลงไป ก็เหมือนกับว่าตัวเราในอนาคตถูกตัวเราในอดีตหักหลังทำร้ายเอา ยังงั้นสินะ  ?)
"เรื่องนั้นมันก็ช่วยไม่ได้นี่นา  ?"
"เรื่องอะไรเหรอ  ?"


"ความผิดพลาดในอดีตน่ะ มันไม่ได้เกิดจากเจตนาของเราซะหน่อย ตอนนั้นก็แค่คิดว่า ช่างเถอะ แล้วเดินหน้าต่อไปเท่านั้นเอง"
"ผมว่าคงไม่มีใครไม่เคยนึกเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมาหรอก ..."
" ... เพราะงั้น นายก็เลยคิดว่ามัน ช่วยไม่ได้ สินะ  ?"
"นั่นสินะ" ผมพยักหน้าหงึกๆในขณะที่โมนิก้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

" ... ยังคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าอยู่อีกเหรอ  ?" เธอถามผม
"อื้อ คิดถึงมาตลอดเลยล่ะ"
"ว่างงานดีจังนะ นายเนี่ย"
"ไม่ใช่ยังงั้นหรอก แต่บทคนมันจะสงสัย ใครก็ช่วยไม่ได้นี่นา"
"นายเป็นคนประเภทที่ชอบใช้คำว่า ช่วยไม่ได้ เข้าชนกับปัญหาทุกเรื่องสินะ ... น่าอิจฉาจริงๆ"


"ว่าไงดีล่ะ  ?เหมือนจะไม่ใช่นะ ..."
"บางครั้ง หลายๆเรื่องก็จบไม่ได้ด้วยเหตุผลนี่นา"

 

"ถ้าอย่างนั้น ... ฉันคงเป็นคนที่"จบอะไรไม่ได้เลย"นั่นแหละ"
"เอ๋  ?" ด้วยคำพูดเบาๆของเธอคำนั้น ได้ดึงใบหน้าของผมให้เงยขึ้น
"อ๊ะ !?" ดูเหมือนจะเป็นคำพูดที่เธอเผลอหลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อรู้ตัวเธอจึงตกใจมากพร้อมกับเอามือปิดปากตามสัญชาตญาณ


"เธอมีอะไรที่"ไม่สามารถทำให้จบลงอย่างช่วยไม่ได้"จนต้องเสียใจภายหลังยังงั้นเหรอ  ?"
" ... มีสิ"
"แล้วเป็นเรื่องที่ต้องการให้ใครสักคนมารับฟังรึเปล่า  ?" ผมตั้งใจว่าถ้าเธอพยักหน้า ก็จะเสนอตัวเองออกไป ...
แต่คำตอบของเธอน่าตกใจยิ่งกว่านั้น ....

 

"ฉันมีเรื่อง ... ที่อยากให้เอเลโม่รับฟังเรื่องนึงน่ะ" การที่เธอระบุชื่อผม ทำให้ผมรู้สึกดีใจเล็กๆที่อย่างน้อยโมนิก้าก็เป็นผมเป็นที่พึ่งได้บ้าง
"ถ้าเป็นผมได้ล่ะก็ จะเท่าไหร่ก็ขอรับฟังนะ"
"... แต่ว่า เพราะอีกฝ่ายเป็นนาย ฉันถึงพูดออกไปไม่ได้"
"มันยังไงกันแน่ เรื่องนั้นน่ะ  ?"
"อย่างที่พูดนั่นแหละ ต้องการให้รับฟัง แต่พูดออกไปไม่ได้"ในหัวของผมตอนนี้กำลังดังก้องไปด้วยคำพูดของโมนิก้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อกระตุ้นให้สมองคิดทำความเข้าใจกับเจตนาที่แท้จริงของเจ้าหล่อน

 

"เป็นเรื่องที่พูดลำบาก ยังงั้นเหรอ  ?"
" ... นั่นสินะ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่สักวัน ยังไงก็ต้องพูดออกไปแท้ๆ"
"ถ้างั้น ผมจะรอจนกว่าวันนั้นจะมาถึงก็แล้วกันนะ"ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ถ้าแม้แต่โมนิก้าเองก็ยังกลุ้มใจกับมันแบบนี้ เร่งเซ้าซี้ไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา
"ขอบใจนะ แต่ฉันรับรอง จะไม่ให้นายต้องรอนานขนาดนั้นแน่ๆ"
" ?"
"เพราะงั้น พรุ่งนี้ - ช่วยรอถึงคืนพรุ่งนี้ด้วยนะ "
รอเหรอ ...?
"คืนพรุ่งนี้ ... จะพยายามพูดออกมาเท่าที่ทำได้ เพราะงั้น ตอนนี้ขอเวลาฉันเตรียมตัวเตรียมใจก่อนก็แล้วกันนะ"
"ไม่ต้องฝืนอะไรแบบนั้นก็ได้นะ ..."
"ไม่หรอก เวลาแบบนี้นี่แหละที่ต้องพูดล่ะ ขอบใจนะ เอเลโม่ แค่ได้พูดคุยกับนายจนตัดสินใจได้แบบนี้ ฉันก็สบายใจขึ้นหน่อยแล้วล่ะ"
"งั้นเหรอ  ?"
" ...อื้อ"
.....................
..........

 

 

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 1904

 

 

ในวันที่ไม่มีเรียนแบบนี้ ผมตั้งใจว่าจะนอนต่ออีกนิด
แต่ว่า ...
"เอเลโม่ ตื่นได้แล้ว เอเลโม่ !"
"อือ งืม งืมมม ... มีอะไรเหรอ ... ?"โมนิก้าชะโงกหน้าลงมาจากเตียงชั้นบนเพื่อเรียกให้ผมตื่น
 "วันนี้วันศุกร์ไม่ใช่เหรอ ?"
"ก็ใช่อยู่หรอก ..."
"ถ้างั้นที่ตลาดเมืองอัลบาโน่คงมีคนเต็มไปหมดเลยล่ะสิ?"
"อื้อ..."
"แถมใกล้ช่วงเทศกาลแล้วด้วย คงครึกครื้นกว่าปกติเท่าตัวสินะ?"
"คงงั้นมั้ง..."
"เข้าใจล่ะ ขอบใจมากนะ"พูดจบ สองมือของโมนิก้าก็จับหัวเตียงแล้วเหวี่ยงตัวหมุนตีลังกากลางอากาศลงไปยืนบนพื้นดัง ตุ้บ

 

 

"อ๊ะ อันตรายนะเฮ้ย ลงโดยไม่ใช้บันได เดี๋ยวก็ ..."
"ชิวๆน่า อย่าลืมสิว่าฉันเป็นนักแสดงเร่นะ"
"มันก็อาจจะจริงของเธอ แต่หนึ่งในหมื่นเกิดเจ็บตัวขึ้นมาล่ะก็ ..."
"ถึงตอนนั้นก็ค่อยให้เอเลโม่ดูแลไง"
"อื -ม จะให้ดูแลมันก็ได้อยู่หรอก แต่ถ้าให้ดี ..."
"อย่าช่วยเพิ่มงานยุ่งๆให้ผมเพราะเรื่องแบบนั้นจะดีกว่าม้าง?"
" ... ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วงขนาดนั้นก็ได้นะ"
"เอ๋?"
"ไม่มีอะไรๆ เอาละ ขอตัวเข้าเมืองหน่อยนะ"
" ... เห เวลาแบบนี้เลยเหรอ ?"
"ถ้าไม่จองที่ก่อนก็ลำบากสิ"
........................
.............
" ... ฮู่ว" กว่าผมจะถามตัวเองจนได้คำตอบว่ามื้อ เช้าทำอะไรทานดี โมนิก้าก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปข้างนอกเรียบร้อยแล้ว
ผมก็เลยต้องทานมื้อเช้าอย่างเดียวดายก่อนจะออกไปจัดเตรียมงานเทศกาลสายกว่าปกติ

 

( - การเตรียมการใหญ่ครั้งสุดท้ายก็ พรุ่งนี้ ...)


บรรดาสมาชิกในหมู่บ้านจะช่วยกันขนอุปกรณ์สำหรับการซ้อมอย่างง่ายๆมาให้
ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำสำหรับวันนี้ก็คือ “การฝึกซ้อมล่วงหน้าของล่วงหน้า” นั่นเอง

" ... เอาละ ก่อนอื่นก็ต้องตรวจเช็คจำแหน่งก่อนล่ะนะ"ที่ผมพูดถึง คือตำแหน่งของที่ตั้งแสงไฟที่จะให้แสงสว่างกับงานหลังพลบค่ำเป็นต้นไป
ผมอาศัยข้อมูลจากปีก่อนๆจนถึงปีที่แล้วในการกำหนดตำแหน่งวางแสงไฟโดยทำสัญลักษณ์ไว้บนพื้นดิน


" ... ต้องวัดระยะห่างจากซานตารีเคียด้วยสินะ ..."
นอกจากนั้น ก็ต้องระวังไม่ให้แสงสว่างเหล่านี้บดบังแสงที่เรืองรองออกมาจากซานตารีเคียในตอนที่ เหล่าวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ลงมาสถิตอยู่ด้วย แต่ถ้าลดแสงจนมืดเกินไป... ก็จะทำให้ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ในงานทำอะไรลำบาก

"อืม -ม เว้นระยะห่างอีกนิดดีมั้ยนะ?" ถึงแม้จำนวนแสงไฟที่ติดตั้งจะมีเท่าเดิม แต่ดูเหมือนปีนี้ เราจะได้พื้นที่สำหรับจัดงานเทศกาลเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

 

ผมลองกะระยะห่างด้วยสายตาพร้อมกับทำเครื่องหมายลงบนพื้นไปเรื่อยๆ ส่วนในหัวก็พยายามคิดต่อว่าหลังจากนี้จะทำอะไรต่อ


รู้สึกว่างานมันราบรื่นแปลกๆ ... อ้อ เพราะวันนี้เจ้าเชอรี่ไปออกแสดงโชว์กับโมนิก้า ผมเลยไม่มีมารผจญมาทำให้งานเสีย ... มั้ง ?
"เอล !"
"เอ-ล"
"...ไม่จริงน่า !?" เจ้าฮาราเปเนียวกับทาเบลโน่ !
"มาทำอะไรเหรอ พวกแก ?"
"มาเล่น -"
"กินข้า-ว" อะ อันไหนแน่ฟะ !?
"ถ้าพวกแกอยู่นี่ ก็หมายความว่าโคเล็ทมาด้วยเหรอ ?"
"ไม่ได้บอก -"
"ม่าย-ยู้-เยื่อง-" แบบนี้เรียกหนีออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นก็คงไม่ผิดล่ะนะ
เอาไงดีล่ะเรา อันที่จริง ปกติเจ้า 2 ตัวนี้ก็ไม่ค่อยป่วนกวนงานเราเท่าไหร่


( - เอาเถอะ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างงานเลยละกัน ...)


ก่อนอื่น พา 2 ตัวนี้ไปส่งบ้านโคเล็ทก่อนแล้วค่อยกลับมาทำงานแบบสบายๆดีกว่ามั้ง
"กลื่น -"
"จริงเหยอ -"
"หา ?"ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าจะทำยังไงต่อดี เจ้า 2 ภูติน้อยก็เริ่มซุกซน
"ทางนี้ !"
"ร-อ ด้-วย"
"อ้าว จะไปไหนกันน่ะ ?ทางนั้นมัน ..." ผมตามหลังเจ้า 2 ภูติน้อยไปยังอีกด้านหนึ่งของซานตารีเคีย
....................
.......


ที่โคนต้นชองซานตารีเคีย
"จริงด้วย !"
"อะไรจริงด้วยเหรอ ?"ฮาราเปเนียวหายตัวเข้าไปยังด้านหลังของซานตารีเคียซึ่งติดกับป่า
"อ๊า- จริง ด้ว-ย"ทาเบลโน่เองก็พูดแบบเดียวกันแล้วหายตัวตามฮาราเปเนียวไป
"อ้าว ? ฮาราเปเนียว? ทาเบลโน?"เพราะผมตามมาช้าเกินไป ทั้งสองตนนั้นจึงคลาดสายตาไปเสียแล้ว


"เฮ้ อยู่ไหนน่ะ "
"ตรง เน้"
"...อ้าว อะไรกัน อยู่แค่ปลายเท้านี่เองเหรอ"
"ห้ามเหยียบนะ !"
"ไม่ต้องห่วง ไม่เหยียบหรอก ว่าแต่กำลังทำอะไรกันเหรอ ?"
"กลิ่น !"
"กลิ่น ?"ฮาราเปเนียวลอยวนไปวนมาอยู่แถวนั้นพร้อมตีมือสองข้างดังพั่บๆ
ซึ่งผมไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงแสดงพฤติกรรมแบบนั้น

 

 

"เพื่อนเรา -"แต่ทาเบลโน่ดูเหมือนจะเข้าใจคู่หู มันมองที่โคนต้นซานตารีเคียแล้วก็พยักหน้าหงึกๆหลายต่อหลายครั้ง
( -กลิ่น ? เพื่อน ?)
เพราะเป็นสองคำที่ดูไม่น่าจะไปกันได้ ผมจึงยิ่งไม่เข้าใจอะไรหนักขึ้นไปอีก
เพียงแต่ ที่ตรงนั้น เหมือนผมรู้สึกคุ้นๆยังไงไม่รู้สิ ...
...แน่นอน ว่าผมรู้จักมันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ...
ผมรู้สึกว่าเคยเห็นที่ตรงนี้เมื่อไม่นานมานี้จริงๆ


.................................
......................


ตอนเย็นหลังจากโมนิก้ากลับมาที่บ้าน
" ... วันนี้ไปได้สวยมั้ย ?"
"อื้อ คนมามุงดูกันเยอะด้วยล่ะ คงเพราะเป็นโชว์ที่ฉันเพิ่งแสดงให้ผู้ชมในอาเลบาโน่ดูละมั้ง"
ระหว่างที่ทานอาหารเย็น เราสองคนต่างก็นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันว่า"วันนี้ไปทำอะไรมา ?"


"พองั้นนะ เชอรี่ก็ ..."โมนิก้าเล่าเรื่องในเมืองประกอบภาษามืออย่างออกรสออกชาติ
"เห มีเรื่องแบบนั้นด้วยแฮะ"

 

"อ๊ะ จริงด้วย แล้วก็แฮมนะ มีการย่ำเท้าตามเสียงผิวปากของฉันด้วย คนดูงี้ชอบใจกันใหญ่เลยล่ะ"
"อื้อๆ"
"เสียงปรบมือตอนนั้น มันดังกว่าการแสดงครั้งก่อนๆของฉันซะอีก รู้สึกเฟลๆยังไงไม่รู้สิ"
"อืม นั่นเขาเรียกว่าเกินความคาดหมายเท่านั้นเองนี่ ?"
"ถ้าเป็นงั้นได้ก็ดีหรอก" แต่มันก็จริงของคนดูล่ะนะ ลองนึกภาพลาตัวนึงท่าทางเซื่องๆเคี้ยวเอื้องกินหญ้าไปเต้นรำตามจังหวะเสียงผิวปากสิ อย่าบอกนะว่าคุณไม่ขำ

"นี่ คราวหน้าโชว์ให้ผมดูมั่งนะ"
"เอ๋ ? ที่แฮมย่ำเท้าน่ะเหรอ ?"
"อื้อๆ ... อ๊ะ แต่ไม่ใช่เป็นการส่วนตัวนะ เอาไว้แสดงในเมืองอีกเมื่อไหร่ก็บอกกันด้วยล่ะ
จะไปดูให้ได้เลย"
"อา ..." พอผมดูแบบนั้นออกไป โมนิก้าที่ดูสดใสมาตลอดวันก็กลับเงียบลงไปทันที
"เอ๋ ? นี่ผมพูดอะไรแปลกๆออกไปรึเปล่า?"
"เปล่านี่"
"เอ ... ถ้างั้น ..." ผมนึกเหตุผลอื่นที่ทำให้เธอดูเงียบลงไปไม่ออก จึงได้แต่เป็นฝ่ายรอเธอชี้แจง
" ...โมนิก้า ?" แต่เพราะทนเงียบในบรรยากาศอึมครึมแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ผมจึงเรียกชื่อเธอออกไป -

"ฉันคิดว่าจะไม่แสดงโชว์นั่นที่อาเลบาโน่ ... แล้วล่ะ"เธอตอบกลับมาแบบนั้น
"หมายความว่า แค่วันนี้รอบเดียวเหรอ ?"
"นั่นสินะ ... มันไม่ใช่โชว์ที่จะแสดงให้ดูบ่อยๆได้นี่นา"
"อา จริงของเธอ"
"เพราะงั้น ถ้าอยากดูล่ะก็ ... พรุ่งนี้เช้าจะแสดงรอบพิเศษให้ดูที่หน้าบ้านเลย"
"จะดีเหรอ ?"
"...อื้อ ก็รบกวนนายไว้มากนี่นา"น้ำเสียงของโมนิก้ากับเรื่องราวที่พูดคุยกันมาจนถึงตอนนี้ บวกกับสีหน้าที่เหมือนเตรียมใจในเรื่องบางอย่างได้... ทำให้ผมถึงกับหยุดมือจากอาหารบนโต๊ะ


"โมนิก้า นี่หรือว่า เธอมีอะไรที่บอกผมไม่ได้รึเปล่า ?"ผมพยายามถามออกไปแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นมากที่สุด
"อื้อ เรื่องสัญญาที่ให้ไว้เมื่อคืนวานไงล่ะ"
( - จริงด้วย)
"ฉัน...เตรียมใจได้แล้วล่ะ"แค่ได้ยินแบบนั้น ผมก็รู้แล้วว่ามันต้องไม่ใช่เหมือนที่แล้วๆมาอย่างแน่นอน
"เข้าใจแล้ว" ผมนั่งตัวตรงและหันหน้าเข้าสบตาเธอ รอคอยสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อไป
.................................
..............


"เอลโม่น่ะ เคยนึกเสียใจกับการเป็น"ผู้พิทักษ์สุสานของวันอังคาร" ... บ้างมั้ย?"
"...จะนึกเสียใจหรืออะไร พอรู้ตัวก็มาทำหน้าที่นั้นแล้วน่ะ"
"มารับช่วงต่อโดยไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลยน่ะเหรอ ?"
"อื้อ หลังจากที่อัลมานด์หายตัวไปในเช้าวันพุธ ผมก็รับหน้าที่แทน ..."


ผมเดินไปหยิบตะเกียงกับสำรับไพ่จากบนชั้นหนังสือมาวางบนโต๊ะ


"สองสิ่งนี้เป็นตัวบอกให้ผมทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สุสานต่อน่ะ"ตะเกียงที่จะส่องสว่างในกลางดึกวันอังคาร พร้อมกับภาพบนไพ่ที่จะปรากฎขึ้นมาด้วยแสงของตะเกียงนั้น


"แล้วประสบการณ์กับเอเรมิต้าก่อนจะมารับหน้าที่ล่ะ?"
"ประมาณ 10 ปี ตั้งแต่อัลมานด์รับผมมาดูแล ก็ตลอดมาเลยนั่นแหละ"
"...ดูจากปัจจัยแล้ว ท่าทางนายจะฝีมือไม่ใช่ย่อยจริงๆน่ะแหละ"
"ไม่ได้เก่งหรอก แค่ทุ่มสุดตัว เพราะมันเป็นเกมที่แพ้ไม่ได้ต่างหากล่ะ"
"นั่นแหละ คือ ความแข็งแกร่งในฐานะผู้พิทักษ์สุสาน เป็นวิธีการต่อสู้ที่ดีที่สุดแล้วล่ะ"
" ... โมนิก้าเห็นการดวลของผมแล้วสินะ ?" เพราะผมไม่เคยเล่นเอเรมิต้าต่อหน้าเธอเลยสักครั้ง สมมติ ถ้าพูดถึงโอกาสที่เธอจะได้เห็นผมจับไพ่ในตอนดวลล่ะก็ -


"อื้อ อังคารก่อน ฉันได้ดูนายดวลจากบนเตียงแล้วล่ะ"ก็มีแต่ตอนนั้นเท่านั้น
( - จริงด้วย ว่าแล้วเชียว)ถึงว่า ระหว่างการต่อสู้เหมือนได้ยินเสียงใครแว่วๆ
แต่ถ้าอย่างนั้น ก็จะเกิดอีกคำถามหนึ่งตามมา


"...โมนิก้าทำยังไงถึงเข้าไปใน"มิติแห่งการดวล"ได้ล่ะ ?"เพราะถ้าตะเกียงส่องแสงเมื่อไหร่ นอกจากผู้เข้าร่วมการดวลแล้ว เวลาทุกอย่างจะถูกหยุดนิ่งอยู่กับที่
ถึงจะอยู่ใกล้แค่ไหน นั่นก็ไม่มีข้อยกเว้น
"นั่นก็เพราะ ฉันเองมี"คุณสมบัติที่จะเข้าชม"อยู่น่ะสิ"
(-คุณสมบัติ?)
"...ถ้าเป็นคนเซนส์ดีอย่างนาย น่าจะระแคะระคายบ้างแล้วละมั้ง ..."

 

 

"ว่าฉันน่ะเป็น ฝ่ายตรงข้ามกับนาย - "ภูติแห่งพระอังคาร"ยังไงล่ะ"
"ภูติ เธอเนี่ยนะ !?"
...แถมเป็นพระอังคารอีกด้วย ?
"...ตกใจเหรอ ?"
"อื้อ ตกใจสิ แต่ว่า ..."เท่าที่ผมรู้จักภูติโดยพื้นฐาน มันน่าจะมีรูปร่างเล็กๆแบบฮาราเปเนียวกับทาเบลโน่หรือไม่ก็ใกล้เคียงมนุษย์มากแบบคุณครูออตโตริโน่นี่นา
แต่กับโมนิก้า ไม่ว่าจะมองมุมไหนเธอก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์เลย

 

"โมนิก้า ..เธอเป็น ...ภูติจริงๆน่ะเหรอ ?"
"...ไม่โกหกแน่นอน เป็นภูติแห่งพระอังคารด้วยนะ"

ในสนามต่อสู้  จะไม่เห็นอะไรนอกจากเงาของอีกฝ่ายส่วนบรรดาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่จะลงมาสถิตในซานตารีเคียคืนงานเทศกาลก็จะเห็นเป็นเหมือนลูกแก้วลูกเล็กๆที่ส่องแสงสว่างเท่านั้น


"...ภูติแห่งพระอังคารทุกคน มีรูปร่างเหมือนมนุษย์กันหมดเลยเหรอ ?"
"เรื่องนั้น ถ้าหมายถึง"ประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งภูติ"แล้ว NO"
"...มีหลากเผ่าพันธุ์หลายลักษณะจนแม้แต่ฉันเองก็ยังจำแนกลำบากเลยล่ะ"
"งั้นเองเหรอ"

ถึงผมจะตกใจกับการที่เธอเป็นภูติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสายตาที่ผมมองเธอจะเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม กลับทำให้ผมอยากฟังเรื่องราวของเธอต่อมากขึ้น


"...แล้ว กลับเข้าเรื่องนิดนึง ที่เมื่อกี้โมนิก้าบอกว่ามีคุณสมบัติจะเข้าชมน่ะ มันคืออะไรรึ ?"
"ที่ฉันมีสิทธิ์เข้าชมน่ะคือ "การดวลของวันอังคาร" นะ"
"โมนิก้าน่ะเหรอ ?"
"อื้อ แล้วก็ ขอเข้าประเด็นเลยละกัน ฉันมีเรื่องอยากบอกกับนาย"
"อื้อ"

 

"พวกเรา ภูติแห่งพระอังคารน่ะ ในวันอังคารของทุกสัปดาห์จะต้องมีการเลือก"ตัวแทนจากต่างโลก"ลงสู่สนามดวล"
"เหมือนกับบนโลกนี้ ที่จะมีกระจายกันไปในหลายๆพื้นที่"
"...ทำไมพวกเราต้องสู้งั้นเหรอ ?"
"เรื่องนั้น ก็เหมือนกับพวกนาย พวกเราก็สู้เพื่อไม่ให้วันอังคารของเราต้องหายไปเหมือนกัน"
"ถ้าต้องพ่ายแพ้ พวกเราก็จะต้องเสียวันเวลาเพียงหนึ่งเดียวนี้ไป"
"...ที่ว่าเหลือแค่วันเดียวนี่ ..."

 

 

"โลกที่ฉันอาศัยอยู่น่ะ เป็นโลกที่"สูญเสียวันอื่นๆนอกจากวันอังคารไปหมดแล้ว"น่ะนะ"
"...ถ้าต้องเสียวันอังคารไปอีก ต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้"
"คนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญแขวนกับเรื่องนั้นจริงๆก็คือพวกเรานะ"
นอกจากวันอังคาร ก็ไม่มีวันอื่นเลยยังงั้นเหรอ...?
"ที่โลกนี้ ตั้งแต่สูญเสียวันเสาร์ไป เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วเหรอ ?"
"ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว ว่าวันเสาร์เป็นวันที่มีอยู่แค่บนปฏิทินเท่านั้นน่ะ"
ต่อจากศุกร์ก็เป็นอาทิตย์ ถึงจะบอกว่า 1 สัปดาห์มี 7 วัน แต่ความจริงแล้วเรานับวนไปวนมาแค่ 6 วันเท่านั้น


"ถ้าเป็นวันที่ไม่มีทางมาถึงแบบนั้น ถึงจะถอดออกจากปฏิทินไปก็ไม่เห็นแปลก แต่ถึงแบบนั้นก็ยังคงอยู่มาจนตอนนี้"
"...สำหรับเอเลโม่แล้ว คิดว่าเรื่องนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยเหรอ ?"
"ยังไงล่ะ ? ผมก็คิดว่ามันมีความหมายสำหรับการบันทึกตัวตนของวันอื่นๆอยู่ละมั้ง"โมนิก้าพยักหน้าให้กับคำตอบของผม


"ที่โลกของฉันก็เหมือนกัน ทั้งที่มีแค่วันอังคารวันเดียวแท้ๆ แต่ก็ยังเหลือวันอื่นบันทึกเอาไว้นะ"
"...ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ ? ถ้าอยากจะเก็บเอาวันอื่นๆไว้ขนาดนั้น ก็ไม่เห็นต้องเรียกทุกวันว่า"วันอังคาร"แล้วเริ่มนับวันใหม่ไปเรื่อยๆจนครบ 1 สัปดาห์ก็น่าจะพอแล้วนี่ ?"


... จะว่าไปก็จริงของเธอ
ถึงผมจะพูดว่า"ถูกถอดออกไป" แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งนี่นา


"แต่ที่โลกของพวกเราไม่ทำแบบนั้นก็เพื่อ ...เป็นการเตือนตัวเองน่ะ มาวันนี้ฉันถึงเพิ่งเข้าใจ"
"ถึงจะหลอกตัวเองด้วยการนับวันไปจนครบ 1 สัปดาห์ มันก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร"
"ถ้าเราชะล่าใจแล้วลืมความสำคัญของวันสุดท้ายที่เหลืออยู่นี่ไปจนต้องพ่ายแพ้ ทุกอย่างอาจจะจบสิ้นลงก็ได้"


"ลองเป็นแบบนั้นแล้ว นายคิดว่าเป็นการดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะอยู่ด้วยความรู้สึกที่ถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายและพยายามสู้เต็มที่ในทุกวันอังคารเพื่อสิ่งนั้นน่ะ"
"... นั่นสินะ"ลองมาคิดถึงทางฝั่งผมบ้าง นั่นก็ไม่ได้แตกต่างกัน ถึงจะลืมวันเสาร์ไปแล้วอุปโลกน์วันเสาร์ปลอมๆขึ้นมา
... มันก็แค่เป็นการหนีจากความจริงเท่านั้น

"ฉันน่ะ เกิดมาในโลกที่มีแต่วันอังคารเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เพราะการอยู่ที่นั่น ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างนะ"
"ฉันได้รู้มาว่า บนโลกของฝ่ายตรงข้ามที่ต่อสู้กับภูติแห่งพระอังคารน่ะ ยังมีวันอื่นๆเหลืออยู่"
"ก็เลยคิดว่า การเข้าร่วมดวลเกมที่เดิมพันด้วยวันของโลกเรา น่าจะทำให้ฉันได้รับสิทธิ์ในการเดินทางมายังโลกของอีกฝ่ายนึงน่ะ"
"สิทธิ์ ?"
"การตัดสินผลแพ้ชนะในครั้งสุดท้าย ในกรณีที่ผู้พิทักษ์สุสานอย่างนายชนะ ก็จะสามารถควบคุมระดับการเปิดปิดของประตูได้ตามผลของการดวลที่แล้วๆมาใช่มั้ยล่ะ ?"
"นั่นสินะ" นั่นก็เพื่อควบคุมจำนวนของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่จะลงมายังโลกในคืนวันเทศกาลนั่นเอง
"แล้ว ถ้าภูติแห่งพระอังคารเป็นฝ่ายชนะล่ะ ?"
"...เอ่อ ..."
"นี่นาย ... หรือว่าจนตอนนี้ก็ยังไม่เคยแพ้?"
"อะ อื้อ"
" ... ไม่ใช่ย่อยเลยนี่นา"
"พักนี้ ผมรู้สึกว่าถ้าตัวเองแพ้ก็คงต้องสูญเสียวันอังคารไปแน่ๆเลยน่ะ"ผมต่อสู้มาจนเกือบถึงสนามสุดท้ายแล้วโดยยังไม่เคยแพ้ใคร

"... แล้ว ถ้าภูติพระอังคารชนะล่ะ?"
"ก็เหมือนนาย สามารถเปลี่ยนแปลงระดับการเปิดปิดของประตูได้ตามผลแพ้ชนะ"
"แน่นอน ถ้าประตูสามารถแง้มเพื่อจำกัดจำนวนแล้วก็ขนาดของสิ่งที่สามารถผ่านมันไปได้ล่ะก็ ในทางกลับกัน ถ้าสามารถเปิดอ้าจนกว้างเพียงพอที่ขนาดของตัวเองจะผ่านเข้ามาได้ล่ะก็ -"
"ก็จะสามารถมายังโลกแห่งนี้ได้ ... นั่นแหละ"
"ถ้าชนะแบบหวุดหวิด ก็จะเปิดได้แค่ให้ภูติตัวเล็กๆผ่านเข้าออกได้เท่านั้น"
"...พูดมาถึงตรงนี้ นายคงรู้แล้วมั้งว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไงน่ะ ?"
"อื้อ เธอชนะในการดวลของวันอังคาร -"ผมพูดถึงตรงนั้นแล้วก็ต้องนิ่งอึ้ง
( - แล้ว ...)

 

"ฉันเบื่อกับโลกที่มีแต่วันอังคาร ก็เลยอยากลองเดิมพันกับความเป็นไปได้นั่นดูด้วยการเข้าร่วมเกมน่ะ ..."
"แล้วก็ไปท้าสู้กับผู้พิทักษ์สุสานของวันอังคาร -"
"หรือว่า โมนิก้า เธอ ..."

 

 

" ...ถูกแล้วล่ะ ฉันเป็นคนล้มอาเลมานด์ลงเอง"
"แล้วก็ ชนะขาดลอยซะด้วย"
"..."
"ประตูมันเปิดอ้ามากกว่าที่คิด เหล่าภูติก็เลยพากันแตกตื่น หาทางเข้ามายังโลกนี้กันยกใหญ่"
"และแน่นอน หนึ่งในภูติพวกนั้นก็มีจำพวกที่"คนเฝ้าประตู"อย่างเธอหวาดกลัวอยู่ด้วย พวกภูติตัวอันตรายที่ชอบการทำลายล้างน่ะ"
"และเพื่อปิดประตูนั่นลงอีกนิด ฉันก็เลยต้อง...ลงมายังโลกนี้ด้วยไงล่ะ"
"... แต่แน่นอน ว่าแค่นั้นไม่มีทางปิดประตูลงได้หรอก"
"ละ แล้ว ?"
"...ในตอนนั้น มีคนๆนึงที่ยอมเดินทางผ่านประตูพร้อมกับฉัน เลยทำให้สามารถปิดประตูลงได้สำเร็จน่ะ"
"ตอนนั้น ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร"
"... ถึงจะพอเดาๆได้บ้าง แต่ก็ไม่กล้าฟันธงน่ะนะ ไม่สิ อาจจะแค่ไม่อยากยอมรับออกมาตรงๆก็ได้ ทั้งที่ในใจรู้ดีอยู่แล้วแท้ๆ"
"...โมนิก้า..."
"เขาคนนั้นคือคนที่นายรู้จักดี ... ผู้พิทักษ์สุสานวันอังคารรุ่นก่อน "อาเลมานด์"ไงล่ะ"
"เพราะงั้น ... ถ้ามองจากสายตาของนาย ฉันก็คือ"ศัตรู"ยังไงล่ะ"
........................................
.......................

edit @ 11 Jul 2010 03:13:39 by Der Kaiser

2010/Jul/10

Last time on

http://derkaiser.exteen.com/20100619/airy-f-airy-65374-easter-of-sant-8217-ariccia-65374-monika-l

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 1904

"อรุณสวัสดิ์ เอเลโม่..."
"ไง อรุณสวัสดิ์ หลับสบายดีมั้ย?"
"...นิดหน่อยน่ะ" คำว่าอรุณสวัสดิ์ของเราวันนี้แตกต่างกับเมื่อวานตรงที่เป็นคำทักทายของคนที่อาศัยนอนใต้ชายคาเดียวกัน
"เอ่อ เอเลโม่ ... แก้มนั่น ..."
"อ๊ะ ! เดี๋ยวผมต้องไปตักน้ำแล้วล่ะ" ผมพยายามไม่พูดถึงเรื่องเมื่อวาน
"เอ๋ เรื่องแค่นั้น เดี๋ยวฉันทำเองได้น่า..."
"ไม่เป็นไรๆ ว่าแต่ตอนลงมาก็ระวังอย่าลื่นตกจากบันไดล่ะ"
"คิดว่าฉันเป็นใครกันยะ ? นักแสดงเร่ ถ้าพลาดอะไรแบบนั้นป่านนี้คงไส้แห้งตายไปไหนต่อไหนแล้วล่ะ"
"นั่นสินะ" หลังปะทะฝีปากกันเล็กน้อย ผมก็เป็นฝ่ายถอยทัพออกไปข้างนอกเอง
จริงๆ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะพูดเรื่องแก้มผมว่ายังไงบ้าง


"...อูย บวมขึ้นอีกแล้วแฮะ" ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่ามันแดงขึ้นด้วยล่ะ
( - เป็นการตบที่รุนแรงชะมัดเลยแฮะ)หนึ่งฉาดของเธอเมื่อคืน รุนแรงขนาดติดอันดับต้นๆของการตบที่ผมเคยโดนมาเลยล่ะ
( - แค่จะถามว่าชอบนอนเตียงบนหรือล่างแท้ๆ...) จู่ๆฝ่ามือของเธอก็ฟาดเข้าที่หน้าของผมดังฉาดซะงั้น
"แต่ถ้าเข้าใจผิด ...ก็ช่วยไม่ได้หรอก" แต่ว่าทำไม เธอถึงเข้าใจว่าผมชวนเธอนอนร่วมเตียงเดียวกันไปได้นะ ?
"หรือว่าจะฟังผิด ?" ถ้างั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
...........................
..........
"นี่ เอเลโม่ ฉันมีเรื่องอยากถามหน่อยน่ะ"
"เรื่องอะไรเหรอ ?"

"ชั่วโมงเรียนของนายที่โบสถ์วันนี้ล่ะ ...?"
"แค่ช่วงเช้าเท่านั้นแหละ ช่วงบ่ายหยุดน่ะ" วันนี้เป็นวันอังคาร แน่นอนล่ะว่าศึกเอเรมิต้ากำลังรอผมอยู่เหมือนเดิม -
"อ๊ะ"
"มีอะไรเหรอ ?"
"เปล่าๆ แค่นึกได้ว่าลืมอะไรไปบางอย่างน่ะ" ใช่ วันนี้วันอังคารไง และผมต้องใช้ห้องนี้ในการดวลเอเรมิต้า
ถ้าเป็นงั้นแล้วโมนิก้าจะไปนอนที่ไหน ?
(- แต่ระหว่างการดวล เวลาจะถูกหยุดไว้ ... คงไม่เป็นไรมั้ง?" จากประสบการณ์ในครั้งแรก ไม่น่าจะมีใครคนอื่นที่สามารถขยับได้ในช่วงนั้นแน่ๆ


เพียงแต่ ในกรณีที่ตอนเริ่มเกมแล้วมีใครอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเหมือนกัน
"นี่ ถ้างั้น ... ช่วงเช้า ฉันไม่อยู่ที่นี่จะดีกว่ามั้ย?"
"เอ๋ ?"

"ก็นายต้องไปเรียนไม่ใช่รึไง ระหว่างนั้น ให้ฉันอยู่นี่คนเดียวก็คงกังวลสินะ?"
"ทำไมล่ะ ?"
"เกิดกลับมาแล้วเงินทองถูกขโมยไป...นายไม่คิดงั้นบ้างเหรอ ?"
"ไม่เคยเลยสักนิด"
"หัดระแวงไว้บ้างสิยะ ..."
"แต่โมนิก้าไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้วนี่ ?"
"จะไปทำได้ไงล่ะ !"...ก็ตัวเองบอกให้หัดระแวงเองแท้ๆ


"เอาเถอะ เชื่อใจกันแบบนี้ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่ช่วงสายๆฉันขอออกไปข้างนอกนะ"
"ไปทำไมล่ะ ?"
"...ไปสอดส่องดูหน่อยน่ะ ว่างเว้นมา 2 วัน พวกนั้นอาจจะล้มเลิกความตั้งใจไปแล้วก็ได้"
"แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร ?"
"ไม่ใช่ว่าจะโล่งใจซะทีเดียวหรอก แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะลำบากเอาทีหลังน่ะนะ"
"... หรือว่ายังคิดมากเรื่องค่าที่พักอยู่อีก ..."
"ไม่หรอก แต่นี่มันเป็นงานนะ ถ้าฉันไม่ออกแสดงเร่ ถึงเวลาต้องใช้เงินขึ้นมาแล้วไม่มีมันจะลำบากเอา"
นั่นก็ถูกของโมนิก้า แต่ถ้าเกิดเธอไปปรากฎตัวในมืองตอนนี้แล้ว ...
........................
(เฮ้อ - นี่เรามาทำอะไรนะ ...)
ทั้งที่จริง เวลานี้ผมควรจะอยู่ที่ห้องเรียนแล้วแท้ๆ สุดท้ายผมก็เป็นห่วงโมนิก้าจนเลือกตามเธอเข้าเมืองหลังจากทำความสะอาดห้องเรียนเสร็จ
(- ถ้าเป็นแถวๆนี้ คงมองเห็นได้จากทุกที่สินะ ...)
สองคนนั้นยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่เมืองนี้ โอกาสจะถูกพบตัวก็สูงซะด้วย
โมนิก้าเดินออกจากท้ายซอยมาเริ่มเปิดการแสดงยังที่เดิมเหมือนเมื่อวานนี้

"เอาล่ะค่ะ ทุกท่าน ! ช่วงพักกลางวันแบบนี้ ลองมารื่นเริงบันเทิงใจกับการโชว์เด็ดๆจากต่างแดนกันหน่อยดีมั้ยคะ -?" สิ้นเสียงของโมนิก้า คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็เริ่มหันมามองเธอด้วยความสนใจ
จากนั้น เพื่อดึงความสนใจของทุกคนไว้ เธอจึงเริ่มแสดงการโยนรับของแบบง่ายๆเหมือนเมื่อวานก่อนเป็นอันดับแรก ...


นั่นทำให้เริ่มมีผู้คนมากมายเข้ามารวมตัวกันมุงดูเธอ
( - ดีละ ถ้าเป็นแบบนี้ ผมเองก็ ...)ผมเริ่มตรวจดูรอบๆเพื่อระวังไม่ให้มีบุคคลน่าสงสัยเข้าถึงตัวโมนิก้าได้
"เอาล่ะค่ะ ทุกท่าน กรุณาเป็นพยานนะคะ เดี๋ยวฉันจะใช้กระป๋องที่วางอยู่ตรงนี้ -"โมนิก้าค่อยๆวางกระป๋องลงกลางระหว่างกระป๋องแต่ละใบจนเรียกเป็นแถว
สร้างความสนใจให้แก่บรรดาผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างยืนมุงดูกันอย่างไม่รู้เบื่อจนกระทั่งวงฝรั่งมุงขยายออกไปอย่างกว้างขวาง

"เอาละ มีท่านไหนสนใจจะมาเล่นแคชบอลกันฉันมั้ยคะ !"
จากนั้น โมนิก้าก็ได้เรียกเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งออกมาจากกลุ่มคนดูแล้วขอให้เด็กหญิงขว้างบอลใส่ตน
"ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าขว้างแบบไม่ยิงนกตกปลา มากี่ลูกก็จะรับให้ดูเลย" เมื่อได้ยินดังนั้น สาวน้อยจึงเริ่มขว้างบอลไปที่โมนิก้าอย่างหวาดๆ
และเพราะความเกร็งละมัง ถึงทำให้ทิศทางที่บอลถูกขว้างไปมันเฉเฉียงไม่ตรงเส้นเท่าไรนัก


"ไนซ์จ้ะ ! มาอีกได้เลยเน้อ !"โมนิก้ายื่นท่อนแขนมาข้างหน้าแล้วรับลูกบอลเอาไว้
"ขอบใจจ้า ! ต่อไป ขอเชิญท่านอื่นบ้างค่า"
( - ดูเหมือนจะไปได้สวยนะ ...) ผมออกเดินตรวจตราฝูงชนอีกครั้งโดยไม่เป็นห่วงการแสดงของเธออีกเลย
"เอ - ขอคนนั้นละกันค่ะ ! พี่ชายผมยาวตรงนั้นแหละค่ะ !"ผู้ชาย 2 คนนั้นมีลักษณะเด่นที่ชุดสูทสีดำ แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าถ้าพวกนั้นถอดสูทออกซะแล้วอาจจะทำให้สังเกตเห็นได้ยากขึ้นท่ามกลางคนมุงแบบนี้
"นี่ นายผมหางม้าตรงนั้นน่ะ! มีหูรึเปล่ายะ ?"
(หางม้าเหรอ ?)พอรู้ตัวว่านั่นเป็นทรงผมของตัวเอง ผมเลยหันควับไปหาเธอในทันที
และพบกับสายตาของโมนิก้าที่มองมายังผม


"เอะ เอเล ..." นี่หรือว่าเธอเจาะจงให้ผมออกไปเล่นเกมกับเธอนะ
ไม่หรอก ดูท่าทางเจ้าตัวคงไม่รู้มาก่อนว่ากำลังเรียกผมอยู่
(ทำไงล่ะทีนี้ !?)ในเมื่อหันไปตามเสียงเรียกแล้ว จะทำเป็นไม่รู้ไม่ขี้ทีหลังก็สายเกินแก้
แต่จู่ๆเรียกคนที่รู้จักกันอยู่แล้วออกไปเล่นเกมด้วยแบบนี้ งานจะไม่กร่อยแน่เร้อ ?
"...เอ่อ ผมเหรอครับ ?"ผมพยายามทำเนียนเป็นไม่รู้จักโมนิก้าโดยเลือกมองที่หมวกของเธอมากกว่าสบตากับเจ้าหล่อน ส่วนโมนิก้าเองก็รับมุกเนียนได้ดีพอๆกัน


"ในที่สุดก็รู้ตัวซะทีนะคะ"เอาละ ยังไงก็ผ่านด่านแรกไปแล้ว
"เอาละ เชิญทางนี้เลยค่ะ-"ผมเดินออกไปหาโมนิก้าอย่างเสียไม่ได้ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว
"เอาละ คราวนี้ขอให้คุณขว้างลูกบอล 2 ลูกนี้เข้ามานะคะ แล้วฉันจะตอบแทนด้วย...แอปเปิ้ล 1ผลค่า"
ผมก้มลงเก็บลูกบอลจากพื้นขึ้นมาแล้วถามเธอ
"จังหวะการขว้างล่ะครับ ?"
"มาได้ทุกเมื่อเลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะปรับจังหวะให้เข้ากับคุณเอง ..."สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่โมนิก้า แม้แต่ผมเองก็ยังรู้สึกตื่นเต้น
(ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ ... เกิดพลาดขึ้นมาล่ะก็ ...)
พริบตานั้น ผมก็พลันนึกภาพตอนที่ตัวเองทำเรื่องขายหน้าประชาชีขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"เอ้า เร็วเข้าๆ !จะทำให้ทุกท่านที่กำลังรอดูอยู่ต้องทนหิวอีกนานแค่ไหนคะ?"
"...ครับ"ผมมองเธอแล้วพยายามกะจังหวะที่จะข้วางบอลออกไป
... แต่ถึงจะโปรแค่ไหน ถ้าต้องรับฝีมือการขว้างบอลชนิดสุนัขไม่รับประทานอย่างผมก็คงแย่เหมือนกัน
ดังนั้น ผมจึงเลือกที่จะจับจังหวะการเคลื่อนไหวของเธอก่อนขว้างลูก
"... เอะ ...เอล ... อย่าจ้องหน้ากันแบบนั้นสิ เห็นแล้วมันรู้สึก ..."
"เอ๋ อะไรนะ ?"

"ชะ ช่างเถอะน่า ขว้างๆมาเร็ว !"
"อ่ะครับ !"ผมตอบสนองต่อคำสั่งของเธอและขว้างลูกบอลในมือทั้งสองออกไปพร้อมกันอย่างลนลาน
ซึ่งนั่นดูเหมือนจะผิดจากที่โมนิก้าคิด เพราะเธอเริ่มทรงตัวไม่อยู่อย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามทำอะไรสักอย่างกับบอล 2 ลูกนั่น
ก่อนจะถือมันไว้ในมือแล้วจ้องเขม็งมาที่ผม
"อ๊ะ !?" เธอโยนแอปเปิ้ลมาให้ตามที่บอกไว้ แต่ดูเหมือนเธอจะขว้างต่ำไปจนทำให้มันลอยมาไม่ถึงผม
"เฮ้อ -" ผู้ชมรอบๆถอนหายใจด้วยความเสียดาย
"ขอโทษนะคะพี่ชาย ดูเหมือนฉันจะทำพลาดซะแล้วสิ"ทุกอย่างจบลงตรงที่โมนิก้ายอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
................................
..............

"เอเลโม่ นายไม่ต้องคิดมากก็ได้นะ คนที่ต้องคิดมากน่ะคือฉันต่างหากล่ะ"
"แต่ ถ้าตอนนั้นผมขว้างตามที่โมนิก้าบอกล่ะก็ ..."ทุกอย่างก็คงไม่พังเพราะแอปเปิ้ลผลเดียวแบบนี้หรอก
"คือว่านะ นักแสดงเร่น่ะ ไม่ว่าใครก็เคยทำพลาดกันทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะกับการแสดงที่ให้ผู้ชมเข้ามาร่วมเล่นแบบวันนี้ด้วยแล้วน่ะนะ"
"ก่อนอื่นก็คือการเลือกคน ถ้าพลาดตรงนี้ซะแล้ว ตอนหลังก็ลำบากแน่ๆล่ะ"
"ต่อไปก็คือ ทำยังไงให้อาสาสมัครคนนั้นรู้สึกผ่อนคลาย อาจจะมีบ้างสำหรับบางคนที่ไม่เกร็งเวลาออกมายืนต่อหน้าคนเยอะๆ นายไม่คิดงั้นเหรอ ?"
"อะ อื้อ"
"ยิ่งกว่านั้น การทำให้โชว์ที่น่าจะผิดพลาดกลับกลายเป็นจบลงได้อย่างสวยงามนี่แหละที่จะประทับใจคนดูมากที่สุด
เพราะงั้น ของแบบนี้มันก็ต้องเตรียมใจรับความเสี่ยงเหมือนกันนะ"

"ความผิดพลาดอย่างแรกของฉันคือการเลือกนายอย่างโดยไม่รู้ตัวนี่แหละ"
"ไม่รู้จริงๆสินะว่านั่นคือผมน่ะ ?"
"...อื้อ เพราะคนข้างหน้ายืนบัง ฉันก็เลยไม่เห็นเสื้อผ้าของนาย เห็นแต่หลังไวๆนึกว่าเป็นผู้หญิงตัวสูงๆซะอีก ก็เลยเรียกน่ะ"
"เหมือน ... ผู้ หญิง ..."จะว่าไป ก็มีบางครั้งที่ผมถูกคนซึ่งเพิ่งเคยพบหน้ากันครั้งแรกเข้าใจผิดเหมือนกัน
(ช็อคนิดๆแฮะ -) มันช่างเป็นคำสาปของทรงผมหางม้าโดยแท้
"ความผิดพลาดอีกอย่าง ... ไม่ได้เป็นเพราะนายหรอก แต่เป็นเพราะฉันเต็มๆเลย"
"หมายความว่าไงเหรอ ?"
"ระ เรื่องนั้นเป็นความลับของนักแสดงน่ะ บอกไม่ได้หรอก"
" ... คงไม่ใช่คิดจะโทษตัวเองก็เลยบอกว่าเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้หรอกนะ ?"
"จะบ้ารึไง !"


"..."
"... อะไรกัน สายตาแบบนั้น จะบอกว่าไม่เชื่อใจฉันรึไง ?"
"ใช่ที่ไหนล่ะ"
"แต่ยังไงก็ตาม ไม่ใช่ความผิดของนายแน่นอน"
"ทำไมล่ะ ?"
"เพราะฉันเป็นมืออาชีพ ส่วนนายเป็นผู้ชม ถ้ามีอะไรขัดข้องทางเทคนิคขึ้นมาจนแสดงผิดพลาด จะไปโทษผู้ชมได้ยังไงล่ะจริงมั้ย"
"ถ้าเรื่องแค่นั้น จากพรุ่งนี้ไปฉันค่อยลองหางานอื่นก็ได้"
"โมนิก้านี่ยอดจริงๆเลยนะ"
"ระ เรื่องอะไรล่ะ ?"
 "ก็ที่พยายามแสดงโชว์อย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้เสียชื่อในฐานะมือโปรไงล่ะ ผมว่ามันยอดมากเลยนะ ..."
"... หงะ แหงอยู่แล้วสิยะ ! จู่ๆก็อะไรของนายน่ะ !? ถึงยกยอไปฉันก็ไม่มีอะไรจะให้หรอกนะ ?"
"ยกยอที่ไหนกันล่ะ ผมคิดยังไงก็พูดไปยังงั้นแหละ"


"ฮึ ... ถ้าเป็นมืออาชีพจริงๆล่ะก็ ต่อให้เกร็งยังไงก็ห้ามหวั่นไหวย่ะ"
" ... ขนาดโมนิก้าเองก็ยังเกร็งเหรอ ?"
"ก็แหงอยู่แล้วสิ" ทั้งๆที่แสดงโชว์ไปพูดไปอย่างเพลิดเพลินแบบนั้นเนี่ยนะ นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ
"ถ้าไม่กดดันก็ไม่มีทางแสดงโชว์สำเร็จหรอกนะ เพราะมีความกดดันนั่นแหละถึงทำให้เรามีสมาธิพอจะทำอะไรยากๆออกมาได้"
"ยังงี้นี่เอง"
"...แต่ห้ามหวั่นไหวเด็ดขาด ไม่งั้นสมาธิกระเจิงหมดแน่"
"ถ้างั้น ... คราวนี้เป็นเพราะโมนิก้าหวั่นไหวเหรอ ?"
"อุกีกี๊?" "ปูรูรู๊?"
“ละ แล้วทำไมขนาดพวกนายก็ยังต้องถามด้วยล่ะเนี่ย!"
ไม่ใช่แค่ผม แต่ดูเหมือนแฮมกับเชอรี่ก็อยากรู้ถึงสาเหตุของความผิดพลาดที่เกิดกับโมนิก้าเหมือนกัน
โมนิก้านิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะชำเลืองตามองเชอรี่
"ใช่สิ ! มีไรป่ะ !?"เธอยอมรับด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
"อุกีกีกี๊ ?"

"ทำไมถึงหวั่นไหวเหรอ ? เรื่องนั้นตัวฉันเองก็ยังไม่รู้เลย"
"อุกีกี๊ ?"
"จะ จริงสิ !"
"อุกีกี อุกีกี๊?"
"มีอะไรในใจเหรอ ? ถ้ามีใครรู้ ก็ช่วยมาบอกฉันหน่อยเถอะ"
"อุกีกี้ ..." แล้วทำไมเชอรี่ถึงจ้องมาทางผมล่ะเนี่ย
"ชะ ใช่ที่ไหนกันล่ะ ! ทำไมฉันต้องหวั่นไหวเพราะเอเลโม่ด้วยล่ะ ?"
"ไปๆมาๆ เป็นความผิดผมสินะ ?"
"เปล่านะ!ไม่ใช่ความผิดของเอเลโม่เลย"
"แค่ถูกนายจ้องจนฉันขยับไปไหนไม่ได้เท่านั้นแหละ!"
"ผมเหรอ?"
"ใช่สิ !"
"เธอน่ะเหรอ ?"
"ใช่สิยะ !"หลังพูดจบ หน้าของโมนิก้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด
"ว่าแล้วเชียว ..."
" ... ปะ ปะ ปะ เปล่านะ แต่ คือ คือ มัน ... แบบว่า ใช่สิ แบบนั้นแหละ !"
"หวั่นไหวนี่มันหมายถึงลนลานไม่ใช่เหรอ ?"
"ฉันแค่ขยับไปไหนไม่ได้แค่นั้นเอง ... เพราะงั้น มันก็ไม่ใช่หวั่นไหวสินะ !?ไม่ใช่สินะ ?"
...ถึงเธอจะกลบเกลื่อนยังไง ผมก็รู้ดีกว่าเป็นเพราะสายตาของผมที่จ้องมองเธอตอนนั้นนั่นแหละที่เป็นสาเหตุ

"เข้าใจละ ว่าไงก็ว่าตามกัน"
" ... ขะ ขอบใจนะ ... แต่เอ๊ะ สายตาของนายนั่นมันอะไรยะ คิดจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เผาฉันเมื่อสบโอกาสรึไง ?"
"จะไปทำงั้นได้ไงเล่า ผมรับรอง เรื่องนี้จะไม่พูดให้ใครฟังแน่"
... เพื่อชื่อเสียงของโมนิก้าด้วย แล้วก็เพื่อตัวผมเอง
....................................
................
- และแล้วคืนวันอังคาร เวลาแห่งการดวลก็มาถึง
ทั้งที่ผมตั้งใจจะเตรียมการตามปกติ แต่คืนนี้กลับมีปัญหาใหญ่อยู่อีกอย่างนึง
... นั่นก็คือ โมนิก้า
"ฟี้ ... ฟี้ ... ฟี้" แต่อาจจะเป็นโชคดีสำหรับผมที่วันนี้เธอเหนื่อยอ่อนกับการแสดงมามาก พอทานมื้อเย็นเสร็จก็ขึ้นเตียงม่อยหลับไปในทันที
"ราตรีสวัสดิ์ โมนิก้า"

........................


ผมบอกลาเธอด้วยเสียงอันเบาแล้วดับตะเกียงในบ้านลง
( - จะให้โมนิก้าเข้ามาพัวพันกับการดวลไม่ได้)
เมื่อตะเกียงส่องแสง จะมีผู้ที่เข้าร่วมการดวลเท่านั้นที่ถูกพาไปยังอีกมิติหนึ่ง ซึ่งโลกนอกขอบเขตของมิตินั้นจะถูกหยุดเวลาไว้...
ผมวางตะเกียงกับสำรับไพ่ลงบนโต๊ะและรอสัญญาณการเริ่มเกม
และเมื่อเริ่มเกม ผมจึงเปิดไพ่บนมือดูแล้วคิดหาวิธีประกอบไพ่ธาตุโลหะสองหน้าที่ได้รับมาคราวก่อนทันที
( - คราวนี้เป็นศึกแรกซะด้วย ...)
ที่ผมเลือกก็คือ ทองคำ 2 ใบ


" ... เห"เนื่องจากสำรับไพ่ทั้ง 120 ใบ จะมีไพ่ธาตุโลหะอยู่แค่ 12 ใบ ดังนั้น ในระหว่างเกม จึงต้องอาศัยโชคช่วยเป็นอย่างมาก
ว่าจะสามารถจั่วไพ่โลหะเหล่านั้นขึ้นมาได้กี่ใบ ซึ่งถ้าคำนวณจากจำนวนผู้เล่นแล้ว ผู้เล่นมี 4 คน ส่วนไพ่มี 12 ใบ โอกาสที่จะจั่วได้ก็คือคนละ 3 ใบ
(-ถ้าทำฟรัสโก 5 ใบด้วยทองคำทั้งหมดได้ล่ะก็ ...)
ตามกติกา ฟรัสโกทองคำ 5 ใบจะทำให้ผู้เล่นได้ถึง 5 แต้มและได้รับโอกาสเพิ่มในการเก็บอีก 5 แต้มด้วย
แต่แน่นอนว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆกับไพ่ทองคำที่มีอยู่น้อยนิด


แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงกำลังเล็งที่จะทำฟรัสโกทองคำนั่นอยู่เหมือนกันอย่างแน่นอน
ดังนั้น ใน 7 เกมคราวนี้ผมจะใช้ทองคำ 2 ใบในมือนี่บุกทะลวงไปเอง
เกมดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงครึ่งทางในเกมที่ 4
เมื่อพาร์ทเนอร์ของผมรวบรวมไพ่ครอสซึ่งเป็นองค์ประกอบของฟรัสโกได้ครบ 4 ใบ ผมก็หยุดมือลง
จนถึงตอนนี้ คู่หูของผมปล่อยเทิร์นไปเพื่อเพิ่มไพ่บนมือ ดังนั้นในเทิร์นนี้ ... ไพ่ที่จั่วขึ้นมาน่าจะทำให้เราได้ฟรัสโก
( - ในที่สุดก็ได้ไพ่ที่ต้องการมาไว้บนมือซักที)
ผมอ่านใจเธอไม่ผิดแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นครอสทั้ง 4 ใบนั่นก็คงจะ -
( - เธอเล็งสเตรทหรือฟูลอยู่กันนะ)ผมพยายามคาดเดา
( - อ่อนหัดเกินไปแล้ว)
ปล่อยให้ศัตรูอ่านการเคลื่อนไหวของมือออกแบบนั้น เดี๋ยวก็ถูกจับไต๋ได้พอดีน่ะสิ

"เอ๋ ?" เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงใครบอกว่าเรา"อ่อนหัด"นะ
บางที ผมอาจจะแว่วได้ยินเสียงความคิดของตัวเองเพราะคร่ำเคร่งมากไปก็ได้
(ยังมีผู้เข้าร่วมคนอื่นอยู่อีกรึ ?)ไม่เคยมีเสียงพูดคุยกันเลยสักครั้งในการต่อสู้
ผมพยายามมองดูรอบๆแต่ก็ไม่เห็นมีใคร
( - อ๊ะ เทิร์นเราแล้วแฮะ)
ผู้เล่นที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม ดูเหมือนจะยังจั่วไม่ได้ไพ่ที่ใช้ทำลายการฟรัสโก แต่ก็ได้ไพ่ประทานพรขึ้นไปไว้บนมือ 2 ใบ


(ถ้างั้นล่ะก็ ...)
ผมเดิมพันกับไพ่ใบเดียวออกไป
( - สเตรทหรือฟูลการ์ดนะ ...)
แต่ไม่ว่าจะอันไหน ทองคำ วัตถุดิบสำหรับการฟรัสโกของเธอก็คง -
ในเทิร์นของผม ผมจึงลงไพ่ทองคำสองหน้าไปเพื่อช่วยให้คู่หูได้ฟรัสโก
( - ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้)
บางที สิ่งที่เธอต้องการอาจจะไม่ใช่ไพ่ใบที่ 5... แต่ถ้าเกิดไพ่นั่นถูกทำลายด้วยไพ่วัตถุดิบที่มีค่าต่ำกว่าล่ะก็ -
( - ถ้าใบที่ 5 เป็นทองคำ ก็จะปิดเกมฟรัสโกได้ ...)
และเป็นการเดิมพันด้วยโอกาสการทำคะแนนสูงๆด้วย
ไพ่ครอสทั้ง 4 ใบของคู่หูผมทั้งหมดเป็นไพ่ทองคำ และการสร้างไดซ์ก็เสร็จสมบูรณ์
ดังนั้นเธอจึงได้ 10 แต้มไปภายในอึดใจเดียว.....
..............................
...............

วันพุธที่ 15 มิถุนายน 1904

"นี่ โมนิก้า ตื่นอยู่รึเปล่า ?"
" ... อื้อ ว่าแต่ ข้าวเช้ายังไม่ได้เตรียมใช่มั้ย ? ช่วยเอามาวางข้างๆหน่อยได้มั้ยล่ะ?"
"อื้อ ตามสบายเถอะ"หลังจากการดวล เช้าวันพุธก็มาถึงอย่างปลอดภัย ผมเงยหน้ามองไปยังเตียงชั้นบนแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
ศึกเมื่อคืน ถือว่าเหนื่อยเอาการเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมคาใจยิ่งกว่าในเกมการดวลก็คือ
(รู้สึกเมื่อคืนบรรยากาศการดวลมันแปลกๆนะ...)

นั่นไม่ใช่เป็นเพราะพาร์ทเนอร์ของผมหรือฝ่ายตรงข้ามหรอก
แต่รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับจ้องจากมุมใดมุมหนึ่งของสนามอยู่
( - และความรู้สึกนั้นก็มาจากเตียงชั้นสองนี่เอง ...)
( - แต่ก็ยังแน่ใจไม่ได้ว่านั่นเป็นโมนิก้าหรอกมั้ง)เพราะเวลาเริ่มเกม มิติจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดภาพหลอนมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลเหมือนอยู่ใกล้ และมองเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้เหมือนอยู่ไกล
เพราะงั้น ความรู้สึกเมื่อคืน ผมเองก็เลยไม่มั่นใจตัวเองนัก และเพราะอย่างนั้น ในหัวของผมตอนนี้จึงคิดแต่เรื่องหาวิธีพิสูจน์มันให้ได้

"...โมนิก้า เมื่อคืน นอนหลับอึดอัดมั้ย ?"
"ไม่นี่ ก็ปกติดี มีอะไรเหรอ ?"
"นึกว่าผมทำอะไรจนดึกดื่นแล้วจะไปรบกวนน่ะ"
"ฉันน่ะไม่คิดมากหรอก ว่าแต่นายเถอะ ไม่สนใจอะไรเลยบ้างเหรอ?"
"เรื่องอะไรล่ะ ?"
"เรื่องของฉันไง"ต่อหน้าคำถามเชิงท้าทายแบบนั้น ผมทำใจเย็นแล้วถามออกไป -
"สนสิ ..."
"งั้นเหรอ ?แล้วเมื่อคืนฉันละเมออะไรออกไปบ้างล่ะ"
"เปล่าๆ ไม่ใช่แบบนั้น แค่สงสัยว่านอนหลับสบายรึเปล่าน่ะ"
"เอาเถอะ ไม่ต้องห่วงฉันให้มากนักหรอก" โมนิก้าจบการถามตอบด้วยประโยคสั้นๆ

" ... เอาละ ขอฉันเปลี่ยนเสื้อหน่อยนะ กะจะออกไปข้างนอกซักหน่อย"
"จะไปไหนล่ะ ?"
"ความลับ ... ก็อยากจะบอกแบบนั้นอยู่หรอก เข้าเมืองน่ะ"
"นี่หรือว่าวันนี้ก็จะไปแสดงเร่อีก ?"
"วันนี้ขอพักจ้ะ ถึงเมื่อวานจะไม่ได้ล้มเหลว ... อะไรก็เถอะ แต่เหมือนวันนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์เท่าไหร่น่ะ"
"เข้าใจละ แล้วช่วงบ่ายล่ะ ?"
"ออกข้างนอกทั้งวันเลย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก "พูดจบ โมนิก้าก็ถือเครื่องแต่งตัวออกไปข้างนอก ท่าทาง เจ้าหล่อนคงจะไปใช้คอกม้าเป็นที่เปลี่ยนเสื้อผ้าละมั้ง
สักพักหลังจากนั้น เมื่อมีเสียงเคาะประตู ผมก็พบกับพวกโมนิก้าอยู่กันพร้อมหน้า


"เอ้า ทั้งแฮมแล้วก็เชอรี่ ทักทายเค้าหน่อยซิ"
"อุกีกี้"
"ปูรู๊รู"
"...ทักทาย นี่หรือว่ากะจะออกไปเลยเรอะ !?"
"ใช่ไง ก็ฉันบอกแล้วนี่ว่าจะเข้าเมืองน่ะ"
"อ่อ พาทุกคนไปด้วยนี่เอง"
"เอ๋ แล้วนายนึกว่ายังไงล่ะ ?"
"เปล่า ไม่มีอะไร ไปดีมาดีนะ"
"งั้นไปละ" ผมมองส่งโมนิก้าที่ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองแล้วก็เริ่มคิด
(-พวกเธอ ตั้งใจจะอยู่ที่นี่จนถึงเมื่อไหร่นะ ?)เหตุผลที่โมนิก้ามาที่นี่ก็เพื่อซ่อนตัวจากบุรุษชุดดำทั้ง 2 นั่น
แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องหลบๆซ่อนๆแล้ว เธอก็จะจากไปงั้นเหรอ ?

( - ปกติมันก็ต้องเป็นงั้นอยู่แล้วล่ะ)
ถ้าเป็นงั้น อย่างสั้นก็คงหลายวัน แต่อย่างยาวก็คงเป็นสัปดาห์
ถ้าปลอดภัยแล้ว โมนิก้าจะทำยังไงต่อไปนะ
ปักหลักอยู่ที่เมืองนี้ ?
หรือออกเดินทางไปยังเมืองต่อไปกันนะ ?
( - คิดๆดู น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ)ผมเองก็คงไม่มีสิทธิ์ห้ามอะไร
แต่แบบนั้น ... ผมก็คงเหงาเหมือนกัน
.............................
.....................
ตกเย็น ผมรีบกลับมาเตรียมอาหารเย็นรอคอยโมนิก้าที่น่าจะกลับมาในไม่ช้า
แต่กว่าเธอจะกลับมา ตะวันก็ตกดินพลบค่ำเสียแล้ว
" ... ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ในเมืองเป็นยังไงบ้างล่ะ?"

"ถึงจะเป็นวันธรรมดาคนก็ยังเยอะนะ แต่เทียบกับวันหยุด ถือว่าเดินดูร้านรวงอะไรง่ายกว่าจมเลย"
"งั้นเหรอ ถ้างั้นก็แปลว่าวันคล้ายวันหยุดนี่สนุกสนานเต็มที่สินะ"
"อื้อ ก็พวกเราน่ะเป็นประเภท"ทำงานในวันหยุด"นี่นา"โมนิก้าเดินไปนั่งที่โต๊ะด้วยสีหน้าที่ดูไม่เหน็ดเหนื่อยอะไร
และมองอาหารเย็นที่ผมเตรียมไว้ด้วยดวงตากลมโต


"นี่นาย ยังไม่ทานมื้อเย็นอีกเหรอ ?"
"อื้อ ก็นึกว่าเธอจะกลับมาเย็นๆนี่นา ... หรือว่าหาอะไรกินในตัวเมืองมาแล้วล่ะ?"
"เปล่า ไม่ได้กินอะไรหรอก จริงๆก็ว่าจะกลับก่อนมืดเหมือนกันเพราะคิดว่านายคงเตรียมมื้อเย็นไว้ให้น่ะ ...นะ"
"ถ้างั้นก็ดีเลย รีบทานซุปนี่ตอนที่มันยังอุ่นๆเถอะ -"
"แป๊บนึง ! ก่อนหน้านั้น ฉันมีเรื่องอยากถามนายเรื่องนึงน่ะ"
"อะไรเหรอ ?"
"ทำไมถึงไม่กินไปก่อนเลยล่ะ ได้เวลาอาหารเย็นแล้วไม่ใช่เหรอ ? ส่วนของฉัน แค่ทำทิ้งไว้ให้ก็พอแล้วนี่"
"เรื่องนั้นไม่ได้หรอก"
"ทำไมล่ะ ?"
"ก็โมนิก้าเป็นแขกมาพักที่บ้านนี่นา มันเป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้วล่ะ"
"ถึงยังงั้นก็เถอะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่นายต้องรอฉัน --"
"เพราะอยากทานมื้อเย็นด้วยกัน ... แค่นี้พอรึเปล่า ?" ตั้งแต่ชั่วโมงเรียนช่วงเช้า ผมก็คิดถึงแต่มื้อเย็นมาตลอด
ถ้าทานคนเดียว มันก็คงเสร็จเรื่องได้อย่างง่ายๆ แต่นั่นผมก็ทำไปกับมื้อกลางวันช่วงพักแล้วนี่นา
น่าแปลกใจตัวเอง ทั้งที่ปกติผมจะเหนื่อยกับการดาลไพ่จนหัวไม่แล่นในเช้าวันพุธแท้ๆ แต่วันนี้ สมองผมกลับแล่นอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งสามารถทำความเข้าใจกับบทเรียนในห้องได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย

"เอาเถอะ ถือว่าผมผิดเองที่ไม่ได้ถามเวลากลับของโมนิก้าเอาไว้ ขอโทษนะ ที่เตรียมอาหารไว้โดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้"
"ตาบ้าเอ๊ย ..."
"เอ๊ะ ?"
"อย่าเอาแต่โทษตัวเองนักเลยน่า หัดโยนความผิดมาลงกับฉันมั่งสิ"
"แต่ว่า ..."
"แล้วคิดว่าใครที่ไม่ยอมบอกก่อนว่าจะกลับเมื่อไหร่ทั้งๆที่มาขออาศัยบ้านเขาอยู่น่ะ?"
"โม ... โมนิก้า"
"ใช่มะ ? จะพูดก็พูดได้นี่ ใช่ คนผิดคือฉันเอง เก็ทยัง !?"
"อ่า ครับ ..."

"...เพราะงั้น ขอโทษนะ ต่อไปไม่ต้องห่วงฉัน ทานของนายก่อนได้เลย"
"ไม่ล่ะ ผมจะรอ"
"ทำไมล่ะ ?"
"เมื่อกี้ก็บอกไปแล้วนี่นา ว่าอยากทานมื้อเย็นด้วยกันน่ะ"
" .... อืม"
"อ๊ะ แต่ถ้าอยากทานกับแฮมแล้วก็เชอรี่ล่ะก็ ..."
"เด็กพวกนั้นกินมาตั้งแต่ในเมืองแล้วล่ะ" โมนิก้านั่งเงียบๆแล้วโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
"เพราะงั้น ฉันจะ ... ทานมื้อเย็นกับนายที่อุตส่าห์เตรียมรอนะ"
"ขอบใจนะ"
"ตาบ้า คนที่ต้องขอบคุณน่ะฉันต่างหาก นายน่ะทำตัวเป็นเบ๊ฉันมากไปแล้วนะ"
ผมรีบเตรียมอาหารเย็นให้เสร็จแล้วนั่งลงข้างหน้าเธอ
...................
......
มันเป็นมื้อเย็นที่จบลงช้ากว่าปกติ กว่าที่พวกเราจะเก็บจานชามเสร็จ เข็มนาฬิกาก็บอกเวลา 3 ทุ่มเสียแล้ว
" ... ไม่ต้องช่วยจะดีเหรอ ?"
"อื้อ ขอรับน้ำใจไว้ละกัน ครัวมันเล็ก เข้าไปเบียดกันสองคนมีหวังจานชามตกแตกหมดพอดี"
"เคยมีประสบการณ์เหรอ ?"
"...ใช่แล้วล่ะ คนทำแตกน่ะคือผมประจำเลย เพราะได้อัลมานด์ช่วยหัด ก็เลยไม่ทำแตกอีกแล้วล่ะ"
" อา..."
"เป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยอดไปหมดเลยล่ะ แทบไม่เคยเห็นตอนเขาทำอะไรพลาดเลยมั้ง?"
"อาจจะไม่อยากให้นายเห็นก็ได้มั้ง"
"คงงั้นแหละ เพราะอัลมานด์น่ะเป็นพวกรักษามาดซะด้วยสิ"
"ขอโทษนะ คือฉัน ... ขอตัวไปนอนก่อนได้มั้ย ?"
"เอาสิ เดี๋ยวล้างจานเสร็จผมจะดับไฟให้"

"แล้วก็ เดี๋ยวช่วงดึก ... ฉันอาจจะออกไปข้างนอกนะ ไม่ต้องเป็นห่วงล่ะ"
เธอคงไปดูแฮมกับเชอรี่นั่นแหละ ...
"อื้อ ถ้างั้นก็ นี่ ..."ผมหยิบกุญแจประตูจากกระเป๋าส่งให้เธอ
"เพื่อความไม่ประมาท อย่างลืมเจ้านี่ล่ะ"
"เข้าใจแล้วล่ะ ..."
.....................
.........
กลางดึก ผมตื่นขึ้นมาและไม่เห็นโมนิก้าอยู่ในห้อง
( - หืม โมนิก้า ?)กลางดึก ผมบังเอิญลืมตาตืนขึ้นเพราะเสียงกุกกักบางอย่าง พอลืมตาขึ้นดูก็เห็นโมนิก้ากำลังลงจากเตียงนอน
แต่เพราะเธอบอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องหว่ง ผมจึงไม่คิดจะถามอะไรเธอตอนนี้อีก

..... แต่ว่า

(- อ้าว ?)ถึงความมืดจะทำให้ผมมองเห็นไม่ถนัด แต่ผมรู้สึกได้ว่าสีหน้าของโมนิก้าดูแปลกๆ

ผมรีบลุกจากเตียงแล้วเปิดประตูออกเดินตามเธอไป หลังจากโมนิก้าใส่กุญแจประตู สิ่งที่ได้ยินคือเสียงฝีเท้าของเธอซึ่งไกลออกไปทุกขณะ
เธอไม่ได้เดินไปยังคอกม้า แต่กลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม
เพราะผมไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูคอกม้าเลย
(เวลาแบบนี้ เธอจะไปไหนของเธอนะ ?)
(ช่วยไม่ได้แฮะ) ถึงเธอจะบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แต่จู่ๆกลับเดินไปไหนก็ไม่รู้แบบนี้ ผมเองก็อดห่วงไม่ได้เสียแล้วสิ ว่าแล้วผมก็สวมเสื้อนอกแล้วใช้กุญแจสำรองที่เตรียมไว้ไขตามเธอออกไป
............

( - บางที คงออกไปถนนใหญ่มั้ง ...)ผมลดไฟตะเกียงให้สว่างน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เธอสังเกตเห็น
ผมเดินตามมาจนเห็นหลังของโมนิก้าไวๆ จึงรักษาระยะห่างแล้วสะกดรอยตามไป

จนกระทั่งโมนิก้าเดินมาจนถึงลานกว้างซานตารีเคีย
( - เวลาแบบนี้ เข้าป่าเนี่ยนะ ?)
แต่เพราะคืนนี้แสงจันทร์สว่าง คงช่วยนำทางเธอไปไหนต่อไหนได้บ้าง
เพียงแต่ ถ้าเข้าไปในป่าแล้ว หากไม่มีตะเกียงมาด้วย หนทางข้างหน้าย่อมไม่สะดวกสบายอย่างแน่นอน
(อ้าว เอ๊ะ โมนิก้า ?) แต่ชั่วครู่หลังจากนั้น ผมก็คลาดกับโมนิก้า


นี่หรือว่า เธอกำลังเข้าไปในป่าลึกยังงั้นเหรอ  ?
ผมเตรียมใจพร้อมแล้วก็ลุยเข้าไปในป่าเพื่อตามหาโมนิก้า
(อยู่ไหนนะ?) เพราะผมลดแสงไฟจนมองเห็นได้ในระยะสั้นๆ ทำให้ไม่สามารถหาตัวเธอได้โดยง่าย
ข้างหน้าของผมล้วนปกคลุมไปด้วยความมืด
ถ้าโมนิก้าลุยเข้ามาในป่าโดยไม่คิดอะไร เธอก็คงไม่นึกหรอกว่าผมจะตามรอยมาด้วย
"โมนิก้า!" ผมร้องรียกชื่อเธอโดยไม่รู้ตัว แต่คำตอบกลับเป็นเพียงความว่างเปล่า


( - เอาไงดีชั้น เวลาแบบนี้ ขยับตัวลำบากซะด้วย ...)
ไปรอเธอที่ทางเข้าดีมั้ย ?
"เมื่อกี้ ถ้าไม่คาดสายตาไปล่ะก็ ..." ผมตัดสินใจย้อนกลับไปที่ซานตารีเคียแล้วเริ่มคิดหาวิธีใหม่
และเมื่อเดินออกจากป่านั้นเอง -

"...โมนิก้า !?"ผมพบร่างของเธอนอนหมดสติอยู่ที่โคนต้นของซานตารีเคีย
"ปะ เป็นอะไรรึเปล่า !?" ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเธอแล้วตรวจดูทันทีว่าเธอบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

"ฟี้ ... ฟี้ ..." นั่นเป็นเสียงที่ผมได้ยินขณะเอาหูแนบกับปากของเธอเพื่อฟังเสียงลมหายใจ
จริงสินะ ท่าทางของเธอเหมือนมานอนพิงจนหลับไปมากกว่าล้มหมดสตินี่นา
"โมนิก้า ?"
"ฟี้ ... ฟี้" การหายใจของเธอสม่ำเสมอเป็นปกติดี ไม่มีท่าทางอึดอัดแต่อย่างใด
"ว่าแต่ ... ทำไมถึง .." หรือว่าเธอกำลังจะไปที่ไหนสักแห่งแล้วเพลีจนเผลอม่อยหลับตรงนี้กันนะ

"...อืม ...อือ" สักครู่ ร่างกายของโมนิก้าที่ไม่ไหวติงมาตั้งเมื่อครู่ก็เริ่มขยับ
(ทำไงดีล่ะเรา)
ยังไงก็ตาม ลองเรียกเธอดูอีกครั้งดีกว่า
"นี่ ... โมนิก้า"
"...อืม..."
"มานอนตรงนี้เดี๋ยวเป็นหวัดเอานะ" ถึงจะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศใต้ต้นไม้มันค่อนข้างเย็น
ผมคิดแบบนั้นและพยายามจะยื่นมือไปปลุก -


" ... ไม่เป็นราย..." เธอปัดมือผมออกมา
"ไม่เป็นไรที่ไหนกันเล่า ..." นี่มันเป็นรีแอคชั่นของคนเมาตามงานเทศกาลชัดๆ
ผมไม่คิดว่าเธอจะดื่มเหล้าหรอก แต่นี่คงเป็น ... ละเมอสินะ?
"โมนิก้า ถ้าจะนอนล่ะก็ ไปนอนที่บ้านผมเถอะ นะ ?"
"ไม่เป็นราย ..."
"ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ ..."
"กลับไปอยู่แล้ว ...ล่ะ"
"อื้อ ถ้างั้นก็กลับด้วยกันนะ"
"อื้อ ... ด้วยกัน กลับด้วยกันเถอะ ..."ในที่สุดเธอก็เข้าใจ
"งั้น ขอมือหน่อยสิ" เธอยืนมืออกมาเหมือนจะเข้าใจที่ผมพูด แต่สักพักก็ชักกลับเหมือนทำทีปฏิเสธ
" ... เชอรี่ ฉันจะพาเธอ ... กลับเองนะ"
เอ๋ นี่หรือว่าเชอรี่ก็อยู่แถวนี้ด้วย
"กลับด้วย...กันนะ..."
"ไม่เห็นมีเชอรี่อยู่แถวนี้เลย..."
"ต้อง...เจอแน่ ประตูน่ะ ... ฉันจะหาให้เจอให้ได้ ..."
"ประตู...?"

"พวกเราต้อง ... ได้กลับไปแน่ ..."
"โมนิก้า ?" โมนิก้าหยุดละเมอแล้วกลับสู่สภาพนอนหลับสนิทตามเดิม
งั้นก็แปลว่าที่เธอเหมือนจะคุยกับเรารู้เรื่องเมื่อครู่นี่เป็นการละเมองั้นเหรอ
(จริงๆเล้ย-)


แสงจันทร์ที่สาดส่อง ทำให้ผมได้เห็นใบหน้ายามหลับของเธอที่เต็มไปด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
บางที ... เธออาจจะต้องการมานอนตรงนี้แต่แรกแล้วก็ได้
ผมตัดสินใจคอยอยู่ดูแลเธอเงียบๆ บางที ถ้าเจ้าตัวรู้ ด้วยนิสัยทุมะลุของเธอ ก็คงโกรธผมเป็นฟืนเป็นไฟแน่
( - วันนี้จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสักวันก็แล้วกันนะ)เอาเถอะ ถึงจะนอนตรงนี้ พวกภูติในป่าก็คงไม่กล้ามาแกล้งเธอเล่นใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์หรอก


"...ขออย่าให้เป็นหวัดก็แล้วกันนะ"
"ฟี้ ... ฟี้" ผมถอดเสื้อนอกออกแล้วห่มให้โมนิก้า
"ซานตารีเคีย ฝากเธอด้วยนะ" ผมเดินกลับจนถึงบ้าน
แต่ ...
ผมลืมไปซะสนิท ว่าถ้าเอาเสื้อนอกไปห่มให้เธอ เรื่องที่ผมสะกดรอยตามไปวันนี้ก็คงปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ...

(To be continue)

edit @ 11 Jul 2010 00:42:37 by Der Kaiser



Der Kaiser
View full profile