Cosplay

2012/Jun/25

เเละในที่สุดก็มาถึงช่วงสุดท้ายของตัวบทความที่ถูกหั่นออกมาจากเดิมเเล้วนะครับ โดยในช่วงบทสุดท้ายนี้จะเป็นบทที่สรุปร่วมยอดในประเด็นทั้งหมดออกมาว่าสุดท้ายเเล้ว "หน้าตา" ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการคอสเพลย์อย่างไรบ้าง ซึ่งจะตรงหรือจะค้านกับความเห็นของใครก็เเล้วเเต่ ถ้ามีโอกาสก็ลองมาเเชร์ความเห็นกันได้นะครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่ดูจะซับซ้อนเกินไปที่จะถือเอาความคิดเห็นหรือประสบการณ์ของใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวมาตัดสินในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเเจ่มชัด เพราะงั้นถ้ามีความเห็นอะไรใหม่ๆก็รบกวนเเชร์กันได้เต็มที่เลยเน้อ

ถ้างั้นก็ไปเริ่มกับบทความในช่วงสุดท้ายกันต่อเลยเเล้วกันครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความในสองช่วงเเรก ก็ขอให้ไปตามอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ได้เลยนะ

สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากับการคอสเพลย์)

 

สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของการเป็น "ไอด้อลคอสเพลย์")

 
 
 
 
การเป็น “อีเดียต คอสเพลย์” เสียอะไรมากกว่าที่คุณคิด

เมื่อทิศทางของการคอสเพลย์เริ่มที่จะแปรผันไปในเชิงของ “ความสวยความงาม” มากขึ้น การที่ “หน้าตา” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความสวยงามดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อความสวยงามดังกล่าวบวกรวมเข้ากับการคอสเพลย์ การคอสเพลย์ที่จะถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้แต่งคอสเพลย์มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” ตามไปด้วย และเมื่อมองย้อนกลับไปดูนิยามความหมายของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์แล้ว การคอสเพลย์ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้สึกชื่นชอบกับอะไรบางอย่างขึ้นมาจนรู้สึกอยากที่จะแสดงความชอบนั้นของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่เป็นไปเพื่อแสดงออกเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของเจ้าตัว ซึ่งหากพิกัดพื้นที่อยู่แค่ในวงการการ์ตูนแล้ว แน่นอนว่าการคอสเพลย์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คนชอบการ์ตูนมักจะใช้เป็นวิธีการหนึ่งต่อการแสดงออกถึงความชอบที่มีต่อการ์ตูนของตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ไม่ต่างไปจากการทำแฟนซับ การวาดการ์ตูนให้คนดู การแปลการ์ตูนให้คนอ่านหรือการเขียนบทความรีวิวการ์ตูน เป็นต้น หากแต่การแสดงออกดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นความสัมพันธ์เชิงสองทางที่เมื่อมี “ผู้เสนอ” ก็จำเป็นต้องมี “ผู้รับสนอง” กลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่ากิจกรรมการคอสเพลย์เมื่อมี “ผู้แต่ง” ก็จำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” และ “ผู้ดู” ที่ว่านี้ก็ย่อมต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเสมออีกด้วย

เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการคอสเพลย์จึงหนีไม่พ้นว่าต้องมี “คนดู” รวมอยู่ด้วยถึงจะนับได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายและองค์ประกอบสำคัญของการมาคอสเพลย์ แต่ถ้าเกิดว่าการแต่งคอสเพลย์ของคนบางคนนั้นไม่มี “ผู้ดู” ขึ้นมาล่ะ จะเรียกได้ว่าการคอสเพลย์ของคนๆนั้นมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่ ? แล้วถ้าการคอสเพลย์ของคนบางคนมีจำนวนของ “ผู้ดู” มากกว่าคนอีกคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าการคอสเพลย์ของคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” มากกว่านั้นประสบความสำเร็จกว่าคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” ที่น้อยกว่าหรือไม่ ?

คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะที่ว่า ยิ่งแสดงออกให้ผู้อื่นได้รับรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” อย่างหนึ่งเหมือนกันที่ยิ่งเรียกร้องแล้วยิ่งมีผู้ให้ความสนใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวผู้ที่เรียกร้องเอง หากแต่เมื่อสิ่งนี้ปรากฏอยู่ในวงการคอสเพลย์ที่เรื่อง “หน้าตา” เป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนต่อการเรียกร้องให้คนอื่นเข้ามาดู เมื่อนั้นผู้ที่จะตกเป็นบุคคลที่เสียเปรียบที่สุดก็ดูจะหนีไม่พ้นนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” อย่างแน่นอน

นักคอสเพลย์ขี้เหร่หรือที่พอจะรู้จักในนามของ “อีเดียต คอสเพลย์” นั้นดูจะเป็นสถานะอีกฝั่งหนึ่งของ “ไอด้อล คอสเพลย์” ทีเดียว เพราะคำว่า “อีเดียต คอสเพลย์” เป็นสิ่งที่ไว้ใช้อธิบายถึงนักคอสเพลย์ที่มีรูปร่างหน้าตาขี้เหร่แต่ต้องการที่จะเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพื่ออวดโฉมตนเอง ซึ่งการอวดโฉมตนเองนั้นในสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้วล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังไว้ให้เป็นสิ่งที่มีแต่คน “หน้าตาดี” เท่านั้นถึงจะทำได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าใครต่างก็มีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง กระทั้งมีสิทธิในการที่จะโชว์ความภาคภูมิใจนั้นให้ผู้อื่นได้รับรู้รับชม

จริงอยู่ที่คนทุกคนจะมีสิทธิ์ในการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคน “หน้าตาดี” แต่นั่นก็ไม่ใช่ในกรณีของผู้ชมทุกคนที่จะคิดว่าเขาคนนั้นเป็นคน “หน้าตาดี”

เพราะฉะนั้น “อีเดียต คอสเพลย์” จึงกลายเป็นสถานะของบุคคลที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่รู้จักความพอเพียงและสถานะจุดยืนของตนว่าเหมาะสมหรือไม่กับการมาแต่งคอสเพลย์ และยิ่งในสภาวะบรรยากาศที่วงการคอสเพลย์ยอมรับนับถือบุคคลที่มี “หน้าตาดี” ด้วยแล้ว เหล่าบุคคลผู้มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่มาแต่งคอสเพลย์จึงมักถูกผลักไสให้เข้ามาอยู่ในสังกัดของ “อีเดียต คอสเพลย์” โดยอัตโนมัติ ภายใต้ข้อตำหนิว่าเป็นการทำให้ตัวละครนั้นๆเสื่อมเสีย ซึ่งการทำให้ตัวละครอันเป็นที่ยกย่องบูชาของเหล่าแฟนๆเกิดการเสื่อมเสียนั้น นั่นหมายความว่าผู้ที่แต่งคอสเพลย์คนนั้นจะต้องถูกตราหน้าจากสังคมการ์ตูนทันทีว่าเป็นคนที่ไม่รักในตัวละครตัวนั้นจริงๆ เพราะการกระทำ (การคอสเพลย์) ของเขานับว่าเป็นการทำลายภาพพจน์ที่สวยงามและแสนจะศักดิ์สิทธิ์ของตัวละครตัวนั้นให้พังทะลายลงไปในทันใดซึ่งเปรียบได้กับการดูถูกตัวละครตัวนั้นอย่างร้ายกาจ เพราะอย่างไรเสียการคอสเพลย์ก็คือ “การเลียนแบบ” แล้วถ้านั่นเป็นการ “เลียนแบบที่ไม่เหมือน” กระทั้งเป็น “การเลียนแบบที่น่ารังเกียจ” ย่อมต้องเป็นธรรมดาที่ผู้แต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้จะต้องถูกกล่าวหาจากผู้ที่นิยมชมชอบในสิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งความสามารถที่เหมาะจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คนที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” ดูจะเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนจะถูกจองจำให้อยู่แต่ในวังวนของการถูกรังเกียจและโดนดูถูกจากสังคมภายนอกเสมอมา ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะเช่นนี้นับว่าเป็นสถานะที่ต่างไปจากสถานะของการเป็น “ไอด้อล” อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วหากมองลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจของเหล่าบุคคลผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” แต่อยากมาคอสเพลย์นั้น ก็ไม่แน่ว่าภายในหัวใจเบื้องลึกของพวกเขาอาจจะเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อตัวการ์ตูนตัวนั้นอย่างเต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ใจก็ได้ เพราะหากพูดกันถึงเรื่อง “ใจรัก” แล้ว ไม่ว่า “คนหน้าตาดี” หรือ “หน้าตาขี้เหร่” ต่างก็มีสิ่งๆนี้ได้อย่างเท่าเทียมและไม่แตกต่างกัน

เมื่อ “ผู้ดู” เลือกที่จะดูเฉพาะกับนักคอสเพลย์ที่หน้าตาดีแล้ว นั่นหมายความว่าจะมีแต่คนที่หน้าตาดีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสในการแสดงออกถึงความชอบของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้มากกว่าคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ สภาพดังกล่าวก็คงไม่ต่างไปจากการที่เราอยากจะบอกอะไรบางอย่างในใจให้กับใครซักคนหนึ่งได้รับรู้ แต่ก็ไม่มีใครอยากที่จะฟังเรากระทั้งยังอาจจะรู้สึกรังเกียจและรู้สึกรำคาญเราเสียอีกด้วย ครั้นจะอ้างว่าการคอสเพลย์แต่ละครั้งแค่ได้แต่งก็เพียงพอแล้ว คนจะดูหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ดูจะเป็นแนวคิดที่อยู่ในอุดมคติเกินไป เพราะถ้าการคอสเพลย์มีจุดหมายเพียงแค่ได้แต่งแต่เพียงอย่างเดียวก็เท่ากับว่าผู้แต่งสามารถแต่งคอสเพลย์คนเดียวอยู่บ้านเพื่อไว้ชื่นชมเองคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาแต่งในงานที่เป็นสาธารณะ เพราะถ้าเมื่อใดคุณต้องการแต่งออกงานสาธารณะ นั่นหมายความว่าในใจลึกๆของคุณเองก็เรียกร้องให้คนอื่นมาดูการคอสเพลย์ของคุณเพื่อที่คุณจะได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อการที่มีคนเข้ามาสนใจในการกระทำดังกล่าวของตัวคุณเอง

แต่ถ้า “หน้าตา” มีส่วนในการบั่นทอนหรือส่งเสริมการแสดงออกต่อความชอบของผู้ที่มาแต่งคอสเพลย์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?

เมื่อคุณสมบัติด้าน “หน้าตา” เข้ามามีส่วนสัมพันธ์กับการดึงดูดให้บุคคลอื่นเข้ามาดูคอสเพลย์ นั่นหมายความว่าคนที่มีหน้าตาสวยงามและน่าดึงดูดมากกว่าย่อมเป็นผู้ที่จะสามารถสื่อความรู้สึกของตัวเองไปให้กับผู้อื่นได้รับรู้มากกว่า โดยทัศนคติที่มักจะพบได้ในหมู่คนที่ชื่นชอบการ์ตูนก็มักจะเป็นไปในเชิงบวกเสมอต่อนักคอสเพลย์ที่เป็น “ไอด้อล” ว่าเขาหรือเธอคนนี้คือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นบุคคลตัวอย่างของผู้ที่ “ชอบจริง” และ “รักจริง” ในตัวละครตัวนั้นๆ แต่ในทางกลับกันเมื่อคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ได้มาแต่งคอสเพลย์ กลับกลายเป็นว่าในสายตาของคนภายนอกมักจะมองว่าการคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาขี้เหร่เป็นสิ่งที่น่าตลกขบขันจนน่าล้อเลียนหรือกระทั้งน่าเสียดสี ซึ่งการทำให้การคอสเพลย์ของที่คนที่หน้าตาไม่ดีกลายเป็น “เรื่องตลก ล้อเลียน เสียดสี” ย่อมเป็นสิ่งที่หัวเราะไม่ได้ในหมู่นักคอสเพลย์ที่มาคอสตามความชอบแบบจริงจัง เพราะคนที่ถูกหัวเราะย่อมไม่หัวเราะด้วย ในทางตรงกันข้าม เสียงหัวเราะของฝ่ายหนึ่งกลับนำไปสู่ความไม่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเสียงหัวเราะกลับเป็นการกดสถานะของผู้อื่นให้ไม่มีความสำคัญหรือต่ำต่อยกว่า อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องขำขันเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจและความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการคอสเพลย์ของคนขี้เหร่คนนั้นเป็นการคอสเพลย์ที่ต้องการแสดงออกอย่างตั้งใจจริงโดยไม่ต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากใคร เพราะตลกที่มาผิดที่ผิดเวลาจำนวนมากก็พร้อมที่จะจบลงด้วยความขุ่นเคือง เนื่องด้วยอีกฝ่ายหนึ่งไม่ขำนั่นเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็สามารถพบได้จากนักคอสชายที่ต้องการแต่งคอสเป็นตัวละครผู้หญิง เป็นต้น ที่มักจะถูกหัวเราะเยาะจากผู้คนรอบข้างเสมอว่าเป็นตัวตลก โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าเขาคนนั้นมีความตั้งใจที่จะมาแต่งคอสเพลย์ด้วยใจที่รักในตัวละครที่แต่งมากน้อยเพียงใดและจริงจังขนาดไหน เพราะในสายตาของ “ผู้ดู” รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่สวยย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อยากที่จะเข้าไปล่วงรู้หรือทำความรู้จักในประเด็นที่อยู่ลึกลงไปเสียเท่าไหร่นัก

เมื่อการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาดี” เป็นการแสดงออกที่ทุกคนพร้อมจะรับรู้และพร้อมที่จะตีความหมายของ “ความชอบ” ดังกล่าวไปในเชิงที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาขี้เหร่” ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่เรื่องตลกชวนหัว นั่นก็หมายความว่า “หน้าตาที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ในการแสดงออกต่อความชอบที่แตกต่างกัน” เพราะในตอนนี้ “ความชอบ” ของอีกฝ่ายได้ถูกยกขึ้นสูงและของอีกฝ่ายได้ถูกกดลงต่ำซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพของความ “ไม่เท่าเทียม” กันได้อย่างเด่นชัดมากทีเดียว

 

“ผู้ดู” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่จรรโลงไว้ซึ่งความสำคัญของ “หน้าตา” ต่อการคอสเพลย์ 

“หน้าตา” เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ก็คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ให้กับนักคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนในการคอสเพลย์แต่ละครั้ง แต่กระนั้น “หน้าตา” ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์กับตัวนักคอสเพลย์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะ “หน้าตา” ยังก่อประโยชน์ให้กับบุคคลอื่นได้อีกด้วย ซึ่งบุคคลที่ว่านั้นก็คือกลุ่มของ “ผู้ดู” นั่นเองที่จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากทีเดียวต่อคุณสมบัติดังกล่าว

ขึ้นชื่อว่า “ผู้ดู” แล้ว ย่อมเป็นสถานะที่ไม่สามารถแยกออกจากเรื่องความสวย ความงามไปได้เลย เพราะการดูหรือการจ้องมองนั้นย่อมเป็นกริยาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความพอใจที่จะมองหรือดูในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าน่าพึงพอใจ ซึ่งผลประโยชน์อย่างแรกสุดที่ “ผู้ดู” มักจะได้รับจากการดูนักคอสเพลย์ที่แต่งคอสมาสวยไม่ว่าความสวยนั้นจะมาจากในเรื่องของชุดคอสเพลย์ก็ดี ของท่าทางก็ดี หรือของหน้าตาก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขทางใจให้กับ “ผู้ดู” อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะอย่างน้อยๆก็คงไม่มีใครที่มาเที่ยวงานคอสเพลย์จะสามารถประกาศตนว่าเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลสตัณหาไปได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ผู้ดู” ที่อยู่ในอาณาบริเวณของการคอสเพลย์ย่อมเป็นผู้ที่ชอบและหวังจะได้เห็นนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาสวยๆหล่อๆ ใส่ชุดคอสที่งดงามประกอบกับการขยับขยายเรือนร่างท่าทางที่ตรงตามแบบฉบับตัวการ์ตูนที่ตนเองชื่นชอบอย่างแน่นอน ซึ่งความสุขว่าด้วยเรื่องการดูหรือการชมในสิ่งที่สวยงามในฐานะของการเป็น “ผู้ดู” ก็ขอไม่เขียนไว้ ณ ที่นี้ เพราะทุกๆคนที่เคยทำตนเป็น “ผู้ดู” ก็ย่อมต้องรู้จักอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะนี่ถือว่าเป็นกิเลสขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักมันเป็นอย่างดี

แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อ “ผู้ดู” ทุกคนเรียกร้องและต้องการที่จะดูคอสเพลย์ที่สวยงามแล้ว ความต้องการในการเห็นนักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติของความงามครบถ้วนย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องความงามครบถ้วนก็มักที่จะได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากกลุ่ม “ผู้ดู” เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของ “ผู้ดู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผลประโยชน์ที่มาจากความสวยงามของนักคอสเพลย์จะหยุดอยู่แค่สร้างความพึงพอใจให้กับ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่นให้เกิดขึ้นกับตัวของ “ผู้ดู” เองอีกด้วย ซึ่งในที่นี้ก็ขอยกตัวอย่างในกรณีของตากล้องคอสเพลย์ที่ดูจะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องดังกล่าว

ในฐานะของตากล้องคอสเพลย์แล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการคอสเพลย์มากทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานะของความเป็น “สื่อมวลชน” ที่คอยบันทึกภาพความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นในงานคอสเพลย์มาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย หากแต่งานของตากล้องคอสเพลย์นั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ตั้งอยู่บนความสมัครใจและพอใจจะทำของผู้ถ่ายเป็นหลัก ซึ่งด้วยความที่เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวของผู้ถ่าย นั่นหมายความว่าการริเริ่มถ่ายรูปในแต่ละครั้งของตากล้องคอสเพลย์จึงมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งการที่เหล่าตากล้องจะโน้มเอียงไปในทิศทางของการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่สวยๆหล่อๆแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรตากล้องคอสเพลย์ก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่มีกิเลสอันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ตากล้องเลือกที่จะถ่ายแต่นักคอสสวยๆมากกว่านักคอสที่ขี้เหร่ เพราะการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” ที่ประหนึ่งเป็นนางแบบหรือนายแบบชั้นเลิศก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กลุ่มตากล้องผู้รักการถ่ายรูปได้มีโอกาสในการแสดงฝีมือการถ่ายภาพของตนเองว่าเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ต่อการได้ถ่ายคนที่เป็น “ไอด้อล” และหากตากล้องคนใดได้รับการไหว้วานจากเหล่า “ไอด้อล” ให้มาตามถ่ายรูปอยู่เป็นประจำด้วยแล้ว ความรู้สึกที่ได้รับก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการได้เป็นตากล้องมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจให้ถ่ายภาพของเหล่าคนสำคัญประจำวงการนั่นเอง ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมไปถึงเหล่าตากล้องบางคนที่ใช้กล้องเป็นทางผ่านต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักคอสผู้มี “หน้าตาดี” ทั้งหลายอีกด้วย 

ซึ่งการกระทำดังก