2012/May/29

หลังจากที่ได้เขียนบทความชิ้นนี้เเละเเปะลงไว้ในบล็อกไปเมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา ผมเองก็ได้รับการเสนอเเนะจากคนรอบข้างว่า "บทความชิ้นนี้มีขนาดที่ยาวเกินไป" ซึ่งส่งผลทำให้ตัวบทความเเม้ว่าจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจ เเต่ถ้าหากยาวเกินไปจนเกินขีดจำกัดการรับสารของผู้อ่านเเล้วมันก็จะทำให้ผู้อ่านไม่สามารถอ่านเนื้อความต่อไปได้จนจบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่บทความจะไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาของมันออกไปสู่ผู้อ่านได้อย่างเต็มที่ตามที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นทางเเก้ที่ผมเองก็ได้รับการเสนอเเนะมาพร้อมๆกับข้อคอมเมนต์ต่างๆว่า.............

 

"ให้หั่นบทความออกซะ"

 

ซึ่งเมื่อผมลองพิจารณาดู ก็เห็นจริงดั่งว่า เพราะฉะนั้นผมจึงได้ทำการ Edit บทความขึ้นสียใหม่ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นครับ โดยการหั่นเเบ่งออกเป็นบทๆไปตามความเหมาะสมของเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน

ส่วนใครที่เคยอ่านบทความตัวเต็มที่เคยลงไปก่อนหน้านี้จนจบหมด กระผมก็ขอชื่นชมเเละขอบคุณจากใจจริงครับที่อุตส่าห์นั่งอ่านอะไรยาวๆกันได้อย่างอดทน ซึ่งผมก็ต้องขอพูดเสียงดังๆว่า...................

 

 คุณยอดเยี่ยมมาก !

 

ซึ่งในบทความช่วงที่ 2 นี้ กระผมก็ขอเริ่มต้นกันที่ประเด็นว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการเป็น "ไอด้อล" คอสเพลย์เลยก็เเล้วกันนะครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านบทเเรกก็สามารถตามไปอ่านจุดเริ่มต้นของบทความชิ้นนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่างเลยครับ 

 

สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากับการคอสเพลย์)

 

 

“ไอด้อล” ชนชั้นนำแห่งวงการคอสเพลย์ที่ใครๆก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็น

เมื่อ “หน้าตา” ได้กลายมาเป็นคุณสมบัติสุดท้ายต่อการตัดสินว่าใครคือนักคอสระดับใดแล้ว คำที่ไว้ใช้รองรับต่อการเรียกขานนักคอสที่มีคุณสมบัติในการคอสเพลย์ครบถ้วน ก็เห็นจะหนีไม่พ้นคำว่า “ไอด้อล” นั่นเอง เพราะคำว่า “ไอด้อล” นับเป็นคำที่ไว้ใช้ยกย่องบุคคลใดก็ตามที่มีคุณสมบัติอะไรบางอย่างที่พิเศษ อันเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างยกย่องสรรเสริญและมีทัศนคติที่ดีกับมันใน ฐานะที่เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่พบเห็น อีกทั้งคุณสมบัติที่ว่ามานี้ยังหาได้ยากยิ่งราวกับสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็มิปาน เพราะฉะนั้นบุคคลที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “ไอด้อล” ไม่ว่าจะในวงการไหนๆ ย่อมเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าเสมอในทัศนะของคนในวงการนั้นๆ เพราะพวกเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของคุณสมบัติบางอย่างที่มีค่าเลิศ เลอซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนในวงการนั้นๆจะมีมันได้อย่างถ้วนทั่วนั่นเอง

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ “ไอด้อล” จะดำรงสถานะของการเป็นฝ่ายที่ถูก “จ้องมอง” อย่างชื่นชมจากผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะความเป็น “เอกเทศ” ที่ไม่ซ้ำกันกับใครๆนั่นเอง

ในวงการคอสเพลย์ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นพื้นที่เปิดที่ใครๆจะก้าวเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ ก็ล้วนทำได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้นิยามที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาแบ่งปันความชอบและความสนุกสนานร่วม กันภายในกลุ่มสังคมที่ต่างก็มีรสนิยมความชอบในกิจกรรมคอสเพลย์เดียวกันได้ อย่างเสมอภาค ซึ่งคำอธิบายในทำนองแบบนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงภาพบรรยากาศที่เปี่ยมล้นไปด้วย มิตรภาพและการแบ่งปัน แต่กระนั้นภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเฉพาะสังคมที่มีขนาดเล็กเท่า นั้นที่สมาชิกภายในสังคมมีปฏิสัมพันธ์อันลึกซึ้งทั่วถึงต่อกัน เพราะความมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันนับว่าเป็นสิ่งที่สามารถลดทอนสภาวะของการ “แข่งขัน” กันเองลงไปได้ เนื่องด้วยมีสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ” เป็นตัวหน่วงรั้งและจำกัดกรอบของการแข่งขันนั่นเอง เพราะคำว่า “มิตรภาพ” เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความอดทนอดกลั้นและความเกรงใจต่อผู้อื่น อันเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ของสังคมแคบๆเป็น ไปได้อย่างราบรื่น เพราะถึงอย่างไรเสียไม่ว่าจะดีจะร้ายทุกคนก็คือ “พวกเดียวกัน”  

หากแต่เมื่อใดก็ตามที่สังคมนั้นกลับกลายเป็นสังคมที่ใหญ่เกินกว่าที่ สมาชิกภายในสังคมจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกคนอื่นๆได้อย่าง ทั่วถึง บรรยากาศภายในสังคมต่อความเป็น “พวกอื่น” ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่ความสัมพันธ์ในเชิง “พวกเดียวกัน” อย่างในสังคมขนาดเล็ก เพราะอย่างน้อยๆสมาชิกไม่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะมี “มิตรภาพ” ให้กับคนอื่นๆได้อย่างทั่วถึงบนสังคมที่นับวันจะยิ่งขยายตัวออกไปเรื่อยๆ

และเมื่อมีสถานะของความเป็น “พวกอื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง สังคมที่จากเดิมเคยเป็นที่ๆมีแต่กลิ่นอายของ “การแบ่งปัน” จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสนามประลองการแข่งขันระหว่าง “พวกเรา” และ “พวกเขา” ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ นี่ยังมิพักต้องพูดถึงความรู้สึกของความเป็นผู้อยู่มาก่อนหรือที่รู้จักกัน ในความรู้สึกของความเป็น “เจ้าถิ่น” ที่มักรู้สึกเขม่นกับผู้อื่นที่ก้าวเข้ามาใหม่ในฐานะของความเป็น “คนแปลกหน้า” อีกด้วย

“พวกเรา” และ “พวกเขา” ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้ล้วนแสดงให้เห็นภาพของการเอาชนะคะคานกันอยู่ เสมอเหมือนๆกับปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในทุกหัวระแหงของโลก อันเป็นการแย่งชิงพื้นที่อันมีอยู่จำกัดโดยจะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองไม่ตก อยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่น ความต้องการที่ปฏิเสธการอยู่ใต้ “ผู้อื่น” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันให้นักคอสเพลย์หลายต่อหลายคนพยายามเป็น อย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นไปให้สูงที่สุดเพื่อการันตีว่าตัวเขาหรือเธอจะไม่ ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่นอีกต่อไป เพราะผลของ “การพ่ายแพ้” บนเวทีแห่งการแข่งขันนั้นล้วนไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนพึงปราถนา แม้ว่าผลจากการพ่ายแพ้ดังกล่าวจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้แพ้ต้องสูญเสีย ชีวิตก็ตามที

สถานะของความเป็น “ไอด้อล” จึงกลายเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้นักคอสเพลย์ทุกคนมุ่งหวังที่จะไปให้ถึง เพราะคุณสมบัติอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นของไอด้อลก็คือ ความเป็นคนพิเศษและมีตัวตนที่แยกเป็นเอกเทศออกจากผู้อื่นอันเป็นสิ่งที่แสดง ให้เห็นถึงความ เหนือกว่า ดีกว่า ยอดเยี่ยมกว่าและเด่นกว่าคนอื่นๆทั่วไป ซึ่งนั่นก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องการที่จะได้รับการกล่าวขานและชื่น ชมในทำนองนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากจะพูดในอีกนัยหนึ่งว่าสิ่งนี้ก็คือเส้นชัยที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะของ “ผู้ชนะ” บนสังเวียนการแข่งขันที่แอบแฝงอยู่ในสังคมคอสเพลย์ก็คงจะไม่ผิดนัก

 

การเป็น “ไอด้อลคอสเพลย์” ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด

การได้เป็น “ไอด้อล” ไม่ว่าจะในวงการคอสเพลย์หรือวงการไหนๆ ผลตอบแทนอย่างแรกสุดที่ผู้ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็น “ไอด้อล” มักจะได้มาเป็นสิ่งแรกเลยก็คือ ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่นว่าตัวเองนั้นเป็น บุคคลที่พิเศษและไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งจะว่าไปแล้วสิ่งๆนี้ก็เป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีกับสิ่งที่เรียกว่า “อัตตา” หรือ “ตัวตน” อันเป็นธรรมชาติที่อยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนามอย่างแนบแน่น เพราะความภาคภูมิใจดังกล่าวนับว่าเป็นอาหารอันโอชะที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงตัว “อัตตา” ดังกล่าวของตัวบุคคลได้อย่างดีเยี่ยมเพื่อให้ตัวผู้เป็นเจ้าของได้มีความ รู้สึกที่เป็นสุขจากการได้มีสถานะที่พิเศษกว่าใครๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วสิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากความสุขต่อการได้ครอบครองสินค้า รุ่นลิมิเต็ดที่คุณค่าของความสุขไม่ได้อยู่ที่ตัวของสินค้าเป็นหลัก หากแต่คุณค่าที่แท้จริงของการครอบครองนั้นก็คือการที่ผู้ถือครองจะได้รู้สึก ว่าตัวเองนั้นมีสถานะที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นที่เป็นเจ้าของสินค้าในรุ่น ธรรมดานั่นเอง

ซึ่งนอกจากความภาคภูมิใจส่วนตัวที่จะได้รับจากการเป็นบุคคลที่ “พิเศษ” แล้ว บุคคลผู้ดำรงสถานะของความเป็นผู้ที่ “พิเศษ” ยังมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติที่ “พิเศษ” จากคนอื่นๆอีกด้วย ซึ่งก็อย่างที่ได้อธิบายกันไปแล้วในช่วงต้นที่ว่าภายในอาณาเขตของสังคมคอส เพลย์นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจที่จะหลีกหนีสภาวะของการแข่งขันและการเปรียบเทียบ ระหว่างนักคอสด้วยกันเองไปได้พ้น ซึ่งในสภาวะของการแข่งขันเช่นนี้ผู้ที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการชี้ ขาดความสำเร็จในการคอสเพลย์ระหว่าง “ฝ่ายเรา” กับ “ฝ่ายเขา” ก็คงจะหนีไม่พ้นบุคคลที่สามอย่างแน่นอน

โดยบุคคลที่สามที่กล่าวมานี้ ล้วนประกอบขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลหลากหลายประเภทที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ การคอสเพลย์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตากล้อง กลุ่มแฟนคลับ กลุ่มผู้หลงใหลในการ์ตูนเรื่องต่างๆ กลุ่มผู้จัดงาน ตลอดไปจนถึงกลุ่มคนนอกที่ผ่านแวะเวียนเข้ามาเที่ยวชมงานคอสเพลย์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการ “ผลักดัน” และ “ผลักไส” เหล่านักคอสทั้งหลายได้อย่างมีนัยยะสำคัญที่สุด เพราะตัวละครทั้งหลายเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เสมือนเป็นกรรมการในเวทีการ ประกวดอะไรซักอย่างที่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานของเรื่องความสวยและความงามในรูป แบบต่างๆมาใช้เป็นเกณฑ์วัดและตัดสินคุณค่าของผู้เข้าประกวด ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมคอสเพลย์ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ ต่างอะไรไปจากการประกวดแฟชั่นโชว์หรือแฟนซีโชว์นั่นเองที่นอกจากจะต้องมีชุด ที่สวยงามและท่วงท่าการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมแล้ว หน้าตายังต้องเป็นที่ตรึงตาต้องใจเหล่ากรรมการเหล่านี้ด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อความสวยในเรื่องของรูปร่างหน้าตาได้เข้ามามีบทบาทอย่าง ยิ่งต่อการชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวการเป็น “ไอด้อล” จึงกลายเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการเป็นคนหน้าตาดี เมื่อคนที่มีหน้าตาดีมีโอกาสที่จะบรรลุถึงการเป็น “ไอด้อล” ได้มากกว่าคนหน้าตาขี้เหร่ คนหน้าตาดีจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติจากกลุ่มบุคคลที่สามอย่าง “พิเศษ” ในฐานะที่เขาหรือเธอเป็นคนที่ “พิเศษ” นั่นเอง ซึ่งการปฏิบัติที่สุดแสน “พิเศษ” ดังกล่าวก็มักจะเห็นได้จากการรุมแย่งถ่ายรูปของเหล่าตากล้องทั้งหลายที่มุ่ง หวังจะถ่ายคนที่เป็นไอด้อลก่อนเสมอราวกับว่าเพิ่งจะพบเจอคนที่มาแต่งคอส เพลย์เป็นตัวละครตัวนั้นเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่ในบริเวณข้างๆ อาจจะมีคนที่แต่งคอสเพลย์ในตัวละครเดียวกันกับไอด้อลผู้นั้นอยู่ด้วยก็ได้ เพียงแต่ต่างกันตรงที่คนๆนั้นเป็นคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ หรือจะในกรณีของการดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าคนชอบการ์ตูนในเรื่องใดเรื่อง หนึ่งซึ่งมักที่จะพุ่งเป้าโจมตีคนขี้เหร่ที่มาคอสเพลย์ก่อนเสมอว่าเป็นต้น เหตุแห่งความเสื่อมของตัวละครที่เขาเทิดทูนบูชา แต่พวกเขาเหล่านั้นมักจะทำเป็นเมินเฉยหรือกระทั้งชื่นชมกับคนที่มีหน้าตาสวย ที่มาคอสแทน เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้งระหว่าง “คนสวย” และ “คนขี้เหร่” โดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาขี้เหร่ มาอย่างยาวนาน เพราะเมื่อคนขี้เหร่ได้ก้าวเข้ามาสู่สังคมแห่งการคอสเพลย์ที่เขาเชื่อมั่น ว่าเขาจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมที่ดูเหมือนว่าจะเท่าเทียมกันแบบนี้ แต่การณ์กลับเป็นว่าเขาหรือเธอผู้มีหน้าตาขี้เหร่กลับถูกกดให้ต่ำลงผ่านการ กระทำในหลากหลายๆรูปแบบไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสมาชิกในสังคมที่เขา เชื่อมั่นว่าจะมาเป็นมิตรกับเขาได้อย่างสนิทใจ

นอกจากนี้อรรถประโยชน์อันสำคัญที่เหล่านักคอสเพลย์ผู้เป็น “ไอด้อล” ทั้งหลายจะพึ่งได้รับจากการยอมรับของเหล่ามหาชนก็คือ การได้รับการยอมรับว่าเป็นร่างอวตารของตัวละครราวกับว่าเป็นตัวละครตัวนั้น กระโดดออกมาโลกแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงก็มิปาน การยอมรับดังกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ “คนหน้าตาดี” มีพื้นที่ปลอดภัยต่อการถูกครหานินทาจากคนรอบข้างว่า “ดีแต่สวย” อยู่ด้วยเหมือนกัน กล่าวคือในด้านความเป็นจริงแล้ว ข้อเรียกร้องที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เป็นประจำในเรื่องที่มีการเรียกร้อง ให้นักคอสทุกคนที่เข้ามาทำการคอสเพลย์จำเป็นต้อง “รักและชอบ” กระทั้งถึงขั้นต้อง “รู้จริง” ในตัวละครที่ตัวเองแต่ง ก็ดูจะอ่อนพลังลงเป็นอย่างมากในสังคมคอสเพลย์ที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุด ยั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ยากถึงยากมากที่จะมีใครเข้าไปสืบสวนและล่วงรู้ว่านักคอส คนนี้ “ชอบจริง” ในตัวละครที่แต่งหรือไม่ จริงอยู่ที่ในบางกรณีพวก “ดีแต่หน้า” อาจจะเกิดการพลาดพลั้งจนคนรอบข้างสามารถจับผิดได้ว่าจุดประสงค์ของเขาหรือ เธอในการมาคอสเพลย์นั้นตั้งใจมาแค่ “อวดโฉม” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรการตบตาคนจากข้อครหานินทาดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ยาก เกินความสามารถ เพราะด้วยคุณสมบัติความสวยงามของชุดคอสเพลย์ที่แม้ผู้แต่งจะไม่มีฝีมือในการ ตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่เลยก็สามารถที่จะหาคนมาทำแทนได้โดยผ่านวิธีการของการ จ้างทำ หรือท่าท่างในการแสดงออกตอนคอสเพลย์ที่หาท่าทางเด่นๆไว้แสดงเพียงซักสองถึง สามท่าก็สามารถที่จะเอาไว้ใช้หากินไปได้จนจบงานโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูหรือทำ ความรู้จักกับตัวละครที่แต่งอย่างลึกซึ้งเลยก็ถือัเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะก็คงไม่มีตากล้องหรือคนที่มาชื่นชมคนไหนกล้าที่จะเข้าไปสอบสวน “ความชอบ” อันเป็นเรื่องส่วนตัวของนักคอสเหล่านั้นแน่นอน นี่ยังไม่พูดถึงคุณสมบัติในด้านความรู้ของเหล่าตากล้องและเหล่าผู้ที่มาชื่น ชมว่ามีความรู้ในตัวละครที่ตนมาถ่ายหรือมาดูมากน้อยเพียงพอที่จะจับผิดเหล่า นักคอสคนนั้นได้อีกด้วยหรือไม่

ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ล้วนเอื้อให้คนที่หน้าตาดี สามารถแจ้งเกิดในวงการคอสเพลย์ได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะมา คอสเพลย์ด้วยจุดประสงค์อันใดก็ตาม นี่ยังไม่นับรวมถึงการเทิดทูนบูชาจากเหล่าแฟนคลับที่ยกให้นักคอสผู้เป็น “ไอด้อล” คนนี้กลายเป็นดั่งรูปสลักของตัวละครตัวที่เขาหรือเธอกำลังสวมบทบาทอยู่โดย ปราศจากข้อสงสัยว่าจุดประสงค์ที่เขาหรือเธอมาแต่งคอสเพลย์นั้นเริ่มต้นขึ้น มาจากจุดประสงค์ใดกันแน่ เพราะสถานะของตัวนักคอสผู้นี้ในสายตาของเหล่าแฟนคลับได้กลายสภาพไปสู่ “ความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่มิอาจจะให้ใครเข้าไปแตะต้องได้เหมือนๆกันกับสถานะของ “ตัวละครในการ์ตูน” ที่เหล่าแฟนคลับชื่นชอบนั่นเอง

เพราะฉะนั้นการรณรงค์ในเรื่อง “เพราะรักจริงถึงแต่ง(คอสเพลย์)” จึงกลายเป็นเพียงคำวลีสวยหรูที่ไร้ซึ่งอำนาจในการสกัดกั้นบุคคลที่มีจุด ประสงค์ในการเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพียงเพื่อจะทำอะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจาก การแสดงออกถึงความรักที่มีต่อตัวละครที่ตนเลือกมาแต่งคอสเพลย์นั้นจริงๆ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว คำว่า “รักจริง” หรือ “รู้จริง” ที่หลายคนออกมาเรียกร้องนั้น ก็ยังหาจุดลงตัวในด้านความหมายไม่ได้ว่าต้องรักจริงและรู้จริงเท่าไหร่ถึงจะ เพียงพอต่อการมาคอสเพลย์ เพราะคำๆนี้เป็นคำที่หาปริมาตรวัดตายตัวไม่ได้ เพราะคำว่า “รักจริง” หรือ “รู้จริง” ของใครบางคนอาจไม่ได้เท่าหรือสำคัญเหมือนกับของอีกคนหนึ่งก็ได้ อีกทั้งการตีความที่ไม่เหมือนกันดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปในเชิงขาว ล้วนดำล้วนตามแบบฉบับการตีความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดชอบชั่วดีอีก ด้วย เพราะฉะนั้นความหมายว่าด้วยเรื่อง “รักจริง” หรือ “รู้จริง” นั้นจึงเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่ว่าใครก็สามารถตีความเอาตามใจอย่างไรก็ได้ จะเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัดอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็ส่งผลทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครมีอาญาสิทธิ์เพียงพอที่ จะมาตัดสินหรือเอาผิดกับผู้ที่ตีความแตกต่างไปจากตนได้เลย เพราะเรื่องดังกล่าวถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ไปเสียแล้วนั่นเอง

เมื่อปัจจัยต่อการก้าวเข้ามาเป็น “ไอด้อล” ในสังคมคอสเพลย์ถูกเปิดกว้างมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นสำหรับบุคคลผู้มี “หน้าตาดี” ที่ต้องการจะมาแจ้งเกิดตนเองต่อสังคม ฝูงชน