2012/May/10

วันนี้ผมคงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” กับเพื่อนๆและทุกๆคนที่หลงเข้ามาใน Blog บล็อกแห่งนี้ของผม ในวันนี้ Blog ของผมอาจจะดูแปลกตาไปบ้างจากปกติ เพราะในทุกๆทีแล้วทุกท่านที่ผ่านเข้ามาใน Blog ก็จะเห็นเพียงแต่เอนทรี่ที่มีแต่การรีวิวของเล่นต่างๆเท่านั้น จะมีน้อยครั้งมากที่จะเห็นเอนทรี่ชนิดอื่นที่ไม่ใช่การรีวิวของเล่น ซึ่งยิ่งเป็นเอนทรี่ที่มีลักษณะของการเขียนเป็นบทความขนาดยาวแบบนี้แล้ว ยิ่งนับว่าไม่ค่อยจะได้เห็นเลยใน Blog แห่งนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในกาลก่อน Blog ของผมเองก็มีการลงเอนทรี่ที่จำเป็นต้องเขียนเนื้อความยืดๆยาวๆอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นไปในเชิงของการริวเกม อนิเม และการถอดรหัสและแปลเนื้อเรื่องทั้งหมดของเกมเรนไอที่ผมเคยเล่นมาเสียมากกว่า ซึ่งมาจนถึงวันนี้ผมเองก็ยอมรับว่าไม่เคยกลับไปเขียนเอนทรี่ประเภทบทความยาวในทำนองนั้นอีกเลย จนกระทั้งผมได้เห็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในสังคม Cosplay อันกว้างใหญ่บนโลกไซเบอร์อันหนึ่งขึ้นมา..................

 

ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ ประเด็นนี้ครับ
 
 
แปะต่ออีกซักรูป

คุณทราบไหมว่าน้องสาวที่แต่งคอสกลุ่มชินเซ็นคนนี้คือใคร ?

หลายท่านอาจจะร้องอ๋อ หลายท่านอาจจะรู้สึกคุ้นๆ หลายท่านอาจจะพอนึกออกแต่ยังไม่แน่ใจ หรือหลายท่านอาจจะไม่รู้เลยว่าเธอคนนี้คือใคร (วะ)

..................................................................................

.......................................................................

..............................................................

.....................................................

............................................... 

...................................... 

.............................. 

....................... 

.............. 

 

 

 

ผมจะเฉลยให้ดูในภาพนี้แล้วกันว่าเธอคนนี้คือใคร

คราวนี้ถ้าใครอยู่วงการคอสเพลย์และตามผลงานของนักคอสระดับเทพจากทั่วทุกมุมโลกก็จะรู้ทันทีว่าเธอในภาพคนนี้คือหนึ่งในสุดยอดไอด้อล Cosplay ของโลกคนหนึ่งชาวเกาหลีใต้ที่มีนามอันกระฉ่อนโลกไซเบอร์ว่า “ Miyuko

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเธอ ประวัติย่อๆของเธอนั้น เธอมีชื่อจริงว่า Kang Yun Jin (คัง ยุน จิน) เป็นสาวชาวเกาหลีใต้โดยกำเนิด เกิดในวันที่ 16 เมษายน 1992 ( อายุ 20 ปี ) เธอนับได้ว่าเป็นนักคอสเพลย์ที่มีแฟนคลับติดตามผลงานการคอสของเธอทั่วโลก ด้วยหน้าตาอันสวยงามดุจนางฟ้าบวกกับฝีมือการตัดเย็บชุดระดับเทพจึงทำให้เธอสามารถแจ้งเกิดในวงการคอสเพลย์ทั้งในเกาหลีและในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น สถานะในตอนนี้ เธอเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของทีมที่มีชื่อว่า “Spiral Cats Team” อันเป็นทีมคอสเพลย์ที่คับคั่งไปด้วยสมาชิกนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาระดับนางฟ้ามาเดินดินทั้งสิ้น ซึ่งภายในทีมนี้นั้น Miyuko นับได้ว่าเป็น Ace Cosplay ของทีมทีเดียว ซึ่งถ้าให้พูดแบบไม่เกินเลยไปนัก ผมว่าเธอน่าจะเป็นที่นิยมยิ่งกว่า Tomia ดาวเด่นรุ่นใหม่คนดังหรือ Tasha ที่เป็นหัวหน้าของทีมเสียอีก

แล้วมันเกี่ยวกันยังไงกับประเด็นที่ผมต้องแปะภาพ ????

 

ประเด็นมันก็ไม่มีอะไรมากมายนัก เพียงแค่ผมใช้เวลาเล่นเน็ตหาภาพและข้อมูลของนักคอสทีมนี้ไปเรื่อยๆตามเว็บญี่ปุ่นต่างๆ ผมก็พบว่ามีคนมาโพสภาพของคุณ Miyuko ในสมัยก่อน โดยมีการพูดถามว่าทำไมมันดูต่างกับตอนนี้มากมายนัก ความเห็นก็มีหลากหลายตั้งแต่คำอธิบายที่ว่าภาพในตอนนั้นเป็นภาพตอนที่เธอยังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลย เวลานี้เธอก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยแล้ว ซึ่งการที่เธอจะเติบโตและสวยขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไล่เรียงไปจนถึงประเด็นของการทำ “ศัลยกรรม

คำว่า “ศัลยกรรม” อาจจะไม่มีน้ำหนักกระทั้งอาจถูกตีตกไปได้อย่างง่ายดายหากไปใช้กับนักคอสเพลย์ในประเทศอื่น เพียงแต่มันมาติดขัดตรงที่คุณ Miyuko เป็นชาวเกาหลีใต้นั่นเอง

เพราะการทำศัลยกรรมในเกาหลีใต้นั้น เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญเอามากๆ ในสังคมของเขา สาวๆในเกาหลีจำนวนมากล้วนแล้วแต่ผ่านมีดหมอมาแล้วทั้งสิ้น ประเด็นของความสวยสั่งได้นี้ในสายตาของบางคนอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เห็นจะมีอะไร แต่สำหรับบางคนนั้นก็กลับเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ซึ่งอาการของการรับไม่ได้นั้นก็ปรากฏออกมากับในหลากหลายคอมเมนต์ที่มาพูดโอดครวญปนผิดหวังว่าที่คุณ Miyuko นั้นสวยหยาดเยิ้มได้ขนาดนั้นก็เพราะ “มีดหมอจัดมา” ไม่ใช่ “ธรรมชาติจัดสร้าง” จนบางครั้งก็มีอาการฝาดงวงฝาดงาเลยเถิดไปถึงสาวๆคนอื่นในทีม Spiral Cats ที่ก็ถูกมองว่าคงหนีไม่พ้น “สวยมีดหมอ” ด้วยเหมือนกันทั้งทีมแน่

ประเด็นที่ออกจะดราม่าแนวผิดหวังของเหล่าแฟนๆก็มาจบลงตรงที่กระทู้นั้นถูกลบหายไปเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่รุนแรง แต่แม้กระทู้นั้นจะถูกลบหายไปจนไม่สามารถกลับไปดูได้อีก มันกลับได้ทิ้งปมคำถามไว้ในใจผมมากมายเหมือนกัน อาทิเช่น ทำไมถึงต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าความสวยนั้นมาจากการศัลยกรรม?  ศัลยกรรมไม่ดีตรงไหน?  ถ้าศัลยกรรมแล้วมีผลลัพธ์ออกมาสวยแบบนี้ ทำไมไม่พอใจ? นักคอสที่ดีนั้นต้องมีร่างกายที่พ่อแม่ให้มาแต่เพียงอย่างเดียวเท่าหรือ?  แล้วความสวยพิสุทธิ์ที่ไร้ซึ่งข้อโต้แย้งคืออะไร? ซึ่งเมื่อผมลองขมวดประเด็นที่ถูกทิ้งปมไว้มากมายนั้นเข้ามารวมกัน ผมก็สามารถสรุปออกมาเป็นคำถามที่พอจะครอบคลุมประเด็นทั้งหมดที่เกิดขึ้นพอสังเขปได้ว่า

“ ความสวยงามด้านรูปร่างหน้าตานั้นเป็นส่วนสำคัญของการคอสเพลย์หรือไม่? ”
 
 

เพราะฉะนั้นด้วยคำถามดังกล่าวจึงเป็นแรงกระตุ้นให้ผมได้ลองค้นคว้าประเด็นในเรื่อง “ความสวย” และ “ความงาม” จากเอกสารทางวิชาการหลายชิ้นเพียงเพื่อตอบปัญหาที่คาใจนี้ผมอยู่ ซึ่งคำตอบที่ผมได้ทำการศึกษามานั้นก็ได้ปรากฏออกมาเป็นเอนทรี่ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้นั่นเอง

ต่อจากนี้อาจจะเป็นบทความที่มีกลิ่นอายของความเป็นเชิงวิชาการแฝงอยู่ซักเล็กน้อย หากใครสนใจในประเด็นแบบนี้และพอจะทนอ่านอะไรยาวๆได้ก็ดี แต่สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านหรือเบื่อบรรยากาศการกล่าวอ้างแบบวิชาการ จะตัดสินใจไม่อ่านก็ไม่ว่ากันครับผม

 

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

ความสวยและความงาม คืออะไร และเกี่ยวพันยังไงกับการคอสเพลย์ ?

ตามความหมายโดยตรงของคำว่า “สวย” และ “งาม” ที่ปรากฏในพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2542 ให้ความหมายไว้โดยรวมว่าเป็น ลักษณะที่น่าพึงพอใจที่เห็นแล้วชวนให้ชื่นชมยินดี ซึ่งคำว่า “สวย” และ “งาม” นั้นมักนิยมใช้ควบคู่กันเพราะทั้งสองคำมีความหมายหลักที่เหมือนกัน กล่าวคือโดยหน้าที่หลักของคำสองคำนี้มีไว้เพื่ออธิบาย สถานภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ก่อให้ผู้พบเห็นรู้สึกเพลิดเพลินยินดีที่จะได้สัมผัสผ่านโสตประสาททุกส่วน โดยทุกครั้งที่สัมผัส ผู้สัมผัสจะมีความรู้สึกชื่นชมยินดีในความสมบูรณ์แบบของสิ่งๆนั้นไม่ว่าจะสิ่งนั้นจะเป็นไปในระดับรูปธรรมหรือนามธรรม

หากเรายืนตามความหมายดังกล่าวแล้ว ความงามของการคอสเพลย์ย่อมถูกจัดอยู่ในความงามระดับรูปธรรมที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตา ไม่ว่าความสวยงามนั้นจะเป็นไปในเชิงของชุดสวยก็ดี คนคอสสวยก็ดี หรือกริยาของนักคอสคนนั้นมีท่าทางที่สวยงามเป็นไปตามตัวละครต้นแบบก็ดี

เมื่อเราพิจารณาสามบริบทใหญ่อันเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวพันกับการลงมติว่า นักคอสคนใดคอสออกมาสวย นั้น ประเด็นก็มักหนีไม่พ้นสามองค์ประกอบหลัก ซึ่งก็คือเรื่องของชุดเครื่องแต่งกาย ท่าทางในการแสดงออกที่เลียนแบบตัวละครต้นแบบ และหน้าตาที่สะสวยของผู้ที่คอสเพลย์ โดยในสองประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของชุดคอสและท่าทางในการแสดงออกต่อการเลียนแบบนั้น เป็นปริมาตรที่สามารถวัดได้ง่ายจากรายละเอียดของชุดและท่าทางที่คล้ายคลึงกับตัวละครต้นแบบ โดยในเรื่องของชุดคอสนั้น ความสวยงามจะแสดงออกมาในรูปแบบของการเก็บรายละเอียดที่ใกล้เคียงกับชุดต้นฉบับที่สุดอันเป็นเรื่องที่บ่งบอกได้โดยตรงถึงความตั้งใจและฝีมือในการสร้างสรรค์ชุดคอสของเจ้าของ ยิ่งทำได้ใกล้เคียงและเหมือนเท่าไหร่ นั่นยิ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถในตัวของคนผู้นั้นที่มีศักยภาพในการเนรมิตสิ่งที่มีอยู่ใน “จินตนาการ” ให้กลายสภาพออกมาเป็น “ความจริง” ได้ ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของการบรรลุถึง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ว่าด้วยเรื่องของชุดคอสเพลย์นั่นเอง

ในส่วนของการแสดงท่าทางตอนคอสนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากในเรื่องของชุดคอสเท่าไหร่ จะต่างกันก็เพียงแต่ “ท่าทาง” เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านร่างกายของตนซึ่งต่างจากในกรณีของชุดคอสที่แสดงออกผ่านสิ่งของ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ทั้งสององค์ประกอบต่างก็เป็นตัวที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่และความสามารถของนักคอสแต่ละคนว่าจะสามารถบรรลุถึง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนผ่านการลงลึกถึงรายละเอียดในสิ่งที่ตัวเองกำลังสวมบทบาทอยู่ในชั่วขณะนั้นนั่นเอง

มาถึงในจุดนี้ ในสังคมแห่งการคอสเพลย์ย่อมมองว่าองค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ก็ได้เดินทางมาถึงจุดที่ครบองค์บริบูรณ์แล้ว เพราะเพียงแค่องค์ประกอบสองส่วนนี้ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “จิตวิญญาณแห่งการคอสเพลย์” ว่ามีอยู่เท่าใดในตัวนักคอสผ่านผลงานในการคอสของแต่ละคน

คำถามคือองค์ประกอบเพียงแค่ 2 องค์ประกอบนี้มันเพียงพอที่จะเป็นนักคอสที่บรรลุถึง “ความสวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์ที่สุดได้จริงๆน่ะเหรอ ?

คำตอบในประเด็นดังกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยังถกเถียงอยู่ในวงการคอสเพลย์อยู่เสมออย่างหาจุดลงตัวไม่ได้ บางกระแสมองว่าองค์ประกอบเพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่อีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่ายังไม่พอ สิ่งที่จะเป็น Something else ต่อการสร้างความสมบูรณ์แบบในด้าน “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์จริงๆย่อมต้องขึ้นอยู่กับเรื่อง “หน้าตา” ของผู้ที่คอสด้วย

เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องหน้าตาของผู้คอสจึงไม่สามารถที่จะถูกตัดออกไปจากสารบบขององค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้ แม้ว่าจะมีฝ่ายที่ต้องการตัดคุณสมบัตินี้ออกจากสารบบนี้มากเท่าใดก็ตาม ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ทำไมคุณสมบัติ “หน้าตา” จึงเป็นสิ่งที่บางคนต้องการมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญกับมันทั้งๆที่ “หน้าตา” ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติโดยตรงของบุคคลที่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการคอสเพลย์ได้อย่างที่ไม่เดือดร้อนใคร

ในประเด็นข้างต้นนี้ เสียงแย้งของผู้ที่มองว่า “หน้าตา” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการคอสได้โจมตีกลุ่มผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “หน้าตา” ว่ามีแต่สังคมปากว่าตาขยิบเท่านั้นที่จะลดทอนความสำคัญของ “หน้าตา” ลง เพราะความสวยงามที่เกิดขึ้นจากหน้าตาล้วนแล้วแต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ทุกองศาอณูทั้งสิ้น เพราะคงจะหาได้ยากที่จะมีใครออกมาปฏิเสธว่ากิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้ร่างกายในการแสดงออกนั้น เรื่อง “หน้าตา” นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ต่อการสร้างความน่ามองและไม่น่ามองให้เกิดขึ้นกับผู้พบเห็น ซึ่งความน่ามองจะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจาก “ความสวยงาม” ตามนิยามข้างต้นที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว

ซึ่งคุณสมบัติในเรื่อง “หน้าตา” หากมองโดยผิวเผินอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ต่างไปจากคุณสมบัติในการทำชุดคอสหรือการแสดงท่าทางเลียนแบบตัวละครที่แต่ละคนอาจจะมีความสามารถในด้านนี้ไม่เท่ากันในการคอสเพลย์ก็จริงแต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติของการเย็บชุดและการแสดงออกท่าทางในการคอสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ จะมีก็แต่เพียงเรื่อง “หน้าตา” เท่านั้นที่ไม่อาจจะหาเพิ่มได้ ใครมีเท่าใดก็เท่านั้น ซึ่งในจุดนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สร้างความ “ไม่เท่าเทียม” ให้เกิดขึ้นกับการคอสเพลย์เป็นอย่างมาก เพราะในสังคมของการคอสที่ทุกคนเข้าใจนั้นมันเป็นสภาพของสังคมที่ใครๆก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่ “เท่าเทียม”  ด้วยกันทุกคน คุณสมบัติที่ส่อออกมาถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันย่อมต้องถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นในการสร้างความ “สวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์

 

“หน้าตา” คุณสมบัติแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” ในวงการคอสเพลย์

ในสภาพที่ทุกมิติของสังคมถูกครอบคลุมไปด้วย “ความเท่าเทียมกัน” ตามแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เน้นหนักถึงหลักการของความเท่าเทียมกันในตัวปัจเจกชน ก็ไม่แปลกอะไรที่สังคมคอสเพลย์ก็ย่อมต้องถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันนี้ไปด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วหลักการของความ “เท่าเทียม” ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆในสังคมคอสเพลย์ เพราะไม่ว่าใครก็สามารถที่จะเข้ามาทำการ “คอสเพลย์” ได้หากคนผู้นั้นมีปัจจัยในด้านต่างๆพร้อมมูล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของฐานะทางการเงิน การมีเวลาว่างที่เพียงพอตลอดไปจนถึงความสามารถพิเศษส่วนตัว เป็นต้น แต่ปัญหากลับไปเกิดขึ้นในจุดที่ว่าความ “เท่าเทียม” ได้นำพาให้ทุกๆคนเข้าไปสู่ถนนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” กันขึ้นมา

จริงอยู่ที่คนทุกคนก็รู้ว่าความ “ไม่เท่าเทียม” กันนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและมีอยู่มานานแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนนั้นไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ( Nobody Perfect) ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีบางอย่างมากในขณะที่บางคนมีบางน้อย บางคนทำบางอย่างได้ดีเลิศแต่ในขณะที่บางคนทำบางอย่างได้ย่ำแย่เหลือประมาณ เป็นต้น แต่กระนั้นก็ดีโดยพื้นฐานของสังคมที่ยอมรับหลักการของความ “เท่าเทียม” กันเป็นสรณะนั้น ความ “ไม่เท่าเทียม” จึงจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความ “เท่าเทียม” กันขึ้นมา โดยวิธีการที่ใช้แปรเปลี่ยนก็คือ การทำให้ความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ เพราะเมื่อความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่บุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ นั่นหมายถึงว่าบุคคลแต่ละคนล้วนมีความ “เท่าเทียม” กันที่จะหวังได้ว่าตนเองจะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของคนอื่นอีกต่อไปหากสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆภายในตนเองได้ แม้ว่าทุนรอนทางชีวิตของแต่ละคนที่เริ่มต้นมาจะมีไม่เท่ากันก็จริง แต่หากทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า “พลังใจ” ที่แรงกล้าแล้ว ก็ยังพอที่จะมีโอกาสที่จะแก้ไขความ “ไม่เท่าเทียม” กันดังกล่าวและผลักตนเองขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งสภาวะแบบนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากความ “เท่าเทียม” ที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนสามารถแก้ไขจุดด่างพร้อยในชีวิตของตนเองได้ ส่วนใครจะแก้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

“ความสามารถ” จึงกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนยอมรับให้อยู่ในขอบเขตของสังคมที่มีแต่ความ “เท่าเท่าเทียม” ได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ “หน้าตา” กลับกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนไม่ยอมรับให้เข้ามาอยู่ในปริมณฑลของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ “เท่าเทียม” เพราะเรื่อง “หน้าตา” นับเป็นจุดด่างพร้อยทางชีวิตที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้เหมือนกับในประเด็นของเรื่อง “ความสามารถ” เพราะในวีถีแห่งการคอสเพลย์นั้น เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจรัก” ซึ่งคำว่า “ใจรัก” ตัวที่ว่านี้จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบ่อเกิดของ “ความสามารถ” อย่างหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวผลักดันสำคัญที่ทำให้การคอสเพลย์เป็นอะไรก็ตามที่เราอยากจะแต่งนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นไปในเรื่องของแรงฮึดต่อการเย็บชุดให้เสร็จก็ดี แรงฮึดต่อการเก็บหอมรอมริบเพื่อให้ได้เงินไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่อการคอสก็ดี แรงฮึดต่อการอดทนดูท่าทางของตัวละครที่จะแต่งซ้ำๆกันหลายรอบเพื่อฝึกท่าทางเพียงไม่กี่ท่าก็ดี ซึ่งทุกอย่างที่ยกตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความสามารถ” เฉพาะตนที่ทุกคนสามารถมีได้อย่างเท่าเทียมกันต่อการแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองรัก

แต่ถึงกระนั้น “ก