2012/May/10

วันนี้ผมคงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” กับเพื่อนๆและทุกๆคนที่หลงเข้ามาใน Blog บล็อกแห่งนี้ของผม ในวันนี้ Blog ของผมอาจจะดูแปลกตาไปบ้างจากปกติ เพราะในทุกๆทีแล้วทุกท่านที่ผ่านเข้ามาใน Blog ก็จะเห็นเพียงแต่เอนทรี่ที่มีแต่การรีวิวของเล่นต่างๆเท่านั้น จะมีน้อยครั้งมากที่จะเห็นเอนทรี่ชนิดอื่นที่ไม่ใช่การรีวิวของเล่น ซึ่งยิ่งเป็นเอนทรี่ที่มีลักษณะของการเขียนเป็นบทความขนาดยาวแบบนี้แล้ว ยิ่งนับว่าไม่ค่อยจะได้เห็นเลยใน Blog แห่งนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในกาลก่อน Blog ของผมเองก็มีการลงเอนทรี่ที่จำเป็นต้องเขียนเนื้อความยืดๆยาวๆอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นไปในเชิงของการริวเกม อนิเม และการถอดรหัสและแปลเนื้อเรื่องทั้งหมดของเกมเรนไอที่ผมเคยเล่นมาเสียมากกว่า ซึ่งมาจนถึงวันนี้ผมเองก็ยอมรับว่าไม่เคยกลับไปเขียนเอนทรี่ประเภทบทความยาวในทำนองนั้นอีกเลย จนกระทั้งผมได้เห็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในสังคม Cosplay อันกว้างใหญ่บนโลกไซเบอร์อันหนึ่งขึ้นมา..................

 

ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ ประเด็นนี้ครับ
 
 
แปะต่ออีกซักรูป

คุณทราบไหมว่าน้องสาวที่แต่งคอสกลุ่มชินเซ็นคนนี้คือใคร ?

หลายท่านอาจจะร้องอ๋อ หลายท่านอาจจะรู้สึกคุ้นๆ หลายท่านอาจจะพอนึกออกแต่ยังไม่แน่ใจ หรือหลายท่านอาจจะไม่รู้เลยว่าเธอคนนี้คือใคร (วะ)

..................................................................................

.......................................................................

..............................................................

.....................................................

............................................... 

...................................... 

.............................. 

....................... 

.............. 

 

 

 

ผมจะเฉลยให้ดูในภาพนี้แล้วกันว่าเธอคนนี้คือใคร

คราวนี้ถ้าใครอยู่วงการคอสเพลย์และตามผลงานของนักคอสระดับเทพจากทั่วทุกมุมโลกก็จะรู้ทันทีว่าเธอในภาพคนนี้คือหนึ่งในสุดยอดไอด้อล Cosplay ของโลกคนหนึ่งชาวเกาหลีใต้ที่มีนามอันกระฉ่อนโลกไซเบอร์ว่า “ Miyuko

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเธอ ประวัติย่อๆของเธอนั้น เธอมีชื่อจริงว่า Kang Yun Jin (คัง ยุน จิน) เป็นสาวชาวเกาหลีใต้โดยกำเนิด เกิดในวันที่ 16 เมษายน 1992 ( อายุ 20 ปี ) เธอนับได้ว่าเป็นนักคอสเพลย์ที่มีแฟนคลับติดตามผลงานการคอสของเธอทั่วโลก ด้วยหน้าตาอันสวยงามดุจนางฟ้าบวกกับฝีมือการตัดเย็บชุดระดับเทพจึงทำให้เธอสามารถแจ้งเกิดในวงการคอสเพลย์ทั้งในเกาหลีและในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น สถานะในตอนนี้ เธอเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของทีมที่มีชื่อว่า “Spiral Cats Team” อันเป็นทีมคอสเพลย์ที่คับคั่งไปด้วยสมาชิกนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาระดับนางฟ้ามาเดินดินทั้งสิ้น ซึ่งภายในทีมนี้นั้น Miyuko นับได้ว่าเป็น Ace Cosplay ของทีมทีเดียว ซึ่งถ้าให้พูดแบบไม่เกินเลยไปนัก ผมว่าเธอน่าจะเป็นที่นิยมยิ่งกว่า Tomia ดาวเด่นรุ่นใหม่คนดังหรือ Tasha ที่เป็นหัวหน้าของทีมเสียอีก

แล้วมันเกี่ยวกันยังไงกับประเด็นที่ผมต้องแปะภาพ ????

 

ประเด็นมันก็ไม่มีอะไรมากมายนัก เพียงแค่ผมใช้เวลาเล่นเน็ตหาภาพและข้อมูลของนักคอสทีมนี้ไปเรื่อยๆตามเว็บญี่ปุ่นต่างๆ ผมก็พบว่ามีคนมาโพสภาพของคุณ Miyuko ในสมัยก่อน โดยมีการพูดถามว่าทำไมมันดูต่างกับตอนนี้มากมายนัก ความเห็นก็มีหลากหลายตั้งแต่คำอธิบายที่ว่าภาพในตอนนั้นเป็นภาพตอนที่เธอยังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลย เวลานี้เธอก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยแล้ว ซึ่งการที่เธอจะเติบโตและสวยขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไล่เรียงไปจนถึงประเด็นของการทำ “ศัลยกรรม

คำว่า “ศัลยกรรม” อาจจะไม่มีน้ำหนักกระทั้งอาจถูกตีตกไปได้อย่างง่ายดายหากไปใช้กับนักคอสเพลย์ในประเทศอื่น เพียงแต่มันมาติดขัดตรงที่คุณ Miyuko เป็นชาวเกาหลีใต้นั่นเอง

เพราะการทำศัลยกรรมในเกาหลีใต้นั้น เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญเอามากๆ ในสังคมของเขา สาวๆในเกาหลีจำนวนมากล้วนแล้วแต่ผ่านมีดหมอมาแล้วทั้งสิ้น ประเด็นของความสวยสั่งได้นี้ในสายตาของบางคนอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เห็นจะมีอะไร แต่สำหรับบางคนนั้นก็กลับเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ซึ่งอาการของการรับไม่ได้นั้นก็ปรากฏออกมากับในหลากหลายคอมเมนต์ที่มาพูดโอดครวญปนผิดหวังว่าที่คุณ Miyuko นั้นสวยหยาดเยิ้มได้ขนาดนั้นก็เพราะ “มีดหมอจัดมา” ไม่ใช่ “ธรรมชาติจัดสร้าง” จนบางครั้งก็มีอาการฝาดงวงฝาดงาเลยเถิดไปถึงสาวๆคนอื่นในทีม Spiral Cats ที่ก็ถูกมองว่าคงหนีไม่พ้น “สวยมีดหมอ” ด้วยเหมือนกันทั้งทีมแน่

ประเด็นที่ออกจะดราม่าแนวผิดหวังของเหล่าแฟนๆก็มาจบลงตรงที่กระทู้นั้นถูกลบหายไปเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่รุนแรง แต่แม้กระทู้นั้นจะถูกลบหายไปจนไม่สามารถกลับไปดูได้อีก มันกลับได้ทิ้งปมคำถามไว้ในใจผมมากมายเหมือนกัน อาทิเช่น ทำไมถึงต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าความสวยนั้นมาจากการศัลยกรรม?  ศัลยกรรมไม่ดีตรงไหน?  ถ้าศัลยกรรมแล้วมีผลลัพธ์ออกมาสวยแบบนี้ ทำไมไม่พอใจ? นักคอสที่ดีนั้นต้องมีร่างกายที่พ่อแม่ให้มาแต่เพียงอย่างเดียวเท่าหรือ?  แล้วความสวยพิสุทธิ์ที่ไร้ซึ่งข้อโต้แย้งคืออะไร? ซึ่งเมื่อผมลองขมวดประเด็นที่ถูกทิ้งปมไว้มากมายนั้นเข้ามารวมกัน ผมก็สามารถสรุปออกมาเป็นคำถามที่พอจะครอบคลุมประเด็นทั้งหมดที่เกิดขึ้นพอสังเขปได้ว่า

“ ความสวยงามด้านรูปร่างหน้าตานั้นเป็นส่วนสำคัญของการคอสเพลย์หรือไม่? ”
 
 

เพราะฉะนั้นด้วยคำถามดังกล่าวจึงเป็นแรงกระตุ้นให้ผมได้ลองค้นคว้าประเด็นในเรื่อง “ความสวย” และ “ความงาม” จากเอกสารทางวิชาการหลายชิ้นเพียงเพื่อตอบปัญหาที่คาใจนี้ผมอยู่ ซึ่งคำตอบที่ผมได้ทำการศึกษามานั้นก็ได้ปรากฏออกมาเป็นเอนทรี่ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้นั่นเอง

ต่อจากนี้อาจจะเป็นบทความที่มีกลิ่นอายของความเป็นเชิงวิชาการแฝงอยู่ซักเล็กน้อย หากใครสนใจในประเด็นแบบนี้และพอจะทนอ่านอะไรยาวๆได้ก็ดี แต่สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านหรือเบื่อบรรยากาศการกล่าวอ้างแบบวิชาการ จะตัดสินใจไม่อ่านก็ไม่ว่ากันครับผม

 

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

ความสวยและความงาม คืออะไร และเกี่ยวพันยังไงกับการคอสเพลย์ ?

ตามความหมายโดยตรงของคำว่า “สวย” และ “งาม” ที่ปรากฏในพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2542 ให้ความหมายไว้โดยรวมว่าเป็น ลักษณะที่น่าพึงพอใจที่เห็นแล้วชวนให้ชื่นชมยินดี ซึ่งคำว่า “สวย” และ “งาม” นั้นมักนิยมใช้ควบคู่กันเพราะทั้งสองคำมีความหมายหลักที่เหมือนกัน กล่าวคือโดยหน้าที่หลักของคำสองคำนี้มีไว้เพื่ออธิบาย สถานภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ก่อให้ผู้พบเห็นรู้สึกเพลิดเพลินยินดีที่จะได้สัมผัสผ่านโสตประสาททุกส่วน โดยทุกครั้งที่สัมผัส ผู้สัมผัสจะมีความรู้สึกชื่นชมยินดีในความสมบูรณ์แบบของสิ่งๆนั้นไม่ว่าจะสิ่งนั้นจะเป็นไปในระดับรูปธรรมหรือนามธรรม

หากเรายืนตามความหมายดังกล่าวแล้ว ความงามของการคอสเพลย์ย่อมถูกจัดอยู่ในความงามระดับรูปธรรมที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตา ไม่ว่าความสวยงามนั้นจะเป็นไปในเชิงของชุดสวยก็ดี คนคอสสวยก็ดี หรือกริยาของนักคอสคนนั้นมีท่าทางที่สวยงามเป็นไปตามตัวละครต้นแบบก็ดี

เมื่อเราพิจารณาสามบริบทใหญ่อันเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวพันกับการลงมติว่า นักคอสคนใดคอสออกมาสวย นั้น ประเด็นก็มักหนีไม่พ้นสามองค์ประกอบหลัก ซึ่งก็คือเรื่องของชุดเครื่องแต่งกาย ท่าทางในการแสดงออกที่เลียนแบบตัวละครต้นแบบ และหน้าตาที่สะสวยของผู้ที่คอสเพลย์ โดยในสองประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของชุดคอสและท่าทางในการแสดงออกต่อการเลียนแบบนั้น เป็นปริมาตรที่สามารถวัดได้ง่ายจากรายละเอียดของชุดและท่าทางที่คล้ายคลึงกับตัวละครต้นแบบ โดยในเรื่องของชุดคอสนั้น ความสวยงามจะแสดงออกมาในรูปแบบของการเก็บรายละเอียดที่ใกล้เคียงกับชุดต้นฉบับที่สุดอันเป็นเรื่องที่บ่งบอกได้โดยตรงถึงความตั้งใจและฝีมือในการสร้างสรรค์ชุดคอสของเจ้าของ ยิ่งทำได้ใกล้เคียงและเหมือนเท่าไหร่ นั่นยิ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถในตัวของคนผู้นั้นที่มีศักยภาพในการเนรมิตสิ่งที่มีอยู่ใน “จินตนาการ” ให้กลายสภาพออกมาเป็น “ความจริง” ได้ ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของการบรรลุถึง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ว่าด้วยเรื่องของชุดคอสเพลย์นั่นเอง

ในส่วนของการแสดงท่าทางตอนคอสนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากในเรื่องของชุดคอสเท่าไหร่ จะต่างกันก็เพียงแต่ “ท่าทาง” เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านร่างกายของตนซึ่งต่างจากในกรณีของชุดคอสที่แสดงออกผ่านสิ่งของ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ทั้งสององค์ประกอบต่างก็เป็นตัวที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่และความสามารถของนักคอสแต่ละคนว่าจะสามารถบรรลุถึง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนผ่านการลงลึกถึงรายละเอียดในสิ่งที่ตัวเองกำลังสวมบทบาทอยู่ในชั่วขณะนั้นนั่นเอง

มาถึงในจุดนี้ ในสังคมแห่งการคอสเพลย์ย่อมมองว่าองค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ก็ได้เดินทางมาถึงจุดที่ครบองค์บริบูรณ์แล้ว เพราะเพียงแค่องค์ประกอบสองส่วนนี้ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “จิตวิญญาณแห่งการคอสเพลย์” ว่ามีอยู่เท่าใดในตัวนักคอสผ่านผลงานในการคอสของแต่ละคน

คำถามคือองค์ประกอบเพียงแค่ 2 องค์ประกอบนี้มันเพียงพอที่จะเป็นนักคอสที่บรรลุถึง “ความสวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์ที่สุดได้จริงๆน่ะเหรอ ?

คำตอบในประเด็นดังกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยังถกเถียงอยู่ในวงการคอสเพลย์อยู่เสมออย่างหาจุดลงตัวไม่ได้ บางกระแสมองว่าองค์ประกอบเพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่อีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่ายังไม่พอ สิ่งที่จะเป็น Something else ต่อการสร้างความสมบูรณ์แบบในด้าน “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์จริงๆย่อมต้องขึ้นอยู่กับเรื่อง “หน้าตา” ของผู้ที่คอสด้วย

เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องหน้าตาของผู้คอสจึงไม่สามารถที่จะถูกตัดออกไปจากสารบบขององค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้ แม้ว่าจะมีฝ่ายที่ต้องการตัดคุณสมบัตินี้ออกจากสารบบนี้มากเท่าใดก็ตาม ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ทำไมคุณสมบัติ “หน้าตา” จึงเป็นสิ่งที่บางคนต้องการมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญกับมันทั้งๆที่ “หน้าตา” ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติโดยตรงของบุคคลที่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการคอสเพลย์ได้อย่างที่ไม่เดือดร้อนใคร

ในประเด็นข้างต้นนี้ เสียงแย้งของผู้ที่มองว่า “หน้าตา” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการคอสได้โจมตีกลุ่มผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “หน้าตา” ว่ามีแต่สังคมปากว่าตาขยิบเท่านั้นที่จะลดทอนความสำคัญของ “หน้าตา” ลง เพราะความสวยงามที่เกิดขึ้นจากหน้าตาล้วนแล้วแต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ทุกองศาอณูทั้งสิ้น เพราะคงจะหาได้ยากที่จะมีใครออกมาปฏิเสธว่ากิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้ร่างกายในการแสดงออกนั้น เรื่อง “หน้าตา” นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ต่อการสร้างความน่ามองและไม่น่ามองให้เกิดขึ้นกับผู้พบเห็น ซึ่งความน่ามองจะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจาก “ความสวยงาม” ตามนิยามข้างต้นที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว

ซึ่งคุณสมบัติในเรื่อง “หน้าตา” หากมองโดยผิวเผินอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ต่างไปจากคุณสมบัติในการทำชุดคอสหรือการแสดงท่าทางเลียนแบบตัวละครที่แต่ละคนอาจจะมีความสามารถในด้านนี้ไม่เท่ากันในการคอสเพลย์ก็จริงแต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติของการเย็บชุดและการแสดงออกท่าทางในการคอสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ จะมีก็แต่เพียงเรื่อง “หน้าตา” เท่านั้นที่ไม่อาจจะหาเพิ่มได้ ใครมีเท่าใดก็เท่านั้น ซึ่งในจุดนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สร้างความ “ไม่เท่าเทียม” ให้เกิดขึ้นกับการคอสเพลย์เป็นอย่างมาก เพราะในสังคมของการคอสที่ทุกคนเข้าใจนั้นมันเป็นสภาพของสังคมที่ใครๆก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่ “เท่าเทียม”  ด้วยกันทุกคน คุณสมบัติที่ส่อออกมาถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันย่อมต้องถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นในการสร้างความ “สวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์

 

“หน้าตา” คุณสมบัติแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” ในวงการคอสเพลย์

ในสภาพที่ทุกมิติของสังคมถูกครอบคลุมไปด้วย “ความเท่าเทียมกัน” ตามแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เน้นหนักถึงหลักการของความเท่าเทียมกันในตัวปัจเจกชน ก็ไม่แปลกอะไรที่สังคมคอสเพลย์ก็ย่อมต้องถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันนี้ไปด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วหลักการของความ “เท่าเทียม” ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆในสังคมคอสเพลย์ เพราะไม่ว่าใครก็สามารถที่จะเข้ามาทำการ “คอสเพลย์” ได้หากคนผู้นั้นมีปัจจัยในด้านต่างๆพร้อมมูล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของฐานะทางการเงิน การมีเวลาว่างที่เพียงพอตลอดไปจนถึงความสามารถพิเศษส่วนตัว เป็นต้น แต่ปัญหากลับไปเกิดขึ้นในจุดที่ว่าความ “เท่าเทียม” ได้นำพาให้ทุกๆคนเข้าไปสู่ถนนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” กันขึ้นมา

จริงอยู่ที่คนทุกคนก็รู้ว่าความ “ไม่เท่าเทียม” กันนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและมีอยู่มานานแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนนั้นไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ( Nobody Perfect) ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีบางอย่างมากในขณะที่บางคนมีบางน้อย บางคนทำบางอย่างได้ดีเลิศแต่ในขณะที่บางคนทำบางอย่างได้ย่ำแย่เหลือประมาณ เป็นต้น แต่กระนั้นก็ดีโดยพื้นฐานของสังคมที่ยอมรับหลักการของความ “เท่าเทียม” กันเป็นสรณะนั้น ความ “ไม่เท่าเทียม” จึงจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความ “เท่าเทียม” กันขึ้นมา โดยวิธีการที่ใช้แปรเปลี่ยนก็คือ การทำให้ความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ เพราะเมื่อความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่บุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ นั่นหมายถึงว่าบุคคลแต่ละคนล้วนมีความ “เท่าเทียม” กันที่จะหวังได้ว่าตนเองจะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของคนอื่นอีกต่อไปหากสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆภายในตนเองได้ แม้ว่าทุนรอนทางชีวิตของแต่ละคนที่เริ่มต้นมาจะมีไม่เท่ากันก็จริง แต่หากทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า “พลังใจ” ที่แรงกล้าแล้ว ก็ยังพอที่จะมีโอกาสที่จะแก้ไขความ “ไม่เท่าเทียม” กันดังกล่าวและผลักตนเองขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งสภาวะแบบนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากความ “เท่าเทียม” ที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนสามารถแก้ไขจุดด่างพร้อยในชีวิตของตนเองได้ ส่วนใครจะแก้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

“ความสามารถ” จึงกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนยอมรับให้อยู่ในขอบเขตของสังคมที่มีแต่ความ “เท่าเท่าเทียม” ได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ “หน้าตา” กลับกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนไม่ยอมรับให้เข้ามาอยู่ในปริมณฑลของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ “เท่าเทียม” เพราะเรื่อง “หน้าตา” นับเป็นจุดด่างพร้อยทางชีวิตที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้เหมือนกับในประเด็นของเรื่อง “ความสามารถ” เพราะในวีถีแห่งการคอสเพลย์นั้น เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจรัก” ซึ่งคำว่า “ใจรัก” ตัวที่ว่านี้จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบ่อเกิดของ “ความสามารถ” อย่างหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวผลักดันสำคัญที่ทำให้การคอสเพลย์เป็นอะไรก็ตามที่เราอยากจะแต่งนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นไปในเรื่องของแรงฮึดต่อการเย็บชุดให้เสร็จก็ดี แรงฮึดต่อการเก็บหอมรอมริบเพื่อให้ได้เงินไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่อการคอสก็ดี แรงฮึดต่อการอดทนดูท่าทางของตัวละครที่จะแต่งซ้ำๆกันหลายรอบเพื่อฝึกท่าทางเพียงไม่กี่ท่าก็ดี ซึ่งทุกอย่างที่ยกตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความสามารถ” เฉพาะตนที่ทุกคนสามารถมีได้อย่างเท่าเทียมกันต่อการแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองรัก

แต่ถึงกระนั้น “การคอสเพลย์ได้หรือการได้คอสเพลย์” ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับ “การคอสเพลย์ได้สวยงาม”

เพราะ “การคอสเพลย์ได้” ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหากทุกคนมีใจและความสามารถถึง “แต่การคอสเพลย์ได้สวยงาม” กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องของความสวยงามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว คุณสมบัติของ “หน้าตา” ย่อมต้องถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากยิ่งหากจะมีใครซักคนที่หวังจะแต่งคอสเพลย์โดยสนแค่การ “ได้คอส” แต่เพียงอย่างเดียว เพราะความต้องการที่ไม่เคย “พอเพียง” ของมนุษย์ย่อมผลักดันให้เมื่อ “ได้คอส” แล้วก็จำเป็นที่จะต้อง “คอสได้สวย” ด้วย

จริงอยู่การคอสเพลย์ให้สวยงามไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่อง “หน้าตา” แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีแต่เรื่อง “หน้าตา” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นปัจจัยสุดวิสัยอันอยู่นอกเหนือการกำหนดของผู้แต่งคอสเพลย์ ทุนรอนทางหน้าตาได้เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้การคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาสวย หน้าตาหล่อมีความได้เปรียบเป็นอย่างยิ่งต่อการ “คอสได้สวยงาม” มากกว่าคนที่หน้าตาขี้เหร่ ซึ่งจะว่าไปนี่ก็คือสภาวะแห่งการ “ไม่เท่าเทียม” ที่ตั้งประชันหน้านักคอสทุกๆคนอยู่ และความ “ไม่เท่าเทียม” ดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถเปลี่ยนให้กลายมาเป็นความ “เท่าเทียม” กันในแบบของ “ความสามารถ” ส่วนตัวได้เลย

ณ ช่วงเวลานี้ “หน้าตา” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์และท่าทีการปฏิบัติต่อนักคอสเพลย์จากผู้คนรอบข้างที่ “ไม่เท่าเทียม” กันแล้ว

 

“หน้าตา” ในฐานะของตัวแปรสำคัญที่ไว้ใช้จัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์

 ในวงการของการคอสเพลย์นั้นก็คงไม่แตกต่างไปจากวงการอื่นๆที่ย่อมต้องมีการจัดลำดับชั้นของคนในวงการว่าอยู่ในระดับไหน ซึ่งโดยปกติแล้วเกณฑ์ในการจัดลำดับชั้นที่ทุกๆวงการยอมรับให้มารับรองสถานะอัน “ไม่เท่าเทียม” กันในสมาชิกของวงการนั้น ก็ไม่พ้นในเรื่องของ “ความสามารถ” หรือ “คุณสมบัติ” อันเป็นจุดสำคัญของวงการนั้นๆ เช่นในวงการฟุตบอลที่ถือเอาลีลาและความสามารถในการทำประตูเป็นเกณฑ์สำคัญ หรือจะในวงการการทำอาหารที่รสชาติอาหารที่คุณทำมาจะต้องมีรสชาติอร่อยจนผู้ทานต้องอ้าปากค้าง เป็นต้น ซึ่งผู้ที่จะตัดสินว่าคุณมี “ความสามารถ” หรือ “คุณสมบัติ” อันโดดเด่นที่ว่านี้หรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องมี “ผู้อื่น” เข้ามาตัดสินให้คุณ เพื่อป้องกันอคติที่จะเกิดขึ้นในการตัดสินว่าผลการประเมินตัวคุณนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากตัวเอง โดยตัวเอง และเพื่อตัวเอง

เมื่อมี “ผู้อื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง “ความสามารถ” ของคุณจะถูกตัดสินว่ามีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์อันแสนหลากหลายของ “ผู้อื่น” ที่เข้ามาตัดสิน ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์ที่รัก เกลียดหรือกระทั้งเฉยๆที่ “ผู้อื่น” มีต่อตัวคุณก็ตามที ซึ่งการที่คุณกระโดดลงมาสู่พื้นที่สาธารณะอันเรียกว่า “วงการ” นั้น การถือวิสาสะในการเข้ามาตัดสินตัวคุณของ “ผู้อื่น” ย่อมเป็นสิ่งที่คุณมิอาจหลีกเลี่ยงไปได้เลย ลำดับชั้นของนักคอสเพลย์จึงไม่ใช่สิ่งที่เริ่มต้นโดยตัวคุณเองเป็นคนจัดวาง แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นจัดวางให้คุณต่างหาก

กลับไปที่องค์ประกอบของการคอสเพลย์ เมื่อทุกคนได้เข้ามาอยู่ในสถานะของ “นักคอส” แล้ว นั่นย่อมต้องหมายความว่าคุณเองก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐานของการคอสเพลย์ติดตัวมาอยู่แน่นอน อาทิเช่น คุณมีชุดคอสเพลย์ใส่ มีท่าทางประจำของตัวละครที่คุณแต่งมา Action ประกอบในการคอสเพลย์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่วัดได้ว่าคุณมี “ความสามารถ” อยู่ในระดับไหนเพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราสามารถเอาไปวัดและเปรียบเทียบกับตัวละครต้นแบบได้ไม่ยาก จะสอบตกหรือสอบผ่านก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำได้เหมือนต้นฉบับหรือไม่

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าคุณจะพยายามเลียนแบบอย่างไร คุณก็ไม่มีวันที่จะกลายเป็นตัวละครตัวนั้นไปได้

ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาถกเถียงอะไรมากมายนักกับประเด็นนี้ เพราะคอสเพลย์โดยเนื้อแท้ของมันแล้วก็คือ “การเลียนแบบ” ไม่ใช่การ “แปรสภาพ” ไปสู่สิ่งๆนั้นอย่างสมบูรณ์ หากแต่ว่าการ “เลียนแบบ” โดยเป้าหมายที่สุดในตัวมันเองนั้นก็คือการทำให้ “เหมือนต้นแบบ” ที่สุดเท่านั้น

ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าตัวละครที่เราเลือกมาแต่งนั้น เป็นคนที่มีหน้าตาสะสวย น่ารัก ทรวดทรงเอวองค์งดงามล่ะ เราจะทำอย่างไร ?

เพียงเค่ปัญหานี้หล่นตุบลงมา นั่นหมายความว่าความ “ไม่เท่าเทียม” กันในการคอสเพลย์จะบังเกิดขึ้นทันที เพราะคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีจะมีสิทธิ์ที่จะบรรลุถึงความเป็นตัวละครตัวนั้นได้มากกว่าใครๆโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเกินไปกว่าที่เป็นอยู่เดิม คนที่หน้าตาขี้เหร่ อ้วน เตี้ย ดำ สิว เหยิน จะถูกทำให้กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะบรรลุถึงความใกล้เคียงต่อการเป็นตัวละครในแบบนี้ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามทำท่าเลียนแบบให้เหมือนมากเท่าใด ไม่ว่าจะพยายามตัดชุดมาให้ใกล้เคียงแค่ไหน สุดท้ายแล้วปลายทางก็ต้องพบเจอกับคุณสมบัติของเรื่อง “หน้าตา” อยู่ดี

จริงอยู่ที่ภายในตัวของคนคอสเพลย์นั้น อาจจะไม่มีคุณสมบัติของการคอสเพลย์อาศัยอยู่ครบถ้วน คนหน้าตาขี้เหร่อาจจะมีความสามารถในการตัดชุดระดับเทพ ในขณะที่คนหน้าตาสวยอาจจะมีความสามารถในการตัดชุดที่ห่วย เป็นต้น ซึ่งการไม่มีความสมบูรณ์ในรูปแบบเช่นนี้ อาจจะทำให้นักคอสขี้เหร่สามารถตีตื้นหรือกระทั้งทำให้ตนมีภาษีเหนือกว่านักคอสที่หน้าตาสะสวยได้ หากนักคอสที่หน้าตาสะสวยผู้นั้นมีคุณสมบัติแค่ความเป็นคนที่ “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียว

แต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติในเรื่องการตัดชุดหรือการแสดงท่าทางการแสดงนั้น เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ แต่เรื่อง “หน้าตาดี” เป็นสิ่งที่ฝึกกันไม่ได้ ตามคำกล่าวที่ว่า “แข่งพายเรือแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานั้นแข่งอย่างไรก็แข่งไม่ได้” ซึ่งคุณสมบัติของความมี “หน้าตาดี” จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นเรื่องของบุญวาสนาส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าเราจะมองในมุมของวิทยาศาสตร์หรือเชิงศาสนา การมีหน้าตาที่ดีนั้น เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะควบคุมได้โดยตัวของเราเอง ซึ่งในแง่ของวิทยาศาสตร์นั้นคำอธิบายก็ไปตกอยู่กับเรื่องของกรรมพันธุ์ทางสายเลือดที่พ่อแม่และต้นตระกูลให้มา ซึ่งจะว่าไปก็สอดคล้องกับแนวคิดแบบพุทธศาสนาที่มองว่าเรื่องที่คนเราจะมีหน้าตาดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า” ในชาติก่อนๆที่เราทำมา แล้วมาส่งผลให้ตัวเรามีสภาพเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันตามคำอธิบายที่ว่า “สิ่งมีชิวิตทุกชิวิตมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์” นั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมของเชิงไหนก็สรุปรวบยอดได้ว่าเรื่อง “หน้าตา” เป็นเรื่องที่สุดวิสัยต่อการควบคุมโดยตนเอง

เมื่อคนที่มี “หน้าตาดี” สามารถสะสมเพิ่มพูนความสามารถในส่วนขององค์ประกอบอื่นๆได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” กลับไม่สามารถเพิ่มพูนองค์ประกอบในเรื่อง “หน้าตา” ได้ ลำดับชั้นของคอสเพลย์จึงได้อุบัติตัวเกิดขึ้น

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การจะวัดว่าใครเป็นนักคอสเพลย์ที่ดีนั้น มาตรวัดที่สำคัญคือการเลียนแบบตัวละครตัวนั้นให้ได้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งเหมือนเท่าใดก็ยิ่งเป็นนักคอสที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสภาวะของการประเมินค่านั้นเป็นสิ่งที่ทำโดยตัวของมันเองเดี่ยวๆไม่ได้ในพื้นที่สาธารณะที่เรียกกันว่า “วงการ” ความจำเป็นต่อการนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันมาอยู่เสมอ และยิ่งผู้ที่ประเมินค่าเป็น “ผู้อื่น” ด้วยแล้ว การนำคอสเพลย์ของอีกคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับของอีกคนหนึ่ง โดยมีตัวละครต้นแบบเดียวกันเป็นมาตรฐานหลักในการตัดสิน คำว่า “นักคอสชั้นเทพ” และ “นักคอสชั้นกาก” จึงเกิดขึ้นมาตามบทสรุปของการตัดสินโดย “ผู้อื่น” ซึ่งการประเมินในแบบดังกล่าว มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไรหากนั่นไม่ใช่เป็นการจัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์โดยยกให้คนหนึ่งเป็น “เทพ” และผลักอีกคนหนึ่งเป็น “กาก”

เมิ่อการประเมินและจัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์ออกมาในรูปแบบนี้ คนที่มี “หน้าตาดี” ซึ่งมีความได้เปรียบในการเพิ่มพูนทักษะความสามารถได้อย่างไม่สิ้นสุดอันต่างกับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่เหมือนคน “หน้าตาดี” เพราะความ “ขี้เหร่” ของตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นความ “สวย” เหมือนกับคนหน้าตาดีได้ เพราะฉะนั้นแนวโน้มต่อการเป็นนักคอสระดับ “เทพ” จึงแทบจะเป็นอภิสิทธิ์สำหรับคนที่มี “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคนสวย ชุดสวย ท่าทางสวยเสียแล้ว สถานะของความเป็น “เทพ” มันจะหนีไปไหน ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องสวนทางกับคนที่หน้าตาไม่สวย เพราะถึงแม้ว่าชุดจะสวยและท่าทางจะสวยก็ตาม อย่างมากก็เป็นได้แค่นักคอสระดับสามัญธรรมดาหรือซ้ำร้ายอาจจะตกลงไปถึงขั้น “กาก” เลยก็ได้ หากโชคร้ายว่าผู้ที่ถือวิสาสะเข้ามาตัดสินพกเอามาตรฐานของคำว่า “หน้าตา” มาเป็นใหญ่ในการตัดสินเหนือองค์ประกอบอื่นๆ

 

ขอตัดบทความไว้เเต่เพียงเท่านี้นะครับ เดี๋ยวเราไปต่อกันในบทหน้าที่จะว่ากันด้วยเรื่องของการเป็น "ไอด้อลคอสเพลย์" นะครับ

 

สุดท้ายนี้ผมก็ขอกล่าวขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ขอขอบคุณจากใจจริงเลยครับผม เเล้วเจอกันครับ

Comment

Comment:

Tweet


ง่า แมวอ่านไม่จบ แมวขอโต้ดดดดดด 
#8 by moo At 2012-05-15 19:17,
ดูแค่จากรูปที่จขบ.แปะมานะคะ เราคิดว่าหน้าเค้าแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลยนะ แค่แต่งหน้าให้ดูดีขึ้นเท่านั้นเอง คนที่แต่งหน้าเก่งๆแต่งแล้วหน้าเปลี่ยนมากกว่านี้ก็มีค่ะ การแต่งหน้าเนี่ยมันทำได้ทั้งหน้าเรียว จมูกโด่ง ตาสองชั้น โดยไม่ต้องศัลยกรรมเลย หรือการจัดมุมและแสงในการถ่ายรูปก็มีผลเหมือนกัน
#7 by ★奈良★ At 2012-05-11 17:43,
/เสริมอีกนิด
รวมถึงแต่งหน้าได้ดีกันทั้งคู่ด้วยนะคะ
แต่งหน้าช่วยได้มากจริงๆ
แต่คนที่หน้าตาดีแต่งแล้วยังไงก็มักจะออกมาดีกว่าคนที่หน้าตาไม่ดีแต่งเสมอ
สัจธรรมอีกแล้ว
#6 by Sa-Saa At 2012-05-11 09:35,
อ่านไม่หมดนะคะ

เรารู้สึกว่าจริงที่คนหลายๆ คนใช้หน้าตาตัดสินว่าคอสดีหรือไม่ดีค่ะ
เช่นให้คนสองคนมาคอสคาแรกเตอร์เดียวกัน ชุดของทั้งคู่ทำออกมาได้ดีเหมือนกัน รูปร่างก็ดีเหมือนต้นฉบับกันทั้งคู่ โพสท่า สีหน้า ตามต้นฉบับได้ดีเหมือนกัน
แต่...คนหนึ่งหน้าตาจัดได้ว่าใครเห็นก็ต้องบอกว่าดี กับอีกคนหนึ่งที่ดูธรรมดาหรือขี้เหร่ในสายตาของบางคน
(มองกันเฉพาะแค่หน้าตาอย่างเดียวเลยนะคะ แต่สมัยนี้สงสัยต้องรวมเรื่องสีผิวเข้าไปด้วย - -)
ความเห็นส่วนมากต้องบอกว่าคนที่หน้าตาดีคอสได้ดีกว่า เทพกว่า
(เน้นว่าจะถูกตัดสินว่าคอสดีกว่าเลยนะคะ ไม่ใช่หน้าตาดีกว่า)
มันช่างเป็นสัจธรรมจริงๆ ค่ะ
ของทุกสังคม 555
คอสเพลย์ใช้ใจ แค่หลายๆ คนที่เป็นคนดูตัดสินจากหน้าตาค่ะ
/แค่หนึ่งความเห็นส่วนตัวค่ะbig smile
#5 by Sa-Saa At 2012-05-11 09:32,
ขอสารภาพอีกคนค่ะว่าอ่านไม่หมดจริงๆ ^^;; อ่านคร่าวๆจับใจความ
อย่างแรก ไม่คิดเลยว่าเป็นคนๆเดียวกัน...
อย่างที่สองเราว่ามันเป็นเรื่องของค่านิยมและการยอมรับ สำหรับคนเกาหลรมักอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรค่ะ
อืม...เราว่ามันขึ้นอยู่แต่ละสังคม
แต่ถ้ามองความเป็นจริงใครก้อยากสวยสินะ อืม...นานาจิตตัง
#4 by Domino At 2012-05-10 21:16,
Hot! สารภาพว่าอ่านไม่ละเอียดเต็มที่เพราะยาว แต่จับเอาประเด็นโดยรวมคร่าวๆ
โดยส่วนตัวแล้วก็มองว่าจะคอสเพลย์ควรจะหน้าตาดีพอสมควรนะ เคยไปงานคอสเพลย์แล้วเจอคนหน้าตาขี้เหร่มาแต่งเป็นตัวละครที่เราชอบแล้วรู้สึกลำบากใจชอบกล
ยังไงหน้าตาก็สำคัญจริงๆ
#3 by φυβλας At 2012-05-10 19:33,
ต้องยอมรับอีกคนค่ะ ว่าอ่านไม่หมดจริงๆ ; w ;
จะว่าเรื่องหน้าตา มันสำคัญต่อการคอสมั๊ย จะว่าไม่สำคัญมันก็ไม่ถูกซะทีเดียวค่ะ
อย่างเลเยอร์หลายๆ คนที่เห็น ก็ไม่ได้หน้าตาดี แต่การคอสของเค้าเหล่าๆ นั้น กลับออกมาดูดีเสียยิ่งกว่าเลเยอร์ที่หน้าตาดีซะอีกนะคะ
สุดท้ายแล้ว คอสเพลย์มันก็อยู่ที่ใจ และความเข้าใจในตัวละครจริงๆ มากกว่านะคะ 
ปล.หน้าตาเจ้าหล่อนเปลี่ยนไปได้ใจจริงๆ
#2 by Negize At 2012-05-10 19:20,
อ่า สารภาพว่าอ่านไม่หมดนะครับ ^^"
จริงๆแล้วส่วนตัว มันไม่ใช่แค่เรื่องคอสเพลย์อะครับ แต่เป็นสังคมแทบทุกสังคมที่ยากที่อะไรต่างๆจะเท่าเทียม (แต่ละคนเกิดมาก็พื้นฐานต่างกัน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหน้าตานั้น ยากที่จะหลีกเลี่ยงมากๆเลยว่ามีส่วนประกอบใหญ่ในสังคมคอสที่เกี่ยวข้องกับความสวยและงาม
จริงๆถ้าเอาคอสเพลย์ในความคิดอุดมคติ จริงๆมันจะเน้นคำว่า "แต่งออกมาเหมือน" มากกว่า "แต่งออกมาสวย" นั่นคือ การที่คนหน้าตาดีนั้นหากไม่ตั้งใจแต่งคอสก็อาจจะคอสออกมาไม่ดีก็ได้ ขณะเดียวกันคนหน้าตาไม่ดีหากตั้งใจแต่งคอสจริงๆก็จะออกมาดีและเหมือนก็ได้เช่นกัน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ความอุดมคติมันบิดเบือนไปนั้น น่าจะเกิดจากกิเลสของคนในสังคมนั้นๆซะมากกว่า กิเลส เช่น ความอยากเด่นอยากดัง ความต้องการให้คนเห็นความสำคัญของตัวเอง ฯลฯ ที่ค่อยๆสร้างค่านิยมใหม่ๆออกมา ซึ่งบางครั้ง คนในสังคมเองก็ไม่ทันได้รู้สึกตัวว่า ตัวเองตกอยู่ในค่านิยมนั้นอย่างไม่รู้ตัว
ตัวอย่างง่ายๆสมัยนี้คือ คนคอสที่บางคนมองว่าเป็น "ไอดอล" นั้น บางคนแม้จะคอสออกมาได้ไม่เหมือน หรือ ขาดรายละเอียดต่างๆไป คนก็ยังนิยม ชมชอบด้วยเพราะหน้าตาดี หน้าตาสวย หากแต่ลืมไปว่า หากจะมองให้เป็นคอสเพลย์นั้น ต้องมีความเหมือนด้วยมาเป็นหลัก
อาจจะกล่าวได้ว่า หากมองในอุดมคติ คนๆนั้นยังคอสออกมาได้ไม่ค่อยดี แต่หากใช้ค่านิยมปัจจุบัน เหมือนไม่เหมือนไม่สำคัญเท่ากับว่าคนคอสคนนั้นหน้าตาดี น่ารักหรือเปล่า
ชักยาว 555 ประมาณนี้ละกันนะครับ 'w'v
#1 by Googgig At 2012-05-10 16:43,

Der Kaiser
View full profile