การล่มสลายของตระกูลคุโมอินุอิ
เมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่2เริ่มส่องแสงมายังพื้นโลก ก็ถึงจุดจบของตระกูลคุโมอินุอิ ทุกคนในตระกูลจะถูกเผาด้วยไฟนรก ภาพสุดท้ายที่ซากุเห็นคือรอยยิ้มอันอ่อนโยนของชิสึกะเหมือนกับเมื่อครั้งที่เขามาเยือนเมืองนี้ตอนเด็กๆ ซากุให้อภัยชิสึกะและขอให้เธออย่าพูดขอโทษเขาอีก พร้อมกันนั้นซากุก็ได้เห็นสุสานที่มุมสวนของบ้านคุโมอินุอิ ซึ่งมีชื่อของเขาและบรรพบุรุษตระกูลทัตสึมิคนอื่นที่ต้องมาสังเวยชีวิตในเมืองแห่งนี้1คนในรอบ100ปีสลักอยู่ สุสานเหล่านั้นได้รับการตั้งอย่างดี มีการทำความสะอาดอย่างประณีตและมีดอกไม้สำหรับเคารพบูชาประดับอย่างสวยงาม พวกเขาคงไม่อยากให้ฟุตามิต้องคิดมาก จึงแอบมาดูแลสุสานในตอนที่ฟุตามิไปโรงเรียนทุกวัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนในตระกูลคุโมอินุอิจึงใส่แต่ชุดไว้ทุกข์ตลอดเวลา
ไฟเอย จงมารวมเป็นหนึ่งกับเราเถิด กับเราผู้ทำลายคำสาบาน ขอจงลงโทษได้เท่าที่เจ้าปรารถนาเถิด ชิสึกะกางแขนออกและเปล่งวาจา
ราวกับพระเพลิงรอบตัวชิสึกะตอบรับเจตนารมณ์นั้นจึงโหมกระหน่ำขึ้นห่อหุ้มร่างของเธอราวกับเสาพระเพลิงก็ไม่ปาน เสาเพลิงมิได้มีต้นเดียว แต่เป็น2ต้น 3ต้น4ต้น ภาพที่ซากุเห็นตรงหน้าคือเหล่าผู้สืบสายเลือดคุโมอินุอิทั้งบ่าวไพร่และองครักษ์กำลังถูกเพลิงมอดไหม้
เออ โมอิจิ เรื่องการตัดสินเอาไว้เป็นที่โลกโน้นละกันนะ คิคุโนะมารุพูดกับโมอิจิขณะที่ร่างของทั้งคู่ถูกเพลิงผลาญ
กับพวกเราที่เดินออกนอกเส้นทาง ไม่มีตั๋วสำหรับไปสวรรค์หรอก สิ่งที่รออยู่คือการลงทัณฑ์เท่านั้น โมอิจิตอบ
ช่างเถอะ ยังไงก็สนุกมากนะ คิคุโนะมารุตอบ
ลาก่อนคู่หู อา ลาก่อน
แล้วก็ ไอ้หนุ่มทัตสึมิ เสียงของคิคุโนะมารุส่งมาถึงซากุ
คุณหนูโชคดีจริงๆที่ได้นายเป็นคู่เขายิ้มให้ซากุแล้วก็หายไปท่ามกลางเปลวเพลิงพร้อมกับคนในตระกูล เหลืออยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงอยู่ท่ามกลางพระเพลิงที่ร้อนระอุแต่กลับไม่มีสีหน้าหวาดกลัวต่อความร้อนที่กำลังแผดเผาตนเองเลย
อะไรกัน ไฟเอ๋ย เจ้ากำลังเลียข้าอยู่หรือ ข้าคือผู้นำแห่งคุโมอินุอินะ ....กับต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ท่านกลับลงโทษเราแค่นึ้รึ อย่าทำให้น่าขันไปหน่อยเลย ชิสึกะพูดกับพระเพลิงอย่างไม่เกรงกลัว
เราเลือกที่จะตายอย่างทรมานยิ่งกว่าผู้ใด จงเผาไหม้เราให้หนักยิ่งกว่านี้สิ แค่นี้ยังไม่พอหรอก คิดว่าแค่นี้จะเผาเราได้มอดไหม้หรือ กับความทุกข์ระทมของตระกูลจนวันนี้ ความเจ็บปวดรวดร้าวของเหล่าอามะริวและฟุตามิ กับส่วนที่เธอต้องร้องไห้มาจนวันนี้ กับความทุกข์ขนาดที่ไม่อยากเกิดมาเป็นคนเป็นหนที่2 ได้โปรดลงโทษข้าเถอะ ให้ปิศาจตนนี้ได้ลงไปอยู่ยังก้นบึ้งของนรกไม่ได้ขึ้นมาอีกเลยด้วยเถอะ

แบบนี้แหละ ดีแล้ว แล้วชิสึกะก็หายไปท่ามกลางเปลวเพลิง ตำนานของตระกูลที่คอยคุ้มครองโคเมย์ชิมาหลายชั่วอายุคนก็จบลงตรงนี้ แม้ร่างของเธอจะหายไป แต่เสียงของเธอยังก้องอยู่ในหูซากุไม่หายไปไหน
ขอโทษนะ ที่เราเป็นย่าแบบนี้................................
ในวันที่อามะเรียวคนสุดท้ายถือกำเนิดขึ้น เธอไม่เคยลืมเสียงร้องของทารกตัวน้อยในวันนั้น...
เรื่องราวเริ่มขึ้นในสมัยคามาคุระ เท่าที่จำความได้ ชิสึกะเดินทางข้ามมายังโคเมย์ชิเนื่องจากพี่ชายของคนๆนั้นที่เธอรักไม่ต้องการให้บุคคลอันเป็นที่รักต้องถูกพรากชีวิตไปด้วยดาบของตระกูลซามูไร จึงได้เลือกที่จะส่งหญิงสาวคนนั้นที่มีลูกเล็กๆอยู่ในครรภ์เดินทางกับเธอไปที่โคเมย์ชิกัน2คน เมื่อถึงที่หมาย หญิงคนนั้นก็คลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิง โชคร้ายยังไม่หมดเมื่อตระกูลผู้ที่ครองถิ่นนี้อยู่แต่เดิมมีท่าทีไม่ยอมรับหญิงสาวทั้งสอง พวกชาวบ้านจึงได้ขอให้พวกเธออย่าอยู่ในเมืองนี้ ทั้งสองจึงลงหลักปักฐาน ณ ดินแดนแห่งนี้ในป่าเขาที่ห่างไกลจากผู้คนกลายเป็นหมู่บ้านคนไร้รากที่ดำเนินชีวิตโดยไร้ซึ่งผู้สอนศาสนา ชิสึกะจึงกลายเป็นผู้ปกครองหมู่บ้านนั้นไปในที่สุด น่าแปลกที่ในตระกูลของชิสึกะกลับไม่เคยมีใครให้กำเนิดบุตรชายเลย ไม่ว่าจะรุ่นลูกหรือหลานก็มีแต่ผู้หญิง ชิสึกะซึ่งไม่แก่ไม่ตายด้วยพลังแห่งวาจาสิทธิ์ได้แต่ทรมานกับการเห็นลูกหลานคนแล้วคนเล่าล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตา เธออยู่เพียงเพื่อหาทางปกป้องโลกนี้เอาไว้ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม พอรู้ตัวอีกทียุคสมัยคามาคุระก็สิ้นสุดลงเสียแล้ว ชิสึกะได้ปิดผนึกเมืองโคเมย์ชิเพื่อทำตามความตั้งใจเดิมของตน แม้เป็นภาระอันหนักอึ้งแต่เธอก็กัดฟันทนทำตลอดมา จนกระทั่งฟุตามิตัวน้อยถือกำเนิดขึ้น เสียงร้องไห้ยามแรกเกิดของฟุตามิทำให้น้ำตาแห่งความปิติต่อสิ่งที่ตนเองปกป้องมาตลอดเอ่อล้นออกมา ถึงวันนี้ชิสึกะเองก็เคยคิดว่าอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด เพราะตัวเองก็เบื่อเต็มทีกับการมองลูกหลานต้องตายไปก่อนตัวเองจนกระทั่งฟุตามิตัวน้อยเริ่มพูดได้
คุณย่าขา
ในชั่วเวลาที่เสียงเรียกนั้นไปถึงชิสึกะ มันก็กลายเป็นความทรงจำที่ถูกเก็บอยู่ในซอกหลืบของชีวิตเธอ แม่ของฟุตามิรีบขอโทษชิสึกะที่บุตรสาวพูดจาเสียมารยาทแต่ชิสึกะกลับบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะจะมีต้องมีการบอกสายเลือดของตระกูลที่เกิดใหม่ให้รู้จักตัวตนของผู้นำตระกูลเป็นอันดับแรก และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การกระทำนี้กลายเป็นกฎที่มิได้บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนั้นเป็นเพราะว่าทุกคนในตระกูลต่างก็รู้ว่าภาระที่ชิสึกะแบกรับอยู่นั้นหนักหนาเพียงไร พวกเขาจึงเคารพนบนอบเธอด้วยความจริงใจจนเรียกได้ว่าเธอเป็นเทพเจ้าของพวกเขา
คุณย่าขา คำพูดนี้สั่นไหวหัวใจของชิสึกะนับครั้งไม่ถ้วน
คุณย่าแท้ๆของเด็กสาวจะเสียไปนานแล้ว ที่อยู่ตรงนี้เป็นเพียงหญิงชราคนหนึ่งที่ใหญ่กว่าคนอื่นๆในตระกูลเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เลี้ยงดูฟุตามิราวหลานแท้ๆ การที่ชิสึกะพยายามคงร่างหญิงชราไว้ อาจเป็นเพราะความต้องการเล็กๆที่อยากให้ฟุตามิเรียกเธอว่าคุณย่าต่อไปก็ได้ ซากุคิดพลางมองภาพถ่ายเพียงหนึ่งเดียวที่ยังไม่ไหม้ไฟของชิสึกะและฟุตามิตัวน้อยก่อนที่จะแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ที่เว้าแหว่งซึ่งกำลังฉายแสงอยู่กลางท้องฟ้าที่มืดสลัว ถึงวันนี้เขาเข้าสิ่งที่ปู่เคยพูดแล้ว
ใช้ชีวิตอย่างที่เจ้าชอบเถอะ
ปู่เขาเองก็คงคิด ว่าทำไมชะตาชีวิตเช่นนี้ต้องเกิดกับบ้านทัตสึมิด้วย คำพูดที่ปู่ของเขาพูด ไม่ใช่การตัดหางปล่อยวัด แต่เพราะปู่ของเขาคงรู้ ว่าถ้าหากความสามารถของซากุตื่นขึ้นมาในวันหนึ่ง นั่นอาจหมายถึงความตายของหลานชายตน ดังนั้นการให้ซากุมีชีวิตอย่างที่ตนชอบโดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับไคไทจึงเป็นคำอวยพรเพียงอย่างเดียวที่เขาพึงจะมอบให้แก่หลานชายคนนี้ได้ แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุผลที่เขาเกิดมาเป็นเหยื่อนั้นเพราะอะไร แต่ตอนนี้ซากุกลับขอบใจมันเพราะมันทำให้เขาได้พบกับฟุตามิ
ท่ามกลางเมฆหมอกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเธอคนนั้น เขาอยากขอโทษที่ทำให้เธอต้องร้องไห้ ซากุเข้าไปยังใจกลางดวงอาทิตย์จำลองและได้พบฟุตามิ เขาฝืนยิ้มแล้วบอกความในใจของเขาออกไป
แต่งงานกันนะ
ไม่ใช่การกำหนดของใคร แต่ฉันพูดออกมาจากความรู้สึกและคิดว่าจะให้ฟุตามิเป็นคนตัดสินใจเอาเองนะ และคราวนี้แหละ ที่เราจะเริ่มต้นกันด้วยมือของพวกเราเอง
เพื่อจะบอกเรื่องนี้..ถึงกับ..มาที่นี่เชียวเหรอ ฟุตามิถามด้วยสีหน้าตื้นตัน
ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนชั้นก็ไป ซากุตอบ
มาชมดาวด้วยกันนะ ฟุตามิ ถ้าชั้นชมคนเดียวมันก็ไม่มีความหมายสิ
ไม่ได้หรอก โอจูจินจัง ถ้าทำอย่างนั้นล่ะก็ สิ่งที่บรรพบุรุษทุกคนกับคุณย่าแบกรับมาตลลดจะเอาไปไว้ที่ไหนกันล่ะ...เพราะฉันเองก็เป็นคนของคุโมอินุอินี่นา ฟุตามิให้เหตุผลว่าเธอรับรู้ความรู้สึกของอามะเรียวรุ่นก่อนๆได้อย่างชัดเจนว่าพวกเธอขึ้นมาทำหน้าที่ด้วยความรู้สึกแบบไหน เพื่อปกป้องแผ่นดินอันเป็นที่รักจึงได้ขึ้นมาบนฟ้าเพื่อรับหน้าที่นี้ และเหนือสิ่งอื่นใด เธอดีใจที่ซากุยังมีชีวิตอยู่และได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการในฐานะเหยื่อเสียที
ถ้าเธอมีชีวิตอยู่ ฉันก็ไม่ต้องสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ฟุตามิพูดกับซากุ
โกหก โกหกไม่เก่งเลยนะ ฟุตามิ
โกหกโอจูจินจังไม่ได้จริงๆนั่นแหละ
แหงอยู่แล้วล่ะน่า
ไม่ว่าซากุจะพยายามขอร้องอย่างไร เธอก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจ
ไม่ใช่การเสียสละนะ ฉันไม่ได้ส่องแสงให้โลกนี้เพื่อเสียสละให้ใคร แต่ฉันส่องแสงให้แก่โลกที่โอจูจินจังอยู่เท่านั้นเอง......ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่การลาจากนะ ฟุตามิว่าพลางปล่อยมือจากมือของซากุ ระยะห่างของทั้งสองที่หดสั้นลงนับแต่วันนั้นกลับห่างออกไปเหมือนเดิม แต่ซากุไม่ยอม เขายุดมือฟุตามิไว้อีกครั้ง
นี่ คุณย่า เห็นมั้ย คุณย่าไม่เห็นต้องห่วงอะไรไม่เข้าเรื่องเลย ยัยนี่มีจิตใจเข้มแข็งขนาดนี้เลยนะ ผมดูผู้หญิงที่ผมหลงรักไม่ผิดหรอก
ฉันไม่ยอมหรอก ถึงจะต้องใช้เวลาข้ามคืนก็ต้องพูดให้เธอได้ฟังจนเข้าใจ
แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องทำนะ
ถ้างั้นก็พาชั้นไปด้วยเลยสิ แล้วเรามาส่องแสงสว่างให้โลกนี้ด้วยกัน ถ้านั้นเป็นภาระของเธอล่ะก็ เราก็จะไปด้วยกัน
ชอบ.....ฉันชอบเธอมากนะ............นี่คือคำสารภาพของฟุตามิ สาวน้อยผู้ไร้ซึ่งสีหน้ามาตลอด
ฟุตามิผลักซากุลงไปจากที่ๆเธออยู่

สุดท้าย ฉันเองก็ยังไม่เก่งอยู่ดีนั่นแหละนะ ซากุค่อยๆร่วงลงสู่พื้นดิน ปุยเมฆแต่ละชั้นที่คอยรองรับเขาช่างนุ่มนวลและอ่อนโยนไม่ต่างอะไรจากยามที่ฟุตามิโอบกอดเขา เมื่อเขาถึงพื้นดิน ดวงอาทิตย์จำลองก็เริ่มเปลี่ยนแปลง มันขดตัวเป็นวงกลมราวกับมังกรที่กำลังกินหางของตัวเองและกำลังขดตัวเพื่อจำศีลและเกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นที่นั่น
ในเมืองใหญ่ กลิ่นเหม็นของมลพิษที่คุ้นเคยและผิวถนนที่ถูกแสงตะวันอันร้อยระอุแผดเผา รถคันน้อยใหญ่ยังคงปล่อยไอเสียอยู่ต่อไป ที่มุมถนน ผู้คนมากมายต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆมากมาย ทั้งคนรู้จักและเพื่อนสนิทต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนมและเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฝูงชนเหล่านั้นพากันเดินข้ามถนนเพื่อไปยังเป้าหมายของแต่ละคนที่มีหลากหลาย ถึงแม้จะมีคนที่เดินไปทางเดียวกัน แต่ก็เชื่อได้ว่าเป้าหมายของแต่ละคนนั้นต่างกันแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าจะมีเป้าหมายเดียวกัน แต่แรงผลักดันที่ทำให้พวกเขาต้องทำสิ่งนั้นก็อาจจะต่างกันก็ได้
ทุกคนมีชีวิตอยู่.....มีชีวิตที่ปกติสุขอยู่ด้วยความเสียสละของเธอคนนั้น
ผมไม่อยากให้ทุกคนลืม...หากมีเวลาสักนิด ก็ขอให้แหงนหน้ามองบนท้องฟ้าบ้าง เพราะที่นั่น มีคนที่ได้ช่วยชีวิตของพวกคุณเอาไว้อยู่ มีเด็กสาวผู้ที่ไม่ว่าเมื่อไรก็ส่องแสงสว่างมาให้พวกเราเสมอ
ซากุไม่อาจทนอยู่ในโลกที่ปราศจากฟุตามิได้ ดังนั้นเขาจึงทะยานขึ้นไปยังอีกด้านหนึ่งของเมฆจนได้พบกับตัวการของเรื่องทุกอย่างปิศาจหมาป่า เขามองหาอาวุธรอบๆตัวแต่ก็ไม่มีดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้ตัวเองเป็นอาวุธเพราะไหนๆรางกายของเขาก็ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อีกต่อไปแล้ว เขาจึงพยายามจินตนาการให้ร่างกายของตนเป็นประหนึ่งดาบญี่ปุ่นอันคมกริบ เป็นอาวุธที่สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก ซากุใช้ปลายดาบพุ่งทะลวงเข้าแทงที่หมาป่าอย่างจัง ไม่พอ ไม่พอยาขี้ฟันของเจ้าอสูรร้ายนี่ด้วยซ้ำ ใช่ การจะต่อกรกับอสูรร้ายตนนี้ แค่เป็นอาวุธยังไม่พอ ซากุจึงได้จินตนาการเพิ่มให้ตนเป็นอาวุธสังหารหมาป่าแล้วรวบรวมสมาธิ ตอนนี้เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้วแต่เป็นดาบที่เพิ่มความแหลมคมได้ตามใจนึก เป็นอาวุธที่เกิดมาเพียงเพื่อสังหารปิศาจหมาป่าเท่านั้น ซากุเอาชนะปิศาจหมาป่าได้ในที่สุด ฟุตามิจึงได้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งหน้าที่

อดีตของฟุตามิ
ตั้งแต่เด็กมา ฟุตามิได้รับการบอกอยู่เสมอว่าคนของทัตสึมิที่จะมาเมืองนี้คือสามีของเธอ และเพื่อที่จะได้พบสามีอย่างสง่างาม ฟุตามิจึงเพียรพยายามฝึกฝนตนเองอย่างหนักเท่าที่ตนจะทำได้นั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกตนเพื่อเป็นเจ้าสาวของเธอจนเกิดเป็นฟุตามิที่เรารู้จักในวันนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นครั้งแรกที่ฟุตามิได้รู้จักค่าของตนเอง เพราะเธอเป็นคนของตระกูลคุโมอินุอิที่ล้วนแต่มีพลังพิเศษทุกคนแต่ตัวฟุตามิเองกลับไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นหน้าที่เจ้าสาวคือค่าเพียงหนึ่งเดียวที่พุตามิเหลืออยู่ แต่กระนั้น เพราะความที่ขาดแม่แต่เล็กและอยู่ในความดูแลของย่า ทำให้เธอไม่มีโอกาสเรียนรู้ถึงสิ่งที่จำเป็นต่อการเป็นเจ้าสาวเลย สิ่งที่เธอทำได้คือการไปถามเพื่อนที่โรงเรียนซึ่งต่างก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เจ้าสาวที่ดีต้อง ทำอาหารเก่ง ซักผ้า กวาดบ้านถูกบ้านเก่ง จนทำให้3อย่างนี้กลายเป็นความฝันของเธอ เพียงแต่สำหรับที่บ้านของเธอ งานเหล่านี้คืองานของคนใช้ แต่แล้วในที่สุด ฟุตามิก็ได้ไปเข้าครัวเป็นครั้งแรก ซึ่งตอนนั้นทำให้เหล่าคนครัวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก แต่ฟุตามิก็บอกให้พวกเธอทำงานให้เหมือนปกติแล้วเธอก็คอยสังเกตการทำงานอย่างตั้งใจ พอรู้ว่างานครัวคืออะไรแล้วเธอจึงขอเข้าไปช่วยทั้งๆที่ไม่มีอะไรยืนยันว่าตัวเองจะทำได้ มีแต่ความคิดที่ว่าถ้าไม่ทำก็จะทำไม่ได้เท่านั้นที่ผลักดันฟุตามิตัวน้อยให้ฝึกฝนงานครัวจนสำเร็จ ซึ่งเหล่าคนครัวก็รู้ดีว่าคุณหนูคนนี้ไม่ใช่เอาแต่ใจ แต่เป็นคนหัวแข็งที่ถ้าตัดสินใจไปครั้งหนึ่งแล้วก็จะไม่เปลี่ยนใจ ซึ่งทั้งเรื่องซักผ้า กวาดบ้าน สุดท้ายฟุตามิก็ได้ทำมันจนเป็นเรื่องปกติในที่สุด ไม่สิ จะพูดให้ถูก เธอจงใจทำให้มันเป็นเรื่องปกติต่างหาก และในที่สุด ไปๆมาๆ ฟุตามิก็เก่งกาจงานบ้านยิ่งกว่าคนใช้ทุกคนในที่สุด แต่สำหรับฟุตามิ เธอไม่เคยหวังเลยว่าความสามารถของเธอนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้ชายคนไหนเป็นพิเศษ เพราะฟุตามิคิดว่า หากสามีของเธอเป็นคนที่ผิดจากความฝันของเธอไปมากก็จะทำให้ชีวิตคู่ไม่มีความสุขและเป็นการเสียมารยาทต่อสามีที่สุด ดังนั้นการเป็นเจ้าสาวของฟุตามิจึงกลายเป็นภาระหน้าที่ที่ทางบ้านมอบให้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในวันแรกที่เธอได้พบซากุ ฟุตามิตั้งใจแน่วแน่เลยว่า ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครท่าทีของเธอก็จะไม่เปลี่ยนไป แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ที่เธอหลงรักเขาเข้าจริงๆและพยายามไล่ตามแผ่นหลังของเขา ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความรู้สึกนี้ไม่ใช่หน้าที่ และพยายามคิดถึงเขาก่อนคนอื่นเสมอมาจนถึงกับยอมรับเขาเข้าเป็นหนึ่งในสภาดารา ทั้งๆที่การที่เธอพบกับซากุเป็นเพียงการตอบสนองความต้องการของบ้านเธอเท่านั้น และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่การเป็นเจ้าสาวที่ดีของฟุตามิกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเชื่อในคุณค่าของตัวเองและยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเองโดยไม่ถูกผูกมัดกับตระกูลของตนเองได้ ตัวตนของเจ้าสาวของเธอยืนอยู่หน้าตัวตนของคุโมอินุอิตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ จนกระทั่งถึงวันที่เทริบินะของทั้งสองจำสำเร็จ ไม่ว่าซากุจะรับรักของเธอหรือไม่ฟุตามิก็พร้อมจะยอมรับ เพราะซากุไม่ได้รู้เรื่องการแต่งงานของเขากับเธอมาก่อน ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์บอกปัดได้ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่ชอบการฝืนใจคนอื่นเสียด้วยถ้าซากุไม่ถูกใจฟุตามิแล้วก็ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจะบอกกับตัวเองว่าไม่รู้สึกอะไรถ้าถูกปฏิเสธก็โกหก ฟุตามิต้องการความรักจากซากุ นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการอย่างแท้จริง ในใจลึกๆจึงไม่อยากถูกปฏิเสธเพราะอยากอยู่เคียงข้างตลอดไป นั่นเป็นครั้งแรกที่ฟุตามิรู้จักความกลัว
แม้ว่าฟุตามินั้นจะรู้เรื่องราวของตระกูลตนเองละเอียด แต่เธอกลับเป็นคนเดียวของตระกูลที่ถูกปิดหูปิดตาเกี่ยวกับเรื่องแผนการของตระกูลคุโมอินุอิมาตลอด ซากุถึงกับบุกไปที่บ้านคุโมอินุอิเพื่อถามถึงเหตุผลของเรื่องนี้ เพราะเขาคิดว่าแผนการของคุโมอินุอิต้องมีเป้าหมายอยู่ที่ตระกูลโอสึกิแน่ จึงไม่อยากให้ชิสึกะดึงฟุตามิเข้าไปพัวพันกับความบาดหมางระหว่างโอสึกิกับคุโมอินุอิเพราะสำหรับฟุตามิแล้ว เธอไม่เคยคิดเป็นศัตรูกับโอสึกิเลย แต่ชิสึกะกลับบอกว่าซากุกำลังเข้าใจผิด เพราะตระกูลของเธอกับโอสึกินั้นสงบศึกกันมาได้ราวร้อยปีแล้ว
เรื่องราววีรกรรมในวัยเด็กของฟุตามิยังมีอยู่อีกเรื่องที่ทุกคนรู้กันทั่ว เมื่อสมัยยังเด็ก ฟุตามิตัวน้อยเห็นแต่คุณย่าชิสึกะของเธอสวมแต่ชุดไว้ทุกข์ และเมื่อเห็นบ่อยๆเข้าก็กลายเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเธอเริ่มรู้ความและเข้าใจความหมายของชุดไว้ทุกข์ นั่นแหละที่ทำให้เธอเริ่มถามย่าของเธอ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าย่าต้องใส่ชุดไว้ทุกข์นี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละ ฟุตามิตัวน้อยไม่เข้าใจความหมายเท่าไร ซึ่งย่าของเธอได้พูดต่ออีกนิดว่าถ้าเราเบือนหน้าหนีจากความจริง จะมองหน้าตระกูลทัตสึมิได้อย่างไร เด็กสาวตัวน้อยที่แม้เดินก็ยังไม่ได้คนนี้รู้สึกสงสารคุณย่าเป็นอย่างมาก จนถึงกับฝืนสังขารแอบลงมาจากเขาเพื่อหาซื้อกิโมโนให้ย่าของเธอ แม้ว่าเธอจะรีบตื่นแต่เช้าแล้วรีบลงมา แต่ด้วยขาที่ไม่แข็งแรงทำให้เธอเสียเวลาไปมาก พอมาถึงตัวเมือง เด็กสาวก็ต้องเดินหาร้านกิโมโนด้วยเนื้อตัวที่มอมแมมไปหมดจนกระทั่งค่ำ
อยากได้กิโมโนค่ะ ฟุตามิได้แต่พูดคำๆนี้ด้วยเสียงอันดังซ้ำไปซ้ำมาเพื่อเรียกเจ้าของร้านซึ่งกำลังจะปิดชัตเตอร์ของร้านลง ชายวัยกลางคนเจ้าของร้านจึงได้ออกมาดูด้วยสีหน้าสงสัยเต็มกำลัง
อยากได้กิโมโนค่ะเด็กสาวยังคงพูดกับเขาแบบนี้
มีเงินมั้ยล่ะหนู เจ้าของร้านถามเมื่อเห็นสภาพของเด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมไปหมด ฟุตามิตัวน้อยได้แต่เอียงคอเพราะไม่เข้าใจความหมายของคำถาม ส่วนเจ้าของร้านเองก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะไล่เด็กคนนี้ไปยังไงดี เขาจึงพูดกับฟุตามิว่า
ไปพาพ่อแม่มาก่อนสิ ทำให้ฟุตามิทำหน้าลำบากใจมากเพราะเธอไม่มีพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว เธอจึงบอกกับเขาว่า
หนูมีแต่คุณย่าค่ะ เจ้าของร้านก็เลยบอกให้ไปพาคุณย่ามานั่นแหละ พอดีกับที่ภรรยาเจ้าของร้านได้ยินเสียงสามีคุยกับฟุตามิจึงได้ออกมาดู ทันทีทีเห็นหน้าของเด็กสาวตัวน้อยชัด เธอถึงกับตกใจและรีบดึงหูสามีเข้ามาใกล้ๆทันที เด็กสาวตัวน้อยยังไร้เดียงสาและไม่เข้าใจว่าทำไมหลังจากคุยกับภรรยาแล้วท่าทีของเจ้าของร้านที่มีต่อเธอถึงได้เปลี่ยนไป เขาเชิญเธอเข้าไปในร้าน ยกเรื่องดื่ม ขนมนมเนยออกมารับรองอย่างดีพร้อมทั้งชมเชยความบ้าบิ่นของฟุตามิกันยกใหญ่ เด็กสาวยังคงพูดคำเดิม
อยากได้กิโมโนค่ะ เจ้าของร้านยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนและไปเธอไปยังห้องที่เก็บสินค้าไว้มากมายด้วยหวังว่าอาจจะได้ค่าตอบแทนอย่างงามหรือยิ่งกว่านั้นอาจจะได้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตกับเขาบ้างก็ได้ ดังนั้นจึงพยายามเทคแคร์ฟุตามิเต็มที่ ฟุตามิเห็นกิโมโนมากมายจนรู้สึกตื่นเต้นจนตาเป็นประกายและพยายามเลือกชุดที่เหมาะกับคุณย่าอย่างตั้งใจ
คงจะทำให้คุณย่าดีใจแน่เลย
มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่อยู่ในหัวของเด็กหญิง จนกระทั่งคนของคุโมอินุอิปรากฏตัวขึ้นหลังได้รับการติดต่อเพื่อมารับคุณหนูกลับไป ทุกคนสวมชุดพิธีการจนพอจะคาดได้ว่าพวกเขากำลังทำหน้าที่ตรวจเวนยามในเมืองอยู่
คุณย่าคะ คือว่านะ... ฟุตามิเงยหน้าขึ้นมองคุณย่า นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณย่าตบหน้าหลานสาวคนเดียวอย่างแรง ฟุตามิไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จากสิ่งที่เธอคิดว่าจะทำให้คุณย่าพอใจกลับกลายเป็นถูกโกรธไปเสียนี่ แต่ฟุตามิก็ไม่ร้องไห้ และถ้ามองหน้าของคุณย่าดีๆจะเห็นว่า หน้าของเธอซีดขาวและหายใจแปลกๆ บนใบหน้าอาบด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความเป็นห่วงหลานสาว
คุณย่าคะ เจ็บตรงไหนรึเปล่าคะ ฟุตามิถามคุณย่าแล้วเข้าไปสวมกอดด้วยเนื้อตัวที่มอมแมมนั้นจนหน้าของย่าเธอพลอยมอมแมมไปด้วย แม้กระทั่งวันนี้ความอบอุ่นของคุณย่า ฟุตามิก็ยังจำได้ไม่มีวันลืม สุดท้ายแล้ว ย่าของเธอก็รับกิโมโนชุดนั้นไปเก็บไว้โดยไม่เคยใส่ให้หลานสาวเห็นเลยและมักจะทำหน้าราวกับจะขอโทษฟุตามิเป็นประจำเมื่อถูกถามว่าวันนี้ก็ไม่สวมมันเหรอคะ แม้ว่าตอนนั้นเธอจะคิดว่าคุณย่าเย็นชา แต่ตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วว่าคุณย่ายังมีหน้าที่ซึ่งยังไม่จบนั่นเอง

Last Scence
ฟุตามิลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบๆตัวเธอไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียวทั้งๆที่เป็นบ้านของเธอเอง แม้จะเปิดประตูสักกี่บานก็ราวกับเป็นเขาวงกตที่ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว ฟุตามิอยากให้นี่เป็นความฝัน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกของสายลมเอื่อยๆที่พัดผ่านแก้มของเธอนี้เป็นของจริง
เด็กสาวเริ่มวิ่ง วิ่งไล่แผ่นหลังนั้นที่มองและอยากวิ่งไล่มาตลอด เธอรีบลงจากเขาเพื่อไปยังบ้านอีกแห่งที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำมากมาย ที่ห้องซึ่งเขาเคยชมเชยอาหารของเธอว่าอร่อย ที่ห้องซึ่งเคยหลับนอนด้วยกัน แต่ไม่มีร่างของเขาอยู่ ณ ที่นั้นเลย ทั้งๆที่เมื่อหลับตาลง ความทรงจำมากมายที่ถูกฝังอยู่ก็เอ่อล้นออกมาจากความทรงจำแท้ๆ แต่พอลืมตาขึ้นกลับไม่เป็นเขาคนนั้นอีกแล้ว เด็กสาวรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีจึงออกจากบ้านอีกครั้งโดยไม่ใส่ใจที่จะใส่กุญแจก่อนเหมือนเคย แต่เธอก็หาเขาไม่เจอเลย ฟุตามินั่งลงบนดาดฟ้าของโรงเรียนพลางนึกถึงเรื่องที่กว่าจะจำของชอบของแสลงของซากุได้หมด เรื่องที่มั่นใจว่าทำอาหารให้เขาพอใจได้ไม่แพ้ใคร เรื่องราวมากมายหลั่งไหลออกมามากมาย เด็กสาวอ่อนล้าแต่ก็ออกวิ่งอีกครั้ง วิ่งด้วยร่างกายที่ได้รับชีวิตมาจากเขา จนวันนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะขอโทษเขาอย่างไรพอ
อ่อนแอกว่าเด็กปกติ ไม่สามารถทำในสิ่งที่เด็กปกติในวัยเดียวกันทำได้
จำได้ว่าครั้งแรกที่เธอรู้เรื่องนี้ เธอเสียใจมาก และรู้สึกราวกับว่าขาของตนเองนั้นมันต้องคำสาป เกลียดร่างกายที่ยิ่งเติบโตก็ยิ่งอ่อนแอนี้มาก เพราะมันทำให้เธอต้องดำรงชีวิตด้วยรถเข็นและถูกกักขังอยู่บนภูเขามาตลอดชีวิต จนเมื่อเธอเดินได้ ฟุตามิยังคงจำได้ดีว่าตอนนั้นเธอดีใจเพียงไรที่ได้วิ่งเล่นไปรอบๆสวนจนหกล้มโดยไม่เคยรู้เลยว่าความสุขนั้นเธอได้มาด้วยการเสียสละของซากุ เธอจึงได้แต่ขอโทษเขาอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมานับสิบนับร้อยรอบจนพลบค่ำ ท้องฟ้าในคืนนี้เต็มไปด้วยดวงดาวสุกสกาวโดยไม่มีเมฆมาบดบังแม้แต่แห่งเดียว แต่ฟุตามิหาได้ยินดีกับมันไม่เพราะคำขอแต่งงานของซากุยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอไม่หายไปไหน แม้เธออยากจะให้สิ่งทีเกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่เรื่องโกหก แต่เพียงแค่คำๆนี้เท่านั้นที่เธอขอให้มันเป็นความจริง
โอจูจินจัง แต่ง..งาน..มัน..คือ ถึงอยากร้องไห้แต่ก็ต้องไม่ร้อง
แต่งงานน่ะ มัน..เป็นคำสาบานว่า...จะมาพยายามด้วยกันไม่ใช่....เหรอ
ตอนนี้ ทั้งสองไม่อาจมาพยายามด้วยกันได้อีกแล้ว เพราะคู่ของเธอไม่อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว ฟุตามิแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในใจก็อยากจะย้อนให้มันกลับไปเหมือนเดิม เธอไม่เสียดายสักนิดหากจะต้องอยู่ในท้องฟ้าที่ไร้ซึ่งดวงดาวแต่มีซากุอยู่เคียงข้าง ทั้งๆที่ถูกขอแต่งงาน แต่เธอกลับไม่มีโอกาสจะได้ตอบรับคำขอนั้นแล้ว แม้ไม่อยากจะร้องไห้ แต่พอคิดว่าเขาเสียสละเพื่อเธอแล้ว
ฉัน...เป็นเจ้าสาวของเขาคนนั้นใช่ไหม
ฮืออออออออออออๆ ในที่สุด ฟุตามิก็ร้องไห้ออกมา เธออยากถ่ายทอดความรู้สึกนี้ไปให้ซากุรู้มาก...
จนเวลาผ่านไป 1 ปี
ท่านพี่คะ พอเถอะนะคะ นั่นน่ะมันเป็นเรื่องหลอกเด็กแน่ๆค่ะ เสียงเมเมะดังขึ้นแต่ก็ไร้ผล ฟุตามิยังคงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป
ท่านพี่คะ เมเมะยังไม่ยอม
อื้อๆ นั่นสินะ ฟุตามิรับคำแต่ตาก็ยังคงจ้องที่หนังสือต่อไป
เรื่องแหกตาแหงๆค่ะท่านพี่ หนูยังไม่เคยได้ยินชื่อกลุ่มดาวนั่นเลยนะคะ เมเมะบอก
พูดอะไรน่ะ เมะคาเคะ คนๆนั้นไม่มีทางพูดโกหกอยู่แล้วนี่ ฟุตามิเงยหน้าขึ้นมาตอบ
โกหกเนี่ย หมายถึงเรื่องแต่งที่สร้างขึ้นมาสร้างความพอใจให้กับคนบนโลกเหรอคะ เมเมะถาม
อ๊ะ เรื่องนี้มัน..ว้า ไม่ใช่อยู่ดี หนังสือไม่ได้เรื่อง ฟุตามิพูดอย่างเสียอารมณ์แล้วขว้างมันทิ้ง จากนั้นจึงหยิบเล่มใหม่ขึ้นมาอ่าน ทำเอาเมเมะยักไหล่ด้วยความระอา
ทั้งสองเดินกลับบ้าน ฟุตามิก็ยังไม่วายจะหาเรื่องเล่านั้นต่อ
ท่านพี่คิดจะหาไปจนถึงเมื่อไหร่คะ เมเมะถาม
จนกว่าจะเจอนั้นแหละ ฟุตามิตอบ
ตั้งแต่เมื่อไรนะ ที่ฟุตามิเป็นแบบนั้น เธอตามหาเรื่องเล่าของกลุ่มดาวที่ไม่มีวันเจอมาตลอด เมเมะเห็นแล้วก็พลอยทุกข์ใจ ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีวันพบแท้ๆ แต่เหตุผลของการตามหานั้นอาจจะเป็นเพราะว่ายิ่งค้นหา ก็ยิ่งทำให้ฟุตามิรู้สึกว่าได้ผูกพันกับซากุมากขึ้นก็ได้ ดังนั้น จนกว่าจะเจอที่ฟุตามิว่าก็คือชั่วนิรันดร์ ฟุตามิเองนั่นแหละที่ไม่อยากหาเจอยิ่งกว่าใครอื่น
(ซากุ ของขวัญที่นายมอบให้ท่านพี่ มันทำให้ท่านพี่ทุกข์ซะแล้วนะ) เมเมะได้แต่คิด
แต่ว่า ในเวลาแบบนี้กลับไม่ทิ้งของดูต่างหน้าไว้ให้ท่านพี่เลย งี่เง่าสมกับเป็นซากุเลยนะ เมเมะบ่นถึงซากุ
อย่าพูดอย่างนั้นสิ คนๆนั้นเขาพยายามมากเลยรู้มั้ยฟุตามิปรามเมเมะ
เรื่องนั้นหนูรู้หรอกน่า ทำไมเมเมะจะไม่เข้าใจล่ะ ก็ในเมื่อเขาคนนี้สามารถเขย่าหัวใจของเธอได้ สามารถโค่นโมอิจิลงได้ แถมยังเป็นคนที่สามารถหลบดาบของคิคุโนะมารุได้อีก แต่ถึงอย่างนั้น ราศีคนคู่ก็เหลือเพียงคนเดียวมา1ปีแล้ว การที่เมเมะยังคงอยู่ข้างๆฟุตามิจนวันนี้ก็เพื่อปกป้องฟุตามิเท่านั้น เธอเป็นคนเดียวที่เหลือรอดจากไฟล้างตระกูลครั้งนั้น และจากเหตุการณ์นั้น ทำให้คุโมอินุอิล่มสลายและขณะนี้ตระกูลโอสึกิได้ขึ้นมาเป็นใหญ่แทนอย่างไม่มีใครหยุดได้อีกต่อไป แม้ว่าตระกูลโอสึกิจะไม่คิดทำลายล้างตระกูลคุโมอินุอิที่เสียเสาหลักไปแล้วก็ตาม แต่ผู้คนของตระกูลโอสึกิที่มีความแค้นส่วนตัวกับคุโมอินุอิก็ยังมีมาปองร้ายพวกเมเมะอยู่เนืองๆ ซึ่งเมเมะได้ปะทะกับพวกเขาและได้ถามว่า ตระกูลโอสึกิคิดจะทำอย่างไรกับพวกเธอต่อ ทั้งนี้ก็เพื่อชีวิตของฟุตามิ แต่พวกคนของโอสึกิกลับยังไม่ทันตอบอะไรเธอ พวกเขาก็หายตัวไปราวกับถูกพระเจ้าซ่อนตัวไว้ ทิ้งไว้เพียงคำพูด2ประโยคคือไม่ทันแล้วและช้าไปแล้ว ซึ่งนอกจากนั้นแล้ว เธอก็ไม่เห็นโคโนเมะออกมาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย ที่รู้มามีเพียงข่าวลือถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างมิโดโนะและโคโนเมะเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เมเมะก็พอจะสังเกตเห็นมาก่อนแล้ว
บ้านที่ทั้งสองกลับมาในตอนนี้ ทั้งสองต่างก็มีเหตุผลเดียวกันที่กลับมายังที่นี่
การกลับบ้านของตัวเอง มีอะไรผิดหรือ
ตกค่ำ ฟุตามิก็จะทำเช่นทุกวัน เธอมักจะไปแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ณ ที่นั่น เมเมะที่อยู่ข้างๆก็ได้แต่พูดในใจอยู่เงียบๆ
(ท่านพี่คะ ท่านพี่เคยอยากถามหนูใช่มั้ย ว่าถ้าซากุไม่อยู่ หนูไม่เหงาเหรอ นั่นสินะ พอซากุไม่อยู่แล้วก็เหงาจริงๆนั่นแหละ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้พบกันอีกซักหน่อยนี่ เพราะซากุสัญญากับไอไว้แล้ว ว่าจะอยู่ข้างเดียวกับท่านพี่ตลอดไป ไม่มีวันทิ้งท่านพี่ไปไหนได้หรอก ไอเข้าใจแบบนี้แหละค่ะ)
เอ๊ะ เสียงฟุตามิอุทานขึ้นเมื่อเห็นกลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งกำลังเปลี่ยนรูปร่าง
นั่น...มัน ดาวทั้ง6ที่ไม่มีทางมีอยู่จริง...เรื่องราวที่ค้นหาเท่าไรก็ไม่มีวันเจอ
ซากุเคยพูดไว้ ว่าเมื่อดวงดาวทั้ง6ซ้อนตัวกันเป็นหนึ่ง กลุ่มดาวนั้นจะกลายเป็นดาวตก ฟุตามิจึงรีบออกวิ่งไล่ตามดาวตกดวงนั้น ดาวตกที่ไม่ว่านักดาราศาสตร์คนไหนก็ไม่มีวันค้นพบ
ไม่ว่าคำขอใดก็จะสมหวัง...
แขนขวาที่เคยโอบกอดเธอ..มันกำลังพังทลาย
แขนซ้ายที่เคยสัมผัสผิวกายของเธอ..มันกำลังพังทลาย
ขาขวาที่เคยเดินเคียงข้างเธอ..มันกำลังพังทลาย
ขาซ้ายที่เคยค้ำจุนเธอ..มันกำลังพังทลาย
กายเนื้อที่เคยใช้คุ้มครองเธอ..มันกำลังพังทลาย
และศีรษะที่มอบรอยยิ้มให้เธอนี้ หากทุกสิ่งมารวมกันเสียทั้งหมดแล้ว จะกลายเป็นอะไรอย่างนั้นหรือ
โอจูจินจัง...เด็กสาวเรียกดาวตกด้วยชื่อที่คุ้นเคย
เราชื่อพิฆาตหมาป่า เป็นดาบที่ไม่สามารถทำอันตรายมนุษย์ได้แม้แต่ปลายขน ทว่าหากเป็นปิศาจหมาป่าล่ะก็ สามารถสังหารได้ในดาบเดียว ดาวตกเอ่ย
พูดอะไรน่ะ ฟุตามิไม่เข้าใจ
ถึงแม้ว่าเถ้ากระดูกของปิศาจร้ายจะถูกทำให้เคลื่อนไหวด้วยเทพเจ้าหรือปิศาจก็ตาม... ดาวตกยังคงพูดต่อไปขณะที่ฟุตามิก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ นี่เป็นคำพูดที่ดาวตกดวงนี้ต้องพูดต่อไปไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ตาม เพราะความตั้งใจอันแรงกล้านั้นทำให้ซากุกลายสภาพมาเป็นเช่นนี้ เขาตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งเพื่อที่จะทำเช่นนี้ แต่นั่น มันเพื่ออะไร..
ความรู้สึกที่แรงกล้านั้น มันเกิดมาจากอะไร

ขอโทษ..ขอโทษนะ โอจูจินจัง ทั้งๆที่ว่าจะไม่ร้องไห้และจะยอมรับการตัดสินใจของเขามาตลอด แต่เพราะเข้าใจเขาดีกว่าใครอื่น จึงไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
สาวน้อย เจ้าคือผู้ที่ได้เผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่เรียกว่าหมาป่าหรือ ดาวตกถามฟุตามิแต่ เด็กสาวส่ายหน้า
ฉันเป็นโอจูจินจังช่วยเหลือให้พ้นจากเจ้าหมาป่านั่นต่างหาก เธอตอบ
อืม ดาวตกรับคำสั้นๆและเงียบไปพักหนึ่ง
แล้วมีธุระอะไรกับเราหรือ ดาวตกถามแค่นั้น
เด็กสาวเอย นอกจากหมาป่าแล้ว เราไม่สามารถทำอันตรายผู้ใดได้ เป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าเท่านั้นแลดาวตกพูดต่อ
ไม่ใช่ ไม่ใช่นะ เธอไม่ใช่เศษเหล็ก ถ้าเธอเป็นดาบล่ะก็ เธอต้องเป็นดาบชั้นหนึ่งของโลกแน่ๆฟุตามิพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ถ้าเช่นนั้น เจ้าคือผู้ที่อยากถือครองเราเพื่อทำลายปิศาจหมาป่าหรือดาวตกถามต่อ
ฟุตามิส่ายหน้า ไม่ใช่ ไม่ใช่และไม่ใช่
เจ้าอยากเป็นมาสเตอร์ของเรางั้นหรือ ดาวตกถามต่อ ฟุตามิจึงตวาดไปว่า
ไม่ใช่นะ เจ้านายของฉันคือเธอไม่ใช่เหรอ ผู้ใช้อะไรกัน เธอนั่นแหละที่ต้องใช้ฉัน ใช้ฉันให้ดี เพราะฉัน..คือคุโมอินุอิ ฟุตามิ..คนที่กำลังจะไปเป็นทัตสิมึ ฟุตามิ
เธอบอก..ว่าจะแต่งงานกับฉันไม่ใช่เหรอฟุตามิทวงสัญญา
ขอโทษนะ..โอจูจินจัง..ที่ฉันเป็นคนพรากเอาชีวิตของเธอไป..ขอโทษนะ...
ทำไมกันนะ ทั้งๆที่เวลาที่เธอปรารถนาจะได้ยินคำตอบนั้นกลับตอบเธอไม่ได้
แต่พอเวลาที่คิดว่าตัวเองให้คำตอบได้แล้ว กลับไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกให้เธอรับรู้ได้
ทั้งสองต่างรอคอยกันมาตลอด จนในที่สุด...
ในที่สุด ก็ได้รับคำตอบเสียทีนะ
โอะ..โอจู..
ในที่สุดก็ได้มอบคำตอบให้เสียที
โอชู..จิน..จัง ฟุตามิค่อยๆลืมตาขึ้นเพื่อยืนยันปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าตนเอง ไม่เปลี่ยนไปเลยนะฟุตามิ เธอยังคงเป็นคนเดิมที่ทำอาหารได้เก่งราวมืออาชีพ ทำงานบ้านได้อย่างสะอาดหมดจด...
ฟุตามิ คนที่สอนเรื่องสำคัญให้แก่ซากุ...
ไม่เป็นไรหรอก จะร้องไห้ก็ไม่เป็นไรหรอก