เเละในที่สุดก็มาถึงช่วงสุดท้ายของตัวบทความที่ถูกหั่นออกมาจากเดิมเเล้วนะครับ โดยในช่วงบทสุดท้ายนี้จะเป็นบทที่สรุปร่วมยอดในประเด็นทั้งหมดออกมาว่าสุดท้ายเเล้ว "หน้าตา" ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการคอสเพลย์อย่างไรบ้าง ซึ่งจะตรงหรือจะค้านกับความเห็นของใครก็เเล้วเเต่ ถ้ามีโอกาสก็ลองมาเเชร์ความเห็นกันได้นะครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่ดูจะซับซ้อนเกินไปที่จะถือเอาความคิดเห็นหรือประสบการณ์ของใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวมาตัดสินในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเเจ่มชัด เพราะงั้นถ้ามีความเห็นอะไรใหม่ๆก็รบกวนเเชร์กันได้เต็มที่เลยเน้อ
ถ้างั้นก็ไปเริ่มกับบทความในช่วงสุดท้ายกันต่อเลยเเล้วกันครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความในสองช่วงเเรก ก็ขอให้ไปตามอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ได้เลยนะ
สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากับการคอสเพลย์)
สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของการเป็น "ไอด้อลคอสเพลย์")
การเป็น “อีเดียต คอสเพลย์” เสียอะไรมากกว่าที่คุณคิด
เมื่อทิศทางของการคอสเพลย์เริ่มที่จะแปรผันไปในเชิงของ “ความสวยความงาม” มากขึ้น การที่ “หน้าตา” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความสวยงามดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อความสวยงามดังกล่าวบวกรวมเข้ากับการคอสเพลย์ การคอสเพลย์ที่จะถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้แต่งคอสเพลย์มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” ตามไปด้วย และเมื่อมองย้อนกลับไปดูนิยามความหมายของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์แล้ว การคอสเพลย์ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้สึกชื่นชอบกับอะไรบางอย่างขึ้นมาจนรู้สึกอยากที่จะแสดงความชอบนั้นของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่เป็นไปเพื่อแสดงออกเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของเจ้าตัว ซึ่งหากพิกัดพื้นที่อยู่แค่ในวงการการ์ตูนแล้ว แน่นอนว่าการคอสเพลย์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คนชอบการ์ตูนมักจะใช้เป็นวิธีการหนึ่งต่อการแสดงออกถึงความชอบที่มีต่อการ์ตูนของตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ไม่ต่างไปจากการทำแฟนซับ การวาดการ์ตูนให้คนดู การแปลการ์ตูนให้คนอ่านหรือการเขียนบทความรีวิวการ์ตูน เป็นต้น หากแต่การแสดงออกดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นความสัมพันธ์เชิงสองทางที่เมื่อมี “ผู้เสนอ” ก็จำเป็นต้องมี “ผู้รับสนอง” กลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่ากิจกรรมการคอสเพลย์เมื่อมี “ผู้แต่ง” ก็จำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” และ “ผู้ดู” ที่ว่านี้ก็ย่อมต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเสมออีกด้วย
เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการคอสเพลย์จึงหนีไม่พ้นว่าต้องมี “คนดู” รวมอยู่ด้วยถึงจะนับได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายและองค์ประกอบสำคัญของการมาคอสเพลย์ แต่ถ้าเกิดว่าการแต่งคอสเพลย์ของคนบางคนนั้นไม่มี “ผู้ดู” ขึ้นมาล่ะ จะเรียกได้ว่าการคอสเพลย์ของคนๆนั้นมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่ ? แล้วถ้าการคอสเพลย์ของคนบางคนมีจำนวนของ “ผู้ดู” มากกว่าคนอีกคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าการคอสเพลย์ของคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” มากกว่านั้นประสบความสำเร็จกว่าคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” ที่น้อยกว่าหรือไม่ ?
คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะที่ว่า ยิ่งแสดงออกให้ผู้อื่นได้รับรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” อย่างหนึ่งเหมือนกันที่ยิ่งเรียกร้องแล้วยิ่งมีผู้ให้ความสนใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวผู้ที่เรียกร้องเอง หากแต่เมื่อสิ่งนี้ปรากฏอยู่ในวงการคอสเพลย์ที่เรื่อง “หน้าตา” เป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนต่อการเรียกร้องให้คนอื่นเข้ามาดู เมื่อนั้นผู้ที่จะตกเป็นบุคคลที่เสียเปรียบที่สุดก็ดูจะหนีไม่พ้นนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” อย่างแน่นอน
นักคอสเพลย์ขี้เหร่หรือที่พอจะรู้จักในนามของ “อีเดียต คอสเพลย์” นั้นดูจะเป็นสถานะอีกฝั่งหนึ่งของ “ไอด้อล คอสเพลย์” ทีเดียว เพราะคำว่า “อีเดียต คอสเพลย์” เป็นสิ่งที่ไว้ใช้อธิบายถึงนักคอสเพลย์ที่มีรูปร่างหน้าตาขี้เหร่แต่ต้องการที่จะเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพื่ออวดโฉมตนเอง ซึ่งการอวดโฉมตนเองนั้นในสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้วล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังไว้ให้เป็นสิ่งที่มีแต่คน “หน้าตาดี” เท่านั้นถึงจะทำได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าใครต่างก็มีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง กระทั้งมีสิทธิในการที่จะโชว์ความภาคภูมิใจนั้นให้ผู้อื่นได้รับรู้รับชม
จริงอยู่ที่คนทุกคนจะมีสิทธิ์ในการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคน “หน้าตาดี” แต่นั่นก็ไม่ใช่ในกรณีของผู้ชมทุกคนที่จะคิดว่าเขาคนนั้นเป็นคน “หน้าตาดี”
เพราะฉะนั้น “อีเดียต คอสเพลย์” จึงกลายเป็นสถานะของบุคคลที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่รู้จักความพอเพียงและสถานะจุดยืนของตนว่าเหมาะสมหรือไม่กับการมาแต่งคอสเพลย์ และยิ่งในสภาวะบรรยากาศที่วงการคอสเพลย์ยอมรับนับถือบุคคลที่มี “หน้าตาดี” ด้วยแล้ว เหล่าบุคคลผู้มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่มาแต่งคอสเพลย์จึงมักถูกผลักไสให้เข้ามาอยู่ในสังกัดของ “อีเดียต คอสเพลย์” โดยอัตโนมัติ ภายใต้ข้อตำหนิว่าเป็นการทำให้ตัวละครนั้นๆเสื่อมเสีย ซึ่งการทำให้ตัวละครอันเป็นที่ยกย่องบูชาของเหล่าแฟนๆเกิดการเสื่อมเสียนั้น นั่นหมายความว่าผู้ที่แต่งคอสเพลย์คนนั้นจะต้องถูกตราหน้าจากสังคมการ์ตูนทันทีว่าเป็นคนที่ไม่รักในตัวละครตัวนั้นจริงๆ เพราะการกระทำ (การคอสเพลย์) ของเขานับว่าเป็นการทำลายภาพพจน์ที่สวยงามและแสนจะศักดิ์สิทธิ์ของตัวละครตัวนั้นให้พังทะลายลงไปในทันใดซึ่งเปรียบได้กับการดูถูกตัวละครตัวนั้นอย่างร้ายกาจ เพราะอย่างไรเสียการคอสเพลย์ก็คือ “การเลียนแบบ” แล้วถ้านั่นเป็นการ “เลียนแบบที่ไม่เหมือน” กระทั้งเป็น “การเลียนแบบที่น่ารังเกียจ” ย่อมต้องเป็นธรรมดาที่ผู้แต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้จะต้องถูกกล่าวหาจากผู้ที่นิยมชมชอบในสิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งความสามารถที่เหมาะจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คนที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” ดูจะเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนจะถูกจองจำให้อยู่แต่ในวังวนของการถูกรังเกียจและโดนดูถูกจากสังคมภายนอกเสมอมา ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะเช่นนี้นับว่าเป็นสถานะที่ต่างไปจากสถานะของการเป็น “ไอด้อล” อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วหากมองลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจของเหล่าบุคคลผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” แต่อยากมาคอสเพลย์นั้น ก็ไม่แน่ว่าภายในหัวใจเบื้องลึกของพวกเขาอาจจะเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อตัวการ์ตูนตัวนั้นอย่างเต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ใจก็ได้ เพราะหากพูดกันถึงเรื่อง “ใจรัก” แล้ว ไม่ว่า “คนหน้าตาดี” หรือ “หน้าตาขี้เหร่” ต่างก็มีสิ่งๆนี้ได้อย่างเท่าเทียมและไม่แตกต่างกัน
เมื่อ “ผู้ดู” เลือกที่จะดูเฉพาะกับนักคอสเพลย์ที่หน้าตาดีแล้ว นั่นหมายความว่าจะมีแต่คนที่หน้าตาดีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสในการแสดงออกถึงความชอบของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้มากกว่าคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ สภาพดังกล่าวก็คงไม่ต่างไปจากการที่เราอยากจะบอกอะไรบางอย่างในใจให้กับใครซักคนหนึ่งได้รับรู้ แต่ก็ไม่มีใครอยากที่จะฟังเรากระทั้งยังอาจจะรู้สึกรังเกียจและรู้สึกรำคาญเราเสียอีกด้วย ครั้นจะอ้างว่าการคอสเพลย์แต่ละครั้งแค่ได้แต่งก็เพียงพอแล้ว คนจะดูหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ดูจะเป็นแนวคิดที่อยู่ในอุดมคติเกินไป เพราะถ้าการคอสเพลย์มีจุดหมายเพียงแค่ได้แต่งแต่เพียงอย่างเดียวก็เท่ากับว่าผู้แต่งสามารถแต่งคอสเพลย์คนเดียวอยู่บ้านเพื่อไว้ชื่นชมเองคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาแต่งในงานที่เป็นสาธารณะ เพราะถ้าเมื่อใดคุณต้องการแต่งออกงานสาธารณะ นั่นหมายความว่าในใจลึกๆของคุณเองก็เรียกร้องให้คนอื่นมาดูการคอสเพลย์ของคุณเพื่อที่คุณจะได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อการที่มีคนเข้ามาสนใจในการกระทำดังกล่าวของตัวคุณเอง
แต่ถ้า “หน้าตา” มีส่วนในการบั่นทอนหรือส่งเสริมการแสดงออกต่อความชอบของผู้ที่มาแต่งคอสเพลย์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?
เมื่อคุณสมบัติด้าน “หน้าตา” เข้ามามีส่วนสัมพันธ์กับการดึงดูดให้บุคคลอื่นเข้ามาดูคอสเพลย์ นั่นหมายความว่าคนที่มีหน้าตาสวยงามและน่าดึงดูดมากกว่าย่อมเป็นผู้ที่จะสามารถสื่อความรู้สึกของตัวเองไปให้กับผู้อื่นได้รับรู้มากกว่า โดยทัศนคติที่มักจะพบได้ในหมู่คนที่ชื่นชอบการ์ตูนก็มักจะเป็นไปในเชิงบวกเสมอต่อนักคอสเพลย์ที่เป็น “ไอด้อล” ว่าเขาหรือเธอคนนี้คือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นบุคคลตัวอย่างของผู้ที่ “ชอบจริง” และ “รักจริง” ในตัวละครตัวนั้นๆ แต่ในทางกลับกันเมื่อคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ได้มาแต่งคอสเพลย์ กลับกลายเป็นว่าในสายตาของคนภายนอกมักจะมองว่าการคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาขี้เหร่เป็นสิ่งที่น่าตลกขบขันจนน่าล้อเลียนหรือกระทั้งน่าเสียดสี ซึ่งการทำให้การคอสเพลย์ของที่คนที่หน้าตาไม่ดีกลายเป็น “เรื่องตลก ล้อเลียน เสียดสี” ย่อมเป็นสิ่งที่หัวเราะไม่ได้ในหมู่นักคอสเพลย์ที่มาคอสตามความชอบแบบจริงจัง เพราะคนที่ถูกหัวเราะย่อมไม่หัวเราะด้วย ในทางตรงกันข้าม เสียงหัวเราะของฝ่ายหนึ่งกลับนำไปสู่ความไม่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเสียงหัวเราะกลับเป็นการกดสถานะของผู้อื่นให้ไม่มีความสำคัญหรือต่ำต่อยกว่า อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องขำขันเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจและความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการคอสเพลย์ของคนขี้เหร่คนนั้นเป็นการคอสเพลย์ที่ต้องการแสดงออกอย่างตั้งใจจริงโดยไม่ต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากใคร เพราะตลกที่มาผิดที่ผิดเวลาจำนวนมากก็พร้อมที่จะจบลงด้วยความขุ่นเคือง เนื่องด้วยอีกฝ่ายหนึ่งไม่ขำนั่นเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็สามารถพบได้จากนักคอสชายที่ต้องการแต่งคอสเป็นตัวละครผู้หญิง เป็นต้น ที่มักจะถูกหัวเราะเยาะจากผู้คนรอบข้างเสมอว่าเป็นตัวตลก โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าเขาคนนั้นมีความตั้งใจที่จะมาแต่งคอสเพลย์ด้วยใจที่รักในตัวละครที่แต่งมากน้อยเพียงใดและจริงจังขนาดไหน เพราะในสายตาของ “ผู้ดู” รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่สวยย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อยากที่จะเข้าไปล่วงรู้หรือทำความรู้จักในประเด็นที่อยู่ลึกลงไปเสียเท่าไหร่นัก
เมื่อการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาดี” เป็นการแสดงออกที่ทุกคนพร้อมจะรับรู้และพร้อมที่จะตีความหมายของ “ความชอบ” ดังกล่าวไปในเชิงที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาขี้เหร่” ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่เรื่องตลกชวนหัว นั่นก็หมายความว่า “หน้าตาที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ในการแสดงออกต่อความชอบที่แตกต่างกัน” เพราะในตอนนี้ “ความชอบ” ของอีกฝ่ายได้ถูกยกขึ้นสูงและของอีกฝ่ายได้ถูกกดลงต่ำซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพของความ “ไม่เท่าเทียม” กันได้อย่างเด่นชัดมากทีเดียว
“ผู้ดู” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่จรรโลงไว้ซึ่งความสำคัญของ “หน้าตา” ต่อการคอสเพลย์
“หน้าตา” เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ก็คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ให้กับนักคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนในการคอสเพลย์แต่ละครั้ง แต่กระนั้น “หน้าตา” ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์กับตัวนักคอสเพลย์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะ “หน้าตา” ยังก่อประโยชน์ให้กับบุคคลอื่นได้อีกด้วย ซึ่งบุคคลที่ว่านั้นก็คือกลุ่มของ “ผู้ดู” นั่นเองที่จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากทีเดียวต่อคุณสมบัติดังกล่าว
ขึ้นชื่อว่า “ผู้ดู” แล้ว ย่อมเป็นสถานะที่ไม่สามารถแยกออกจากเรื่องความสวย ความงามไปได้เลย เพราะการดูหรือการจ้องมองนั้นย่อมเป็นกริยาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความพอใจที่จะมองหรือดูในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าน่าพึงพอใจ ซึ่งผลประโยชน์อย่างแรกสุดที่ “ผู้ดู” มักจะได้รับจากการดูนักคอสเพลย์ที่แต่งคอสมาสวยไม่ว่าความสวยนั้นจะมาจากในเรื่องของชุดคอสเพลย์ก็ดี ของท่าทางก็ดี หรือของหน้าตาก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขทางใจให้กับ “ผู้ดู” อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะอย่างน้อยๆก็คงไม่มีใครที่มาเที่ยวงานคอสเพลย์จะสามารถประกาศตนว่าเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลสตัณหาไปได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ผู้ดู” ที่อยู่ในอาณาบริเวณของการคอสเพลย์ย่อมเป็นผู้ที่ชอบและหวังจะได้เห็นนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาสวยๆหล่อๆ ใส่ชุดคอสที่งดงามประกอบกับการขยับขยายเรือนร่างท่าทางที่ตรงตามแบบฉบับตัวการ์ตูนที่ตนเองชื่นชอบอย่างแน่นอน ซึ่งความสุขว่าด้วยเรื่องการดูหรือการชมในสิ่งที่สวยงามในฐานะของการเป็น “ผู้ดู” ก็ขอไม่เขียนไว้ ณ ที่นี้ เพราะทุกๆคนที่เคยทำตนเป็น “ผู้ดู” ก็ย่อมต้องรู้จักอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะนี่ถือว่าเป็นกิเลสขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักมันเป็นอย่างดี
แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อ “ผู้ดู” ทุกคนเรียกร้องและต้องการที่จะดูคอสเพลย์ที่สวยงามแล้ว ความต้องการในการเห็นนักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติของความงามครบถ้วนย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องความงามครบถ้วนก็มักที่จะได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากกลุ่ม “ผู้ดู” เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของ “ผู้ดู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผลประโยชน์ที่มาจากความสวยงามของนักคอสเพลย์จะหยุดอยู่แค่สร้างความพึงพอใจให้กับ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่นให้เกิดขึ้นกับตัวของ “ผู้ดู” เองอีกด้วย ซึ่งในที่นี้ก็ขอยกตัวอย่างในกรณีของตากล้องคอสเพลย์ที่ดูจะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องดังกล่าว
ในฐานะของตากล้องคอสเพลย์แล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการคอสเพลย์มากทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานะของความเป็น “สื่อมวลชน” ที่คอยบันทึกภาพความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นในงานคอสเพลย์มาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย หากแต่งานของตากล้องคอสเพลย์นั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ตั้งอยู่บนความสมัครใจและพอใจจะทำของผู้ถ่ายเป็นหลัก ซึ่งด้วยความที่เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวของผู้ถ่าย นั่นหมายความว่าการริเริ่มถ่ายรูปในแต่ละครั้งของตากล้องคอสเพลย์จึงมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งการที่เหล่าตากล้องจะโน้มเอียงไปในทิศทางของการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่สวยๆหล่อๆแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรตากล้องคอสเพลย์ก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่มีกิเลสอันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ตากล้องเลือกที่จะถ่ายแต่นักคอสสวยๆมากกว่านักคอสที่ขี้เหร่ เพราะการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” ที่ประหนึ่งเป็นนางแบบหรือนายแบบชั้นเลิศก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กลุ่มตากล้องผู้รักการถ่ายรูปได้มีโอกาสในการแสดงฝีมือการถ่ายภาพของตนเองว่าเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ต่อการได้ถ่ายคนที่เป็น “ไอด้อล” และหากตากล้องคนใดได้รับการไหว้วานจากเหล่า “ไอด้อล” ให้มาตามถ่ายรูปอยู่เป็นประจำด้วยแล้ว ความรู้สึกที่ได้รับก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการได้เป็นตากล้องมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจให้ถ่ายภาพของเหล่าคนสำคัญประจำวงการนั่นเอง ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมไปถึงเหล่าตากล้องบางคนที่ใช้กล้องเป็นทางผ่านต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักคอสผู้มี “หน้าตาดี” ทั้งหลายอีกด้วย
ซึ่งการกระทำดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระเทือนถึงนักคอสเพลย์คนอื่นๆที่ไม่ได้มีหน้าตาดีพอที่จะดึงดูดให้เหล่าตากล้องมาถ่ายเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันในวงการคอสเพลย์ที่คน “หน้าตาดี” จะดำรงสถานะของการเป็นคน “สำคัญ” ที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากตากล้องก่อนหน้านักคอสเพลย์คนอื่นๆที่มีหน้าตาปานกลางไปจนถึงย่ำแย่ก่อนเสมอ นอกจากนี้ด้วยความที่ตากล้องยังทำหน้าที่เสมือนผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์การคอสเพลย์ผ่านภาพถ่ายด้วยแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้การคอสเพลย์ของคนที่มีหน้าตาขี้เหร่มิสิทธิ์ที่จะถูกลบเลือนให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การคอสเพลย์เพิ่มมากขึ้นไปอีกราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย ซึ่งมีนัยที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นคนที่ “ไม่สำคัญ” เพียงพอที่จะให้ผู้อื่นได้จดจำนั่นเอง
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็น่าจะมีคนในวงการคอสเพลย์หลายคนได้ยินกันอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับการรณรงค์ในหมู่ตากล้องด้วยกันเองที่เน้นย้ำให้เหล่าตากล้องคอสเพลย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพคอสเพลย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความรักในการแต่งคอสเพลย์” เป็นสำคัญมากกว่าการเอา “ความสวยงามในการแต่งคอสเพลย์” เป็นที่ตั้ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการรณรงค์ให้กลุ่มตากล้องสนใจที่จะสร้างงานที่มาจากความสวยงามจาก “ภายใน” ของตัวนักคอสเพลย์มากกว่าความสวยงามที่ปรากฎอยู่ “ภายนอก” ซึ่งความพยายามดังกล่าวก็นับว่าเป็นการเสริมสร้างจรรยาบรรณให้กับเหล่าตากล้องไม่ให้มีค่านิยมที่ชื่นชอบความงามที่มาจาก “ภายนอก” มากกว่าความงามที่มาจาก “ภายใน” นั่นเอง เพราะการกระทำกระทำดังกล่าวรังแต่จะทำให้วงการคอสเพลย์กลายเป็นกิจกรรมที่มีไว้เฉพาะสำหรับคนที่มี “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไร การรณรงค์ดังกล่าวก็ยังดูอ่อนพลังพอๆกับการรณรงค์แบบอื่นๆที่มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากสิ่งที่รณรงค์เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรที่จะเห็นจำนวนภาพถ่ายของตากล้องคอสเพลย์ส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพของนักคอสที่ “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ในสัดส่วนที่มากกว่านักคอสที่มีหน้าตาระดับรองๆลงไปจนถึงอาจไม่มีเลยในส่วนของนักคอสที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” เพราะถึงอย่างไรเสีย นี่ก็คือสิทธิอันชอบธรรมของตากล้องที่จะสามารถเลือกได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีและสิ่งใดเป็นสิ่งที่แย่ต่องานของตัวเอง
เมื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่เกิดขึ้นระหว่างนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” และเหล่า “ผู้ดู” ทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืนแล้ว จึงไม่แปลกที่ตัวอย่างของนักคอสเพลย์ส่วนใหญ่ที่เป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของ “ผู้ดู” จึงมักจะเป็นคนที่ “หน้าตาดี” อยู่เสมอ คุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” จึงเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับนักคอสเพลย์ระดับนี้ ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดที่ว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจ” กันอีกที แม้ว่าคำๆนี้จะมีส่วนที่ถูกอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้แสดงความเป็นจริงทั้งหมดของการบรรลุถึงจุดสูงสุดของการคอสเพลย์ออกมา เพราะการคอสเพลย์ที่มีแต่ใจนั้นนับได้ว่าเป็นเพียงคุณสมบัติขั้นต่ำสุดที่ทุกคนจะพึงมีต่อการก้าวมาสู่สังคมแห่งการคอสเพลย์ หากแต่ถ้าคิดจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ คุณสมบัติของการเป็นผู้มี “หน้าตาดี” ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะถึงอย่างไรเสียการคอสเพลย์กับหน้าตาก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เหมือนๆกันกับตัวละครในการ์ตูนที่ย่อมต้องถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาดีเพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับผู้ชมนั่นเอง
“หน้าตา” คุณสมบัติอันแสนสำคัญที่มีไม่วันห่างหายไปจากวงการคอสเพลย์
เมื่อบทความได้เดินทางมาถึงตรงจุดนี้ ก็คงจะเป็นที่ทราบกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องของ “หน้าตา” นับว่าเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ขาดไปเสียไม่ได้ในการคอสเพลย์ ซึ่งแม้ว่าในประเด็นดังกล่าวจะยังมีหลายคนที่ยังคงโต้เถียงในเรื่องนี้อยู่ หากแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครซักคนได้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการคอสเพลย์ที่ทุกคนต่างยอมรับนับถือนั้น นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในเรื่องชุดคอสเพลย์และการทำท่าทางประกอบการสวมบทบาทแล้ว เรื่อง “หน้าตา” ก็ยังนับว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มิสามารถขาดไปได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อ “หน้าตา” นับเป็นสิ่งที่สำคัญ การคอสเพลย์ในแต่ละครั้งทั้งของคนที่มี “หน้าตาดี” และคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งๆนี้อย่างมากไม่ต่างกันอีกด้วย
ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเท่าไหร่ หากแต่จะเป็นปัญหาของนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” เสียมากกว่า โดยหลากหลายทางออกที่ได้มีการเสนอมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่อยากจะแต่งคอสเพลย์ให้สวยงามก็อาทิเช่น การใช้เทคนิกการแต่งหน้าในการช่วยเสริมความงาม การเลือกแต่งตัวละครที่มีหน้าตาที่ไม่ดีนัก หรือแม้กระทั้งการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกเสนอมาว่าสามารถทำได้สำหรับผู้ที่ไม่ได้มี “หน้าตา” เป็นทุนรอนของชีวิต แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ถือว่ายังมีข้อจำกัดในการปฎิบัติตามอยู่มาก กล่าวคือ การแต่งหน้าที่แม้จะทำให้ใบหน้าหลังแต่งมีความสวยงามได้มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนโครงหน้าได้อยู่ดี เพราะอย่าลืมว่าองค์ประกอบของใบหน้าที่สวยงามไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องรวมไปถึงโครงหน้าที่เข้ารูปอีกด้วยถึงจะมีผลต่อการแสดงออกถึง “ความสวยงาม” บนใบหน้าที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนในเรื่องของการเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละครที่มีหน้าตาไม่ดีก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความน่าสนใจและดูจะเป็นไปได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” จะไม่สามารถที่จะเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละคร “หน้าตาดี” ได้เลย เพราะตัวเลือกที่เขาจะสามารถเลือกได้กลับถูกจำกัดไว้ให้มีแต่ตัวละครที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และในส่วนของทางออกสุดท้ายว่าด้วยเรื่องการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็นับว่าเป็นอีกทางออกหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดกับคนที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ เพราะ “หน้าตา” แม้จะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งไปไม่ได้ เพราะอย่างน้อยๆตัวละครในการ์ตูนก็มีหลายตัวที่ไม่ได้แสดง “หน้าตา” ในแบบของความเป็นมนุษย์ที่ “หน้าตาดี” อยู่มากมาย อย่างเช่นตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์และปีศาจ เป็นต้น ซึ่งการคอสเพลย์ประเภทนี้จะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดูได้ไม่แตกต่างหรือกระทั้งอาจจะเหนือกว่านักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หากแต่ค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายออกไปก็คือ ผู้แต่งคอสเพลย์ประเภทนี้จำเป็นต้องมีกำลังทรัพย์และฝีมือมากเพียงพอที่จะทำให้เป็นจริง มิฉะนั้นก็ยากที่จะทำได้
ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางออกที่มีไว้ให้สำหรับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ไว้ได้เลือกใช้เป็นทางออกต่อการแต่งคอสเพลย์โดยที่ไม่ต้องถูกครหานินทาจากคนรอบข้าง ซึ่งการนินทาดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่มักจะสร้างความหนักใจให้เสมอกับนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปในทันที หากนักคอสเพลย์ผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” ทั้งหลาย กระทำการขบถต่อ “ผู้ดู” โดยไม่ถือเอาสายตาของ “ผู้ดู” เป็นสาระสำคัญ แต่เลือกที่จะเอาตามความต้องการของตนเองเป็นตัวตั้งต่อการเลือกแต่งคอสเพลย์ และเอาตนเองเป็นผู้กำหนดคุณค่าการคอสเพลย์ของตน
แต่ถึงกระนั้น จะมีนักคอสเพลย์ซักกี่มากน้อยที่กล้าพูดได้ว่าไม่สนใจต่อสายตาของ “ผู้ดู” กระทั้งในใจลึกๆก็ไม่แม้แต่จะรู้สึกคาดหวังกับจำนวน “ผู้ดู” ที่เข้ามาดูการคอสเพลย์ของตน
เพราะถึงอย่างไรเสีย การแต่งคอสเพลย์ในที่สาธารณะก็ยังจำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อการประสบความสำเร็จของนักคอสเพลย์ทุกๆคนที่เข้ามาแต่งคอสเพลย์ เพราะอย่างน้อยๆการเล่นคอสเพลย์ก็ดูจะไม่ต่างไปจากวงการบันเทิงที่ทุกคนในวงการจำเป็นที่จะต้องประชันจุดเด่นของตัวเองออกมาให้มากที่สุดเพื่อสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วการแต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการเล่นหุ้นหรือเล่นหำที่จำเป็นต้องปั่นมันอยู่เสมอ แต่ใครจะปั่นมันจนถึงจุดสุดยอดหรือปั่นจนวอดวายเจ็บตัวก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลทั้งสิ้น
สุดท้ายนี้ เมื่อเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่อง “หน้าตา” ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการคอสเพลย์อย่างที่มิอาจจะปฏิเสธได้ การที่จะรู้จักยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันจึงเป็นสิ่งที่สมควรจะทำมากกว่าที่จะปฏิเสธมัน แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักคอสเพลย์รู้สึกกระดากใจต่อการยอมรับในสิ่งที่มาทำให้สังคมคอสเพลย์ไม่ได้มีความ “เท่าเทียม” กันตามที่วาดฝันไว้ก็ตามที เพราะจะว่าไปแล้วการเรียนรู้และยอมรับต่อสิ่งดังกล่าวก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกๆคนในสังคมก็ล้วนเข้าใจมันดีอยู่แล้ว เพราะความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องอื่นๆภายในสังคมอีกมากมายของมนุษย์ที่พร้อมจะดันใครบางคนขึ้นสูงและกดใครบางคนลงต่ำอย่างไม่ปราณีนั่นเอง
ก่อนจากกัน ผมเองก็มีภาพของนักคอสสาวชาวเกาหลีมาให้ดูกันอีกเช่นเดิม เพียงเเต่คราวนี้เปลี่ยนมาดูในรายของคนที่เขาว่าไม่ศัลยกรรมกันบ้างดีกว่า ให้รู้กันว่าสาวชาวเกาหลีก็มีสวยใสตามธรรมชาติอยู่เหมือนกันนะ ไม่ต้องไปผ่าหน้าผ่าตาอะไร เเค่รู้จักเเต่งตัวก็สามารถสวยได้เเล้ว
นักเรียนสาวคนนี้ดูโก๊ะมากๆอ่ะ เป็นใครกันนะ มีใครจำได้ไหม ?
เฉลยเลยเเล้วกัน
เธอก็คือนักคอสเพลย์ชาวเกาหลีชื่อดังสังกัดทีม Spiral Cats ที่ชื่อว่า Tomia นั่นเองครับ
ถ้าดูจากหน้าที่ไม่เเต่งตอนเป็นนักเรียนนี่ จะเห็นว่าโครงหน้าเเละตาของเธอเข้ารูปมาตั้งนานเเล้ว พูดง่ายๆคือดูไม่ต่างจากช่วงปัจจุบันเลย พอโตขึ้นก็สวยขึ้น เเต่งคอสออกมาเลยเป็นธรรมชาติมากๆเลย ยอดจริงๆคนนี้
เป็นอันว่าวันนี้ผมขอจบเอนทรี่บทความทั้งหมดไว้เเต่เพียงเท่านี้เเล้วกันนะครับ ไว้คราวหน้ามีอะไรน่าสนใจไว้ผมจะหาเวลามาเขียนอีก ขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดีกับชีวิตนะครับ
สวัสดี