สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะครับ ตอนนี้คำถามแรกที่ผมอยากจะถามกับทุกๆท่านก็คือ “ชีวิตของทุกๆท่านเป็นอย่างไรกันบ้างครับหลังน้ำท่วม ?" คำตอบที่ออกมาก็คงจะไม่พ้นว่าต้องขัดบ้านจนมือชามั้งล่ะ ต้องไล่ทิ้งข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านจนมึนตึ๊บมั้งล่ะหรือแม้กระทั้งต้องทำงานหาเงินเพิ่มเติมเพื่อมาใช้เป็นค่าซ่อมแซมบ้านที่เสียหายมั้งล่ะ สินะครับ ซึ่งคำตอบต่างๆเหล่านี้ก็คงจะแตกต่างกันไปตามความหนัก-เบาของสถานการณ์ที่ทุกๆท่านได้รับนั่นแหละ บ้างคนโดนมากก็ต้องรับผิดชอบหนักหน่อย บางคนโดนน้อยก็พอรับได้ หรือบางคนไม่โดนเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีที่ไม่โดน ซึ่งเรื่องโดนหนัก-ไม่หนักนี่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ท่านอยู่อาศัยล้วนๆจริงๆ ไม่รู้จะแก้ไขยังไงนอกจากทำใจรับกับมันให้ได้เท่านั้นแหละครับ
แต่ไม่ว่าสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาจะหนักหรือเบาเช่นไร มาจนถึงวันนี้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็นับว่าคลี่คลายไปได้มากแล้ว บางที่ก็กลับมาเป็นปกติดังเดิม บางทีก็ยังมีน้ำขังบ้าง บางทีน้ำอาจยังท่วมอยู่นิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วสถานการณ์ต่างๆก็มีแนวโน้มที่ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆซึ่งก็นับเป็นข่าวดีที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมาเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนแน่นอน
สำหรับตัวผม ตอนนี้น้องน้ำก็ได้ลาขาดจากบ้านผมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากเธอแอบบุกรุกเข้ามาขออาศัยในบ้านผมเป็นเวลานานร่วมเดือน ตอนเธออยู่ผมเองก็นึกรังเกียจรังงอนเธออยู่มากเหมือนกันที่เธอทำให้ผมและครอบครัวต้องประสบกับภาวะการใช้ชีวิตที่ยากลำบากสุดๆ แต่พอเมื่อถึงวันที่เธอจากลาผมไปอย่างเงียบๆ ผมเองก็อดคิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเธอไม่ได้เหมือนกัน เพราะเวลากว่า 1 เดือนนี่เธอก็ทำให้ผมได้พบอะไรใหม่ๆในชีวิตมากมายจนยากจะลืมได้ลงจริงๆ ซึ่งตัวผมเองก็เชื่อว่าทุกๆท่านก็น่าจะมีช่วงเวลาที่เป็นแบบผมไม่มากก็น้อยล่ะครับ จริงไหม ?
Entry ในวันนี้ผมจึงอยากจะนำภาพที่ผมได้ถ่ายเก็บไว้เมื่อวันที่ “น้องน้ำ” บุกบ้านผมอย่างเต็มรูปแบบมาบันทึกลงไว้ให้เพื่อนๆได้ดูกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นในเขตหลักสี่ (เขตของบ้านผม) มีสภาพเป็นเช่นไรหลังจากที่โดนเธอบุกตะลุยยึดพื้นที่ในบ้านแบบเต็มอัตราศึก
เรามาร่วมรับชมบันทึกดังกล่าวไปพร้อมๆกันได้เลยครับผม
บ้านผมนั้นตั้งอยู่บนพื้นที่เขตหลักสี่ที่ติดอยู่ตรงริมคลองประปาพอดี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านไปแถวนั้นก็จะทราบว่ามันเป็นฝั่งตรงข้ามกับเมืองทองธานีนั่นเอง จากภาพจะเห็นได้ว่าน้ำที่ไหลทะลักมาจากคลองประปาได้เอ่อล้นเข้ามายังพื้นที่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านราวกับน้ำตกทีเดียว

ชั่วเวลาแค่ไม่กี่อึดใจน้ำจากคลองประปาก็ได้เข้ามายึดบ้านผมเรียบร้อยเสียแล้ว

ถนนทางเข้าบ้านของผมถูกทำให้กลายสภาพเป็นคลองในบัดดลจนแยกไม่ออกเลยว่าตรงไหนคือถนนและตรงไหนคือสวน


สวนหน้าบ้านของผมถูกยึดคลองโดยน้องน้ำเรียบร้อยแล้ว


เมื่อมองจากสระว่ายน้ำในบ้านผมซึ่งอยู่สูงขึ้นมาหน่อยประมาณ 1 เมตร ก็จะพบว่าพื้นที่โดยรอบที่ต่ำกว่านั้นล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยน้ำทั้งสิ้น

ศาลาหน้าสระว่ายน้ำก็พ้นน้ำเพียงนิดเดียวเท่านั้น

ส่วนนี่คือสภาพด้านข้างสระว่ายน้ำที่เป็นบ่อน้ำ ตอนนี้จากบ่อน้ำก็กลับกลายเป็นเวิ้งน้ำขนาดใหญ่ไปแล้ว
เมื่อเดินลงจากสระว่ายน้ำลงมายังสวนหน้าบ้าน เมื่อมองกลับมายังอีกมุมหนึ่งก็พบว่าสวนทั้งหมดจมน้ำแน่นอนแล้วแม้ว่าสวนหน้าบ้านของผมจะมีเนื้อที่กว่า 1 ไร่ก็ตาม



จมหมดเลย ทุกอย่าง

เมื่อถ่ายจากถนนภายในบ้านด้านในออกไปสู่ด้านนอก (เห็นประตูหน้าบ้านสีดำอยู่ลิบๆ) จะพบว่าต่อให้พื้นที่บ้านผมมีขนาดใหญ่และกว้างแค่ไหน ถ้ามีความสูงของพื้นที่ไม่ถึง 1 เมตรแล้วไซร้ย่อมไม่สามารถหามุมหลบภัยน้ำท่วมได้เลย
รูปปั้นม้าพยศภายในบ้านก็ถูกล้อมรอบด้วยน้ำหมดแล้ว กลายสภาพเป็นรูปปั้นกลางน้ำไปเลย
เมื่อเดินมาจนถึงตัวบ้านใหญ่จะพบว่าหัวน้ำได้มาจ่อหน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

คล้ายๆบ้านติดทะเลสาบน้ำจืดเลยล่ะครับ

ช่วยน้องเหมียวที่บ้านขึ้นฝั่งก่อน
จากหน้าบ้าน เราเดินลัดเลาะมาสำรวจสภาพของสวนหลังบ้านกันต่อเลยดีกว่า



ซึ่งก็แน่นอนว่ามันจะรอดไปได้อย่างไร ทั้งหน้าบ้าน-หลังบ้านโดนน้องน้ำยึดครองหมดแล้ว

สวนหลังบ้านที่ไว้ปลูกต้นลีลาวดีกว่าร้อยต้นก็โดนน้องน้ำกลายสภาพพื้นที่ให้เป็นป่าโกงกางไปเสียสิ้น
สำรวจบ้านใหญ่ที่ไว้ใช้อยู่อาศัยกันเสร็จแล้ว คราวนี้ก็มาสำรวจพื้นที่บ้านน้อยที่สร้างไว้ใช้พักผ่อนเล่นๆกันต่อบ้างดีกว่า โดยในพื้นที่ดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นบ้านพักสองหลังที่ไว้ใช้พักผ่อน 2 สไตล์ คือบ้านแบบ ล็อกโฮม (บ้านไม้แบบฝรั่ง) กับหอกังหันลมแบบฮอลแลนด์
มาดูที่หน้าบ้านล็อกโฮมกันก่อน


สภาพก็คือไม่เหลืออีกเช่นเดิมนั่นแหละ แม้ว่าจะยังไม่ถึงชั้นหนึ่งของตัวบ้านก็เถอะ แต่ชั้นใต้ดินก็โดนน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้ว จากภาพจะเห็นได้ว่าสุนัขจรจัดทั้งหลายแถวนี้ก็หนีมาหลบตรงพื้นที่บ้านผมกันเพียบเลย

ส่วนนี่ก็เป็นภาพจากมุมรูปปั้นม้าพยศอีกหนึ่งตัวที่ตั้งไว้หน้าบ้านล็อกโฮม ซึ่งจากสภาพพื้นที่ก็ไม่ต่างอะไรจากสภาพในพื้นที่บ้านใหญ่แต่อย่างใดเลย คือมีแต่น้ำกับน้ำ

คราวนี้หมุนมุมกล้องไปอีกด้านนึงกันบ้าง จะพบว่ากังหันลมที่ยังไม่ทันได้เอาตัวกังหันมาติดก็ถูกน้ำเข้าท่วมจนต้องชะลอการทำงานออกไปอีก

สวนหน้าบ้านกังหันลมของผมมีสภาพกลายเป็นกังหันลมกลางน้ำไปเสียแล้ว

เมื่อเดินเข้าไปสำรวจบริเวณรอบๆตัวกังหันลม จะพบว่าน้ำมีระดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาหยุดที่ระดับท้องของผมแล้ว

สภาพภายในบ้านกังหันลมก็ถูกน้ำเข้ายึดครองครบถ้วนทุกตารางนิ้ว เก้าอี้ไม้ภายในบ้านก็ต้องยกขึ้นหนีน้ำอย่างภาพนั่นแหล
คราวนี้เราขึ้นมายังชั้นลอยของบ้านกังหันลมกันบ้าง สิ่งที่พบจากการถ่ายรูปมุมบนของชั้นลอยจะพบว่าพื้นที่ทั้งหมดเต็มไปด้วยน้ำจนยากจะคาดเดาได้ว่าตรงไหนเป็นบ่อน้ำและตรงไหนเป็นพื้นดิน




ถ้าไม่มีใบบัวเป็นตัวบอกเขตของสระน้ำหน้าบ้านกังหันลมแล้วเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตรงนั้นน่ะเป็นสระน้ำที่ขุดไว้ลึกกว่าหลายเมตรเลยทีเดียว

จากมุมนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนทีเดียวว่าทางเข้าชั้นใต้ดินของบ้านล็อกโฮมด้านล่างไม่มีทางที่จะรอดพ้นจากน้ำท่วมครั้งนี้ไปได้อีกแล้ว
สำหรับตัวผมแล้วจากภาพทั้งหมดที่ผมได้บันทึกไว้ น้ำท่วมครั้งนี้ต้องนับว่าเป็นมหาภัยพิบัติของคนกรุงเทพอย่างแท้จริงเลย ในสายตาของผมเมื่อน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนต่างๆในเมืองกรุงจนสิ้นแล้วไม่ว่าคนๆนั้นจะร่ำรวยหรือยากจน เป็นผู้ดีหรือรากหญ้า ต่างก็ซวยเท่าเทียมกันหมด การใช้ชีวิตจากเดิมที่ทุกคนเคยแตกต่างกันก็ถูกปรับให้เหมือนกันหมด นั่นคือนอนอยู่บ้านเฉยๆ รอกิน รอไปรับของแจก น้ำเพิ่มก็วิตก น้ำลดก็ดีใจ วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนหมดวัน ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตเช่นนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าไม่ว่าใครต่างก็ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “น่าเบื่อสุดๆ” การที่ต้องถูกขังอยู่ในบ้านทำอะไรก็ไม่ได้ แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ต้องรอเพียงแค่เวลาให้มันคลี่คลายอย่างเดียวมันช่างเป็นเรื่องที่ชวนหดหู่จริงๆ และมันก็ไม่ใช่แค่วันสองวันเท่านั้น มันยืดยาวเป็นเดือน และซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือในตอนนั้นเองเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะคลี่คลายเมื่อไหร่ด้วย มันยิ่งกระตุ้นทำให้เรารู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีก
แต่ก็อย่างที่บอกในตอนต้นล่ะครับ เมื่อเวลาที่เลวร้ายพวกนั้นมันผ่านพ้นไปหมดแล้ว เมื่อลองกลับมานั่งหวนรำลึกถึงมันอีกครั้ง เราก็จะพบว่าช่วงเวลาในตอนนั้นมันก็สนุกดีเหมือนกันนะที่มันทำให้เราได้พบอะไรใหม่ๆที่ชั่วชีวิตหนึ่งเราอาจจะไม่ได้เจอมันอีกแล้วก็ได้ อาทิเช่นคนที่เป็นนักเรียนหรือ นักศึกษาก็ต้องไปเปิดเรียนในเดือนธันวาคม-มกราคมแทน ส่วนคนทำงานก็สามารถหยุดงานได้ยาวนานขึ้นโดยไม่นับว่าเป็นวันลา ทุกๆท่านได้ขึ้นรถทหาร-รถบรรทุกฟรี ได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าทั้งๆที่ถ้าเป็นในยามปกติแล้วคุณไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำเป็นต้น
ซึ่งจากการที่เราได้มีประสบการณ์ที่แปลกใหม่เพิ่มขึ้นในชีวิตนี่เองก็มีส่วนที่ทำให้เราได้มีเวลาชื่นชมและเรียนรู้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น มีเวลาและโอกาสในการทบทวนสิ่งต่างๆทั้งในเรื่องของตนเองและของผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวที่มาพร้อมกับ “น้องน้ำ” เพราะสิ่งสำคัญเหล่านี้มักจะถูกละเลยออกไปจากชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพอันเนื่องมาจากจังหวะในการใช้ชีวิตอันเร่งร้อนของคนเมืองกรุงนั้นมีสภาพที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยกับเรื่องเหล่านี้เท่าใดนั่นเอง ซึ่งมันก็ส่งผลเสียทำให้เราหลงลืมอะไรไปหลายอย่างเลยทีเดียว
เอาล่ะ ! ผมคิดว่าตอนนี้ทุกคนก็คงกำลังตั้งหน้าตั้งตาฟื้นฟูบ้านของตัวเองกันอย่างขมีขมันกันเลยสินะครับ ทุกท่านเองก็คงเสียเวลาอ่านบันทึกนี้ของผมกันมาพอสมควรแล้ว ถ้าไงผมก็ขอร่ำลากันไปตรงนี้เลยแล้วกันนะครับ
ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ