วันนี้ผมคงต้องขอกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ” กับเพื่อนๆและทุกๆคนที่หลงเข้ามาใน Blog บล็อกแห่งนี้ของผม ในวันนี้ Blog ของผมอาจจะดูแปลกตาไปบ้างจากปกติ เพราะในทุกๆทีแล้วทุกท่านที่ผ่านเข้ามาใน Blog ก็จะเห็นเพียงแต่เอนทรี่ที่มีแต่การรีวิวของเล่นต่างๆเท่านั้น จะมีน้อยครั้งมากที่จะเห็นเอนทรี่ชนิดอื่นที่ไม่ใช่การรีวิวของเล่น ซึ่งยิ่งเป็นเอนทรี่ที่มีลักษณะของการเขียนเป็นบทความขนาดยาวแบบนี้แล้ว ยิ่งนับว่าไม่ค่อยจะได้เห็นเลยใน Blog แห่งนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในกาลก่อน Blog ของผมเองก็มีการลงเอนทรี่ที่จำเป็นต้องเขียนเนื้อความยืดๆยาวๆอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะเป็นไปในเชิงของการริวเกม อนิเม และการถอดรหัสและแปลเนื้อเรื่องทั้งหมดของเกมเรนไอที่ผมเคยเล่นมาเสียมากกว่า ซึ่งมาจนถึงวันนี้ผมเองก็ยอมรับว่าไม่เคยกลับไปเขียนเอนทรี่ประเภทบทความยาวในทำนองนั้นอีกเลย จนกระทั้งผมได้เห็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในสังคม Cosplay อันกว้างใหญ่บนโลกไซเบอร์อันหนึ่งขึ้นมา..................


คุณทราบไหมว่าน้องสาวที่แต่งคอสกลุ่มชินเซ็นคนนี้คือใคร ?
หลายท่านอาจจะร้องอ๋อ หลายท่านอาจจะรู้สึกคุ้นๆ หลายท่านอาจจะพอนึกออกแต่ยังไม่แน่ใจ หรือหลายท่านอาจจะไม่รู้เลยว่าเธอคนนี้คือใคร (วะ)
..................................................................................
.......................................................................
..............................................................
.....................................................
...............................................
......................................
..............................
.......................
..............
ผมจะเฉลยให้ดูในภาพนี้แล้วกันว่าเธอคนนี้คือใคร

คราวนี้ถ้าใครอยู่วงการคอสเพลย์และตามผลงานของนักคอสระดับเทพจากทั่วทุกมุมโลกก็จะรู้ทันทีว่าเธอในภาพคนนี้คือหนึ่งในสุดยอดไอด้อล Cosplay ของโลกคนหนึ่งชาวเกาหลีใต้ที่มีนามอันกระฉ่อนโลกไซเบอร์ว่า “ Miyuko”
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเธอ ประวัติย่อๆของเธอนั้น เธอมีชื่อจริงว่า Kang Yun Jin (คัง ยุน จิน) เป็นสาวชาวเกาหลีใต้โดยกำเนิด เกิดในวันที่ 16 เมษายน 1992 ( อายุ 20 ปี ) เธอนับได้ว่าเป็นนักคอสเพลย์ที่มีแฟนคลับติดตามผลงานการคอสของเธอทั่วโลก ด้วยหน้าตาอันสวยงามดุจนางฟ้าบวกกับฝีมือการตัดเย็บชุดระดับเทพจึงทำให้เธอสามารถแจ้งเกิดในวงการคอสเพลย์ทั้งในเกาหลีและในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น สถานะในตอนนี้ เธอเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของทีมที่มีชื่อว่า “Spiral Cats Team” อันเป็นทีมคอสเพลย์ที่คับคั่งไปด้วยสมาชิกนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาระดับนางฟ้ามาเดินดินทั้งสิ้น ซึ่งภายในทีมนี้นั้น Miyuko นับได้ว่าเป็น Ace Cosplay ของทีมทีเดียว ซึ่งถ้าให้พูดแบบไม่เกินเลยไปนัก ผมว่าเธอน่าจะเป็นที่นิยมยิ่งกว่า Tomia ดาวเด่นรุ่นใหม่คนดังหรือ Tasha ที่เป็นหัวหน้าของทีมเสียอีก
แล้วมันเกี่ยวกันยังไงกับประเด็นที่ผมต้องแปะภาพ ????
ประเด็นมันก็ไม่มีอะไรมากมายนัก เพียงแค่ผมใช้เวลาเล่นเน็ตหาภาพและข้อมูลของนักคอสทีมนี้ไปเรื่อยๆตามเว็บญี่ปุ่นต่างๆ ผมก็พบว่ามีคนมาโพสภาพของคุณ Miyuko ในสมัยก่อน โดยมีการพูดถามว่าทำไมมันดูต่างกับตอนนี้มากมายนัก ความเห็นก็มีหลากหลายตั้งแต่คำอธิบายที่ว่าภาพในตอนนั้นเป็นภาพตอนที่เธอยังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลย เวลานี้เธอก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยแล้ว ซึ่งการที่เธอจะเติบโตและสวยขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไล่เรียงไปจนถึงประเด็นของการทำ “ศัลยกรรม”
คำว่า “ศัลยกรรม” อาจจะไม่มีน้ำหนักกระทั้งอาจถูกตีตกไปได้อย่างง่ายดายหากไปใช้กับนักคอสเพลย์ในประเทศอื่น เพียงแต่มันมาติดขัดตรงที่คุณ Miyuko เป็นชาวเกาหลีใต้นั่นเอง
เพราะการทำศัลยกรรมในเกาหลีใต้นั้น เป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าเป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญเอามากๆ ในสังคมของเขา สาวๆในเกาหลีจำนวนมากล้วนแล้วแต่ผ่านมีดหมอมาแล้วทั้งสิ้น ประเด็นของความสวยสั่งได้นี้ในสายตาของบางคนอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เห็นจะมีอะไร แต่สำหรับบางคนนั้นก็กลับเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ซึ่งอาการของการรับไม่ได้นั้นก็ปรากฏออกมากับในหลากหลายคอมเมนต์ที่มาพูดโอดครวญปนผิดหวังว่าที่คุณ Miyuko นั้นสวยหยาดเยิ้มได้ขนาดนั้นก็เพราะ “มีดหมอจัดมา” ไม่ใช่ “ธรรมชาติจัดสร้าง” จนบางครั้งก็มีอาการฝาดงวงฝาดงาเลยเถิดไปถึงสาวๆคนอื่นในทีม Spiral Cats ที่ก็ถูกมองว่าคงหนีไม่พ้น “สวยมีดหมอ” ด้วยเหมือนกันทั้งทีมแน่
ประเด็นที่ออกจะดราม่าแนวผิดหวังของเหล่าแฟนๆก็มาจบลงตรงที่กระทู้นั้นถูกลบหายไปเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่รุนแรง แต่แม้กระทู้นั้นจะถูกลบหายไปจนไม่สามารถกลับไปดูได้อีก มันกลับได้ทิ้งปมคำถามไว้ในใจผมมากมายเหมือนกัน อาทิเช่น ทำไมถึงต้องผิดหวังเมื่อรู้ว่าความสวยนั้นมาจากการศัลยกรรม? ศัลยกรรมไม่ดีตรงไหน? ถ้าศัลยกรรมแล้วมีผลลัพธ์ออกมาสวยแบบนี้ ทำไมไม่พอใจ? นักคอสที่ดีนั้นต้องมีร่างกายที่พ่อแม่ให้มาแต่เพียงอย่างเดียวเท่าหรือ? แล้วความสวยพิสุทธิ์ที่ไร้ซึ่งข้อโต้แย้งคืออะไร? ซึ่งเมื่อผมลองขมวดประเด็นที่ถูกทิ้งปมไว้มากมายนั้นเข้ามารวมกัน ผมก็สามารถสรุปออกมาเป็นคำถามที่พอจะครอบคลุมประเด็นทั้งหมดที่เกิดขึ้นพอสังเขปได้ว่า
เพราะฉะนั้นด้วยคำถามดังกล่าวจึงเป็นแรงกระตุ้นให้ผมได้ลองค้นคว้าประเด็นในเรื่อง “ความสวย” และ “ความงาม” จากเอกสารทางวิชาการหลายชิ้นเพียงเพื่อตอบปัญหาที่คาใจนี้ผมอยู่ ซึ่งคำตอบที่ผมได้ทำการศึกษามานั้นก็ได้ปรากฏออกมาเป็นเอนทรี่ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้นั่นเอง
ต่อจากนี้อาจจะเป็นบทความที่มีกลิ่นอายของความเป็นเชิงวิชาการแฝงอยู่ซักเล็กน้อย หากใครสนใจในประเด็นแบบนี้และพอจะทนอ่านอะไรยาวๆได้ก็ดี แต่สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านหรือเบื่อบรรยากาศการกล่าวอ้างแบบวิชาการ จะตัดสินใจไม่อ่านก็ไม่ว่ากันครับผม
เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ
ความสวยและความงาม คืออะไร และเกี่ยวพันยังไงกับการคอสเพลย์ ?
ตามความหมายโดยตรงของคำว่า “สวย” และ “งาม” ที่ปรากฏในพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานปี 2542 ให้ความหมายไว้โดยรวมว่าเป็น ลักษณะที่น่าพึงพอใจที่เห็นแล้วชวนให้ชื่นชมยินดี ซึ่งคำว่า “สวย” และ “งาม” นั้นมักนิยมใช้ควบคู่กันเพราะทั้งสองคำมีความหมายหลักที่เหมือนกัน กล่าวคือโดยหน้าที่หลักของคำสองคำนี้มีไว้เพื่ออธิบาย สถานภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ก่อให้ผู้พบเห็นรู้สึกเพลิดเพลินยินดีที่จะได้สัมผัสผ่านโสตประสาททุกส่วน โดยทุกครั้งที่สัมผัส ผู้สัมผัสจะมีความรู้สึกชื่นชมยินดีในความสมบูรณ์แบบของสิ่งๆนั้นไม่ว่าจะสิ่งนั้นจะเป็นไปในระดับรูปธรรมหรือนามธรรม
หากเรายืนตามความหมายดังกล่าวแล้ว ความงามของการคอสเพลย์ย่อมถูกจัดอยู่ในความงามระดับรูปธรรมที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตา ไม่ว่าความสวยงามนั้นจะเป็นไปในเชิงของชุดสวยก็ดี คนคอสสวยก็ดี หรือกริยาของนักคอสคนนั้นมีท่าทางที่สวยงามเป็นไปตามตัวละครต้นแบบก็ดี
เมื่อเราพิจารณาสามบริบทใหญ่อันเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวพันกับการลงมติว่า นักคอสคนใดคอสออกมาสวย นั้น ประเด็นก็มักหนีไม่พ้นสามองค์ประกอบหลัก ซึ่งก็คือเรื่องของชุดเครื่องแต่งกาย ท่าทางในการแสดงออกที่เลียนแบบตัวละครต้นแบบ และหน้าตาที่สะสวยของผู้ที่คอสเพลย์ โดยในสองประเด็นแรกว่าด้วยเรื่องของชุดคอสและท่าทางในการแสดงออกต่อการเลียนแบบนั้น เป็นปริมาตรที่สามารถวัดได้ง่ายจากรายละเอียดของชุดและท่าทางที่คล้ายคลึงกับตัวละครต้นแบบ โดยในเรื่องของชุดคอสนั้น ความสวยงามจะแสดงออกมาในรูปแบบของการเก็บรายละเอียดที่ใกล้เคียงกับชุดต้นฉบับที่สุดอันเป็นเรื่องที่บ่งบอกได้โดยตรงถึงความตั้งใจและฝีมือในการสร้างสรรค์ชุดคอสของเจ้าของ ยิ่งทำได้ใกล้เคียงและเหมือนเท่าไหร่ นั่นยิ่งเป็นการบ่งบอกถึงความสามารถในตัวของคนผู้นั้นที่มีศักยภาพในการเนรมิตสิ่งที่มีอยู่ใน “จินตนาการ” ให้กลายสภาพออกมาเป็น “ความจริง” ได้ ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางของการบรรลุถึง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ว่าด้วยเรื่องของชุดคอสเพลย์นั่นเอง
ในส่วนของการแสดงท่าทางตอนคอสนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากในเรื่องของชุดคอสเท่าไหร่ จะต่างกันก็เพียงแต่ “ท่าทาง” เป็นสิ่งที่แสดงออกผ่านร่างกายของตนซึ่งต่างจากในกรณีของชุดคอสที่แสดงออกผ่านสิ่งของ แต่ถึงอย่างไรก็ดี ทั้งสององค์ประกอบต่างก็เป็นตัวที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่และความสามารถของนักคอสแต่ละคนว่าจะสามารถบรรลุถึง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนผ่านการลงลึกถึงรายละเอียดในสิ่งที่ตัวเองกำลังสวมบทบาทอยู่ในชั่วขณะนั้นนั่นเอง
มาถึงในจุดนี้ ในสังคมแห่งการคอสเพลย์ย่อมมองว่าองค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ก็ได้เดินทางมาถึงจุดที่ครบองค์บริบูรณ์แล้ว เพราะเพียงแค่องค์ประกอบสองส่วนนี้ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงสิ่งที่เรียกกันว่า “จิตวิญญาณแห่งการคอสเพลย์” ว่ามีอยู่เท่าใดในตัวนักคอสผ่านผลงานในการคอสของแต่ละคน
คำถามคือองค์ประกอบเพียงแค่ 2 องค์ประกอบนี้มันเพียงพอที่จะเป็นนักคอสที่บรรลุถึง “ความสวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์ที่สุดได้จริงๆน่ะเหรอ ?
คำตอบในประเด็นดังกล่าวนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยังถกเถียงอยู่ในวงการคอสเพลย์อยู่เสมออย่างหาจุดลงตัวไม่ได้ บางกระแสมองว่าองค์ประกอบเพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่อีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่ายังไม่พอ สิ่งที่จะเป็น Something else ต่อการสร้างความสมบูรณ์แบบในด้าน “ความสวยงาม” ของการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์จริงๆย่อมต้องขึ้นอยู่กับเรื่อง “หน้าตา” ของผู้ที่คอสด้วย
เพราะฉะนั้นประเด็นในเรื่องหน้าตาของผู้คอสจึงไม่สามารถที่จะถูกตัดออกไปจากสารบบขององค์ประกอบในการสร้าง “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ได้ แม้ว่าจะมีฝ่ายที่ต้องการตัดคุณสมบัตินี้ออกจากสารบบนี้มากเท่าใดก็ตาม ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ทำไมคุณสมบัติ “หน้าตา” จึงเป็นสิ่งที่บางคนต้องการมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญกับมันทั้งๆที่ “หน้าตา” ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติโดยตรงของบุคคลที่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ในการคอสเพลย์ได้อย่างที่ไม่เดือดร้อนใคร
ในประเด็นข้างต้นนี้ เสียงแย้งของผู้ที่มองว่า “หน้าตา” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการคอสได้โจมตีกลุ่มผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญกับ “หน้าตา” ว่ามีแต่สังคมปากว่าตาขยิบเท่านั้นที่จะลดทอนความสำคัญของ “หน้าตา” ลง เพราะความสวยงามที่เกิดขึ้นจากหน้าตาล้วนแล้วแต่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ “ความสวยงาม” ในการคอสเพลย์ทุกองศาอณูทั้งสิ้น เพราะคงจะหาได้ยากที่จะมีใครออกมาปฏิเสธว่ากิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้ร่างกายในการแสดงออกนั้น เรื่อง “หน้าตา” นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะขาดไม่ได้ต่อการสร้างความน่ามองและไม่น่ามองให้เกิดขึ้นกับผู้พบเห็น ซึ่งความน่ามองจะเป็นอะไรไปเสียไม่ได้นอกจาก “ความสวยงาม” ตามนิยามข้างต้นที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว
ซึ่งคุณสมบัติในเรื่อง “หน้าตา” หากมองโดยผิวเผินอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ต่างไปจากคุณสมบัติในการทำชุดคอสหรือการแสดงท่าทางเลียนแบบตัวละครที่แต่ละคนอาจจะมีความสามารถในด้านนี้ไม่เท่ากันในการคอสเพลย์ก็จริงแต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติของการเย็บชุดและการแสดงออกท่าทางในการคอสนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ จะมีก็แต่เพียงเรื่อง “หน้าตา” เท่านั้นที่ไม่อาจจะหาเพิ่มได้ ใครมีเท่าใดก็เท่านั้น ซึ่งในจุดนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สร้างความ “ไม่เท่าเทียม” ให้เกิดขึ้นกับการคอสเพลย์เป็นอย่างมาก เพราะในสังคมของการคอสที่ทุกคนเข้าใจนั้นมันเป็นสภาพของสังคมที่ใครๆก็ล้วนแล้วแต่มีสถานะที่ “เท่าเทียม” ด้วยกันทุกคน คุณสมบัติที่ส่อออกมาถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันย่อมต้องถูกตราหน้าว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นในการสร้างความ “สวยงาม” แห่งการคอสเพลย์ที่สมบูรณ์
“หน้าตา” คุณสมบัติแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” ในวงการคอสเพลย์
ในสภาพที่ทุกมิติของสังคมถูกครอบคลุมไปด้วย “ความเท่าเทียมกัน” ตามแนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เน้นหนักถึงหลักการของความเท่าเทียมกันในตัวปัจเจกชน ก็ไม่แปลกอะไรที่สังคมคอสเพลย์ก็ย่อมต้องถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันนี้ไปด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วหลักการของความ “เท่าเทียม” ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆในสังคมคอสเพลย์ เพราะไม่ว่าใครก็สามารถที่จะเข้ามาทำการ “คอสเพลย์” ได้หากคนผู้นั้นมีปัจจัยในด้านต่างๆพร้อมมูล ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของฐานะทางการเงิน การมีเวลาว่างที่เพียงพอตลอดไปจนถึงความสามารถพิเศษส่วนตัว เป็นต้น แต่ปัญหากลับไปเกิดขึ้นในจุดที่ว่าความ “เท่าเทียม” ได้นำพาให้ทุกๆคนเข้าไปสู่ถนนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไม่เท่าเทียม” กันขึ้นมา
จริงอยู่ที่คนทุกคนก็รู้ว่าความ “ไม่เท่าเทียม” กันนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและมีอยู่มานานแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนนั้นไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง ( Nobody Perfect) ยกตัวอย่างเช่น บางคนมีบางอย่างมากในขณะที่บางคนมีบางน้อย บางคนทำบางอย่างได้ดีเลิศแต่ในขณะที่บางคนทำบางอย่างได้ย่ำแย่เหลือประมาณ เป็นต้น แต่กระนั้นก็ดีโดยพื้นฐานของสังคมที่ยอมรับหลักการของความ “เท่าเทียม” กันเป็นสรณะนั้น ความ “ไม่เท่าเทียม” จึงจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นความ “เท่าเทียม” กันขึ้นมา โดยวิธีการที่ใช้แปรเปลี่ยนก็คือ การทำให้ความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ เพราะเมื่อความ “ไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งที่บุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ นั่นหมายถึงว่าบุคคลแต่ละคนล้วนมีความ “เท่าเทียม” กันที่จะหวังได้ว่าตนเองจะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของคนอื่นอีกต่อไปหากสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆภายในตนเองได้ แม้ว่าทุนรอนทางชีวิตของแต่ละคนที่เริ่มต้นมาจะมีไม่เท่ากันก็จริง แต่หากทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า “พลังใจ” ที่แรงกล้าแล้ว ก็ยังพอที่จะมีโอกาสที่จะแก้ไขความ “ไม่เท่าเทียม” กันดังกล่าวและผลักตนเองขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ซึ่งสภาวะแบบนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากความ “เท่าเทียม” ที่เปิดโอกาสให้คนทุกคนสามารถแก้ไขจุดด่างพร้อยในชีวิตของตนเองได้ ส่วนใครจะแก้ได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน
“ความสามารถ” จึงกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนยอมรับให้อยู่ในขอบเขตของสังคมที่มีแต่ความ “เท่าเท่าเทียม” ได้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ “หน้าตา” กลับกลายเป็นความ “ไม่เท่าเทียม” ที่ทุกคนไม่ยอมรับให้เข้ามาอยู่ในปริมณฑลของสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความ “เท่าเทียม” เพราะเรื่อง “หน้าตา” นับเป็นจุดด่างพร้อยทางชีวิตที่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้เหมือนกับในประเด็นของเรื่อง “ความสามารถ” เพราะในวีถีแห่งการคอสเพลย์นั้น เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจรัก” ซึ่งคำว่า “ใจรัก” ตัวที่ว่านี้จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบ่อเกิดของ “ความสามารถ” อย่างหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวผลักดันสำคัญที่ทำให้การคอสเพลย์เป็นอะไรก็ตามที่เราอยากจะแต่งนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นไปในเรื่องของแรงฮึดต่อการเย็บชุดให้เสร็จก็ดี แรงฮึดต่อการเก็บหอมรอมริบเพื่อให้ได้เงินไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่อการคอสก็ดี แรงฮึดต่อการอดทนดูท่าทางของตัวละครที่จะแต่งซ้ำๆกันหลายรอบเพื่อฝึกท่าทางเพียงไม่กี่ท่าก็ดี ซึ่งทุกอย่างที่ยกตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น “ความสามารถ” เฉพาะตนที่ทุกคนสามารถมีได้อย่างเท่าเทียมกันต่อการแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองรัก
แต่ถึงกระนั้น “การคอสเพลย์ได้หรือการได้คอสเพลย์” ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับ “การคอสเพลย์ได้สวยงาม”
เพราะ “การคอสเพลย์ได้” ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหากทุกคนมีใจและความสามารถถึง “แต่การคอสเพลย์ได้สวยงาม” กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องของความสวยงามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว คุณสมบัติของ “หน้าตา” ย่อมต้องถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากยิ่งหากจะมีใครซักคนที่หวังจะแต่งคอสเพลย์โดยสนแค่การ “ได้คอส” แต่เพียงอย่างเดียว เพราะความต้องการที่ไม่เคย “พอเพียง” ของมนุษย์ย่อมผลักดันให้เมื่อ “ได้คอส” แล้วก็จำเป็นที่จะต้อง “คอสได้สวย” ด้วย
จริงอยู่การคอสเพลย์ให้สวยงามไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่อง “หน้าตา” แต่เพียงอย่างเดียว แต่มีแต่เรื่อง “หน้าตา” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นปัจจัยสุดวิสัยอันอยู่นอกเหนือการกำหนดของผู้แต่งคอสเพลย์ ทุนรอนทางหน้าตาได้เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้การคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาสวย หน้าตาหล่อมีความได้เปรียบเป็นอย่างยิ่งต่อการ “คอสได้สวยงาม” มากกว่าคนที่หน้าตาขี้เหร่ ซึ่งจะว่าไปนี่ก็คือสภาวะแห่งการ “ไม่เท่าเทียม” ที่ตั้งประชันหน้านักคอสทุกๆคนอยู่ และความ “ไม่เท่าเทียม” ดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถเปลี่ยนให้กลายมาเป็นความ “เท่าเทียม” กันในแบบของ “ความสามารถ” ส่วนตัวได้เลย
ณ ช่วงเวลานี้ “หน้าตา” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์และท่าทีการปฏิบัติต่อนักคอสเพลย์จากผู้คนรอบข้างที่ “ไม่เท่าเทียม” กันแล้ว
“หน้าตา” ในฐานะของตัวแปรสำคัญที่ไว้ใช้จัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์
ในวงการของการคอสเพลย์นั้นก็คงไม่แตกต่างไปจากวงการอื่นๆที่ย่อมต้องมีการจัดลำดับชั้นของคนในวงการว่าอยู่ในระดับไหน ซึ่งโดยปกติแล้วเกณฑ์ในการจัดลำดับชั้นที่ทุกๆวงการยอมรับให้มารับรองสถานะอัน “ไม่เท่าเทียม” กันในสมาชิกของวงการนั้น ก็ไม่พ้นในเรื่องของ “ความสามารถ” หรือ “คุณสมบัติ” อันเป็นจุดสำคัญของวงการนั้นๆ เช่นในวงการฟุตบอลที่ถือเอาลีลาและความสามารถในการทำประตูเป็นเกณฑ์สำคัญ หรือจะในวงการการทำอาหารที่รสชาติอาหารที่คุณทำมาจะต้องมีรสชาติอร่อยจนผู้ทานต้องอ้าปากค้าง เป็นต้น ซึ่งผู้ที่จะตัดสินว่าคุณมี “ความสามารถ” หรือ “คุณสมบัติ” อันโดดเด่นที่ว่านี้หรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องมี “ผู้อื่น” เข้ามาตัดสินให้คุณ เพื่อป้องกันอคติที่จะเกิดขึ้นในการตัดสินว่าผลการประเมินตัวคุณนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากตัวเอง โดยตัวเอง และเพื่อตัวเอง
เมื่อมี “ผู้อื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง “ความสามารถ” ของคุณจะถูกตัดสินว่ามีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์อันแสนหลากหลายของ “ผู้อื่น” ที่เข้ามาตัดสิน ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอารมณ์ที่รัก เกลียดหรือกระทั้งเฉยๆที่ “ผู้อื่น” มีต่อตัวคุณก็ตามที ซึ่งการที่คุณกระโดดลงมาสู่พื้นที่สาธารณะอันเรียกว่า “วงการ” นั้น การถือวิสาสะในการเข้ามาตัดสินตัวคุณของ “ผู้อื่น” ย่อมเป็นสิ่งที่คุณมิอาจหลีกเลี่ยงไปได้เลย ลำดับชั้นของนักคอสเพลย์จึงไม่ใช่สิ่งที่เริ่มต้นโดยตัวคุณเองเป็นคนจัดวาง แต่เป็นสิ่งที่คนอื่นจัดวางให้คุณต่างหาก
กลับไปที่องค์ประกอบของการคอสเพลย์ เมื่อทุกคนได้เข้ามาอยู่ในสถานะของ “นักคอส” แล้ว นั่นย่อมต้องหมายความว่าคุณเองก็ต้องมีปัจจัยพื้นฐานของการคอสเพลย์ติดตัวมาอยู่แน่นอน อาทิเช่น คุณมีชุดคอสเพลย์ใส่ มีท่าทางประจำของตัวละครที่คุณแต่งมา Action ประกอบในการคอสเพลย์ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่วัดได้ว่าคุณมี “ความสามารถ” อยู่ในระดับไหนเพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้ เราสามารถเอาไปวัดและเปรียบเทียบกับตัวละครต้นแบบได้ไม่ยาก จะสอบตกหรือสอบผ่านก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำได้เหมือนต้นฉบับหรือไม่
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าคุณจะพยายามเลียนแบบอย่างไร คุณก็ไม่มีวันที่จะกลายเป็นตัวละครตัวนั้นไปได้
ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาถกเถียงอะไรมากมายนักกับประเด็นนี้ เพราะคอสเพลย์โดยเนื้อแท้ของมันแล้วก็คือ “การเลียนแบบ” ไม่ใช่การ “แปรสภาพ” ไปสู่สิ่งๆนั้นอย่างสมบูรณ์ หากแต่ว่าการ “เลียนแบบ” โดยเป้าหมายที่สุดในตัวมันเองนั้นก็คือการทำให้ “เหมือนต้นแบบ” ที่สุดเท่านั้น
ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าตัวละครที่เราเลือกมาแต่งนั้น เป็นคนที่มีหน้าตาสะสวย น่ารัก ทรวดทรงเอวองค์งดงามล่ะ เราจะทำอย่างไร ?
เพียงเค่ปัญหานี้หล่นตุบลงมา นั่นหมายความว่าความ “ไม่เท่าเทียม” กันในการคอสเพลย์จะบังเกิดขึ้นทันที เพราะคนที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดีจะมีสิทธิ์ที่จะบรรลุถึงความเป็นตัวละครตัวนั้นได้มากกว่าใครๆโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเกินไปกว่าที่เป็นอยู่เดิม คนที่หน้าตาขี้เหร่ อ้วน เตี้ย ดำ สิว เหยิน จะถูกทำให้กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะบรรลุถึงความใกล้เคียงต่อการเป็นตัวละครในแบบนี้ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามทำท่าเลียนแบบให้เหมือนมากเท่าใด ไม่ว่าจะพยายามตัดชุดมาให้ใกล้เคียงแค่ไหน สุดท้ายแล้วปลายทางก็ต้องพบเจอกับคุณสมบัติของเรื่อง “หน้าตา” อยู่ดี
จริงอยู่ที่ภายในตัวของคนคอสเพลย์นั้น อาจจะไม่มีคุณสมบัติของการคอสเพลย์อาศัยอยู่ครบถ้วน คนหน้าตาขี้เหร่อาจจะมีความสามารถในการตัดชุดระดับเทพ ในขณะที่คนหน้าตาสวยอาจจะมีความสามารถในการตัดชุดที่ห่วย เป็นต้น ซึ่งการไม่มีความสมบูรณ์ในรูปแบบเช่นนี้ อาจจะทำให้นักคอสขี้เหร่สามารถตีตื้นหรือกระทั้งทำให้ตนมีภาษีเหนือกว่านักคอสที่หน้าตาสะสวยได้ หากนักคอสที่หน้าตาสะสวยผู้นั้นมีคุณสมบัติแค่ความเป็นคนที่ “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียว
แต่อย่าลืมว่าคุณสมบัติในเรื่องการตัดชุดหรือการแสดงท่าทางการแสดงนั้น เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ แต่เรื่อง “หน้าตาดี” เป็นสิ่งที่ฝึกกันไม่ได้ ตามคำกล่าวที่ว่า “แข่งพายเรือแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานั้นแข่งอย่างไรก็แข่งไม่ได้” ซึ่งคุณสมบัติของความมี “หน้าตาดี” จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นเรื่องของบุญวาสนาส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าเราจะมองในมุมของวิทยาศาสตร์หรือเชิงศาสนา การมีหน้าตาที่ดีนั้น เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะควบคุมได้โดยตัวของเราเอง ซึ่งในแง่ของวิทยาศาสตร์นั้นคำอธิบายก็ไปตกอยู่กับเรื่องของกรรมพันธุ์ทางสายเลือดที่พ่อแม่และต้นตระกูลให้มา ซึ่งจะว่าไปก็สอดคล้องกับแนวคิดแบบพุทธศาสนาที่มองว่าเรื่องที่คนเราจะมีหน้าตาดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า” ในชาติก่อนๆที่เราทำมา แล้วมาส่งผลให้ตัวเรามีสภาพเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันตามคำอธิบายที่ว่า “สิ่งมีชิวิตทุกชิวิตมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์” นั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะมองในมุมของเชิงไหนก็สรุปรวบยอดได้ว่าเรื่อง “หน้าตา” เป็นเรื่องที่สุดวิสัยต่อการควบคุมโดยตนเอง
เมื่อคนที่มี “หน้าตาดี” สามารถสะสมเพิ่มพูนความสามารถในส่วนขององค์ประกอบอื่นๆได้อย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” กลับไม่สามารถเพิ่มพูนองค์ประกอบในเรื่อง “หน้าตา” ได้ ลำดับชั้นของคอสเพลย์จึงได้อุบัติตัวเกิดขึ้น
อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น การจะวัดว่าใครเป็นนักคอสเพลย์ที่ดีนั้น มาตรวัดที่สำคัญคือการเลียนแบบตัวละครตัวนั้นให้ได้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งเหมือนเท่าใดก็ยิ่งเป็นนักคอสที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสภาวะของการประเมินค่านั้นเป็นสิ่งที่ทำโดยตัวของมันเองเดี่ยวๆไม่ได้ในพื้นที่สาธารณะที่เรียกกันว่า “วงการ” ความจำเป็นต่อการนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันมาอยู่เสมอ และยิ่งผู้ที่ประเมินค่าเป็น “ผู้อื่น” ด้วยแล้ว การนำคอสเพลย์ของอีกคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับของอีกคนหนึ่ง โดยมีตัวละครต้นแบบเดียวกันเป็นมาตรฐานหลักในการตัดสิน คำว่า “นักคอสชั้นเทพ” และ “นักคอสชั้นกาก” จึงเกิดขึ้นมาตามบทสรุปของการตัดสินโดย “ผู้อื่น” ซึ่งการประเมินในแบบดังกล่าว มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไรหากนั่นไม่ใช่เป็นการจัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์โดยยกให้คนหนึ่งเป็น “เทพ” และผลักอีกคนหนึ่งเป็น “กาก”
เมิ่อการประเมินและจัดลำดับชั้นของนักคอสเพลย์ออกมาในรูปแบบนี้ คนที่มี “หน้าตาดี” ซึ่งมีความได้เปรียบในการเพิ่มพูนทักษะความสามารถได้อย่างไม่สิ้นสุดอันต่างกับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่เหมือนคน “หน้าตาดี” เพราะความ “ขี้เหร่” ของตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นความ “สวย” เหมือนกับคนหน้าตาดีได้ เพราะฉะนั้นแนวโน้มต่อการเป็นนักคอสระดับ “เทพ” จึงแทบจะเป็นอภิสิทธิ์สำหรับคนที่มี “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าคนสวย ชุดสวย ท่าทางสวยเสียแล้ว สถานะของความเป็น “เทพ” มันจะหนีไปไหน ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องสวนทางกับคนที่หน้าตาไม่สวย เพราะถึงแม้ว่าชุดจะสวยและท่าทางจะสวยก็ตาม อย่างมากก็เป็นได้แค่นักคอสระดับสามัญธรรมดาหรือซ้ำร้ายอาจจะตกลงไปถึงขั้น “กาก” เลยก็ได้ หากโชคร้ายว่าผู้ที่ถือวิสาสะเข้ามาตัดสินพกเอามาตรฐานของคำว่า “หน้าตา” มาเป็นใหญ่ในการตัดสินเหนือองค์ประกอบอื่นๆ
“ไอด้อล” ชนชั้นนำแห่งวงการคอสเพลย์ที่ใครๆก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็น
เมื่อ “หน้าตา” ได้กลายมาเป็นคุณสมบัติสุดท้ายต่อการตัดสินว่าใครคือนักคอสระดับใดแล้ว คำที่ไว้ใช้รองรับต่อการเรียกขานนักคอสที่มีคุณสมบัติในการคอสเพลย์ครบถ้วนก็เห็นจะหนีไม่พ้นคำว่า “ไอด้อล” นั่นเอง เพราะคำว่า “ไอด้อล” นับเป็นคำที่ไว้ใช้ยกย่องบุคคลใดก็ตามที่มีคุณสมบัติอะไรบางอย่างที่พิเศษอันเป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างยกย่องสรรเสริญและมีทัศนคติที่ดีกับมันในฐานะที่เป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่พบเห็น อีกทั้งคุณสมบัติที่ว่ามานี้ยังหาได้ยากยิ่งราวกับสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ก็มิปาน เพราะฉะนั้นบุคคลที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “ไอด้อล” ไม่ว่าจะในวงการไหนๆ ย่อมเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าเสมอในทัศนะของคนในวงการนั้นๆ เพราะพวกเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของคุณสมบัติบางอย่างที่มีค่าเลิศเลอซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกคนในวงการนั้นๆจะมีมันได้อย่างถ้วนทั่วนั่นเอง
เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ “ไอด้อล” จะดำรงสถานะของการเป็นฝ่ายที่ถูก “จ้องมอง” อย่างชื่นชมจากผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะความเป็น “เอกเทศ” ที่ไม่ซ้ำกันกับใครๆนั่นเอง
ในวงการคอสเพลย์ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นพื้นที่เปิดที่ใครๆจะก้าวเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ก็ล้วนทำได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้นิยามที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาแบ่งปันความชอบและความสนุกสนานร่วมกันภายในกลุ่มสังคมที่ต่างก็มีรสนิยมความชอบในกิจกรรมคอสเพลย์เดียวกันได้อย่างเสมอภาค ซึ่งคำอธิบายในทำนองแบบนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงภาพบรรยากาศที่เปี่ยมล้นไปด้วยมิตรภาพและการแบ่งปัน แต่กระนั้นภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเฉพาะสังคมที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่สมาชิกภายในสังคมมีปฏิสัมพันธ์อันลึกซึ้งทั่วถึงต่อกัน เพราะความมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกันนับว่าเป็นสิ่งที่สามารถลดทอนสภาวะของการ “แข่งขัน” กันเองลงไปได้ เนื่องด้วยมีสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ” เป็นตัวหน่วงรั้งและจำกัดกรอบของการแข่งขันนั่นเอง เพราะคำว่า “มิตรภาพ” เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความอดทนอดกลั้นและความเกรงใจต่อผู้อื่น อันเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยทำให้การดำเนินความสัมพันธ์ของสังคมแคบๆเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะถึงอย่างไรเสียไม่ว่าจะดีจะร้ายทุกคนก็คือ “พวกเดียวกัน”
หากแต่เมื่อใดก็ตามที่สังคมนั้นกลับกลายเป็นสังคมที่ใหญ่เกินกว่าที่สมาชิกภายในสังคมจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกคนอื่นๆได้อย่างทั่วถึง บรรยากาศภายในสังคมต่อความเป็น “พวกอื่น” ก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่ความสัมพันธ์ในเชิง “พวกเดียวกัน” อย่างในสังคมขนาดเล็ก เพราะอย่างน้อยๆสมาชิกไม่ว่าใครก็ไม่สามารถที่จะมี “มิตรภาพ” ให้กับคนอื่นๆได้อย่างทั่วถึงบนสังคมที่นับวันจะยิ่งขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
และเมื่อมีสถานะของความเป็น “พวกอื่น” เข้ามาเกี่ยวข้อง สังคมที่จากเดิมเคยเป็นที่ๆมีแต่กลิ่นอายของ “การแบ่งปัน” จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสนามประลองการแข่งขันระหว่าง “พวกเรา” และ “พวกเขา” ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ นี่ยังมิพักต้องพูดถึงความรู้สึกของความเป็นผู้อยู่มาก่อนหรือที่รู้จักกันในความรู้สึกของความเป็น “เจ้าถิ่น” ที่มักรู้สึกเขม่นกับผู้อื่นที่ก้าวเข้ามาใหม่ในฐานะของความเป็น “คนแปลกหน้า” อีกด้วย
“พวกเรา” และ “พวกเขา” ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้ล้วนแสดงให้เห็นภาพของการเอาชนะคะคานกันอยู่เสมอเหมือนๆกับปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในทุกหัวระแหงของโลก อันเป็นการแย่งชิงพื้นที่อันมีอยู่จำกัดโดยจะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองไม่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่น ความต้องการที่ปฏิเสธการอยู่ใต้ “ผู้อื่น” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันให้นักคอสเพลย์หลายต่อหลายคนพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นไปให้สูงที่สุดเพื่อการันตีว่าตัวเขาหรือเธอจะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่นอีกต่อไป เพราะผลของ “การพ่ายแพ้” บนเวทีแห่งการแข่งขันนั้นล้วนไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนพึงปราถนา แม้ว่าผลจากการพ่ายแพ้ดังกล่าวจะไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้แพ้ต้องสูญเสียชีวิตก็ตามที
สถานะของความเป็น “ไอด้อล” จึงกลายเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าให้นักคอสเพลย์ทุกคนมุ่งหวังที่จะไปให้ถึง เพราะคุณสมบัติอย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นของไอด้อลก็คือ ความเป็นคนพิเศษและมีตัวตนที่แยกเป็นเอกเทศออกจากผู้อื่นอันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ เหนือกว่า ดีกว่า ยอดเยี่ยมกว่าและเด่นกว่าคนอื่นๆทั่วไป ซึ่งนั่นก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ต้องการที่จะได้รับการกล่าวขานและชื่นชมในทำนองนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากจะพูดในอีกนัยหนึ่งว่าสิ่งนี้ก็คือเส้นชัยที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะของ “ผู้ชนะ” บนสังเวียนการแข่งขันที่แอบแฝงอยู่ในสังคมคอสเพลย์ก็คงจะไม่ผิดนัก
การเป็น “ไอด้อลคอสเพลย์” ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด
การได้เป็น “ไอด้อล” ไม่ว่าจะในวงการคอสเพลย์หรือวงการไหนๆ ผลตอบแทนอย่างแรกสุดที่ผู้ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็น “ไอด้อล” มักจะได้มาเป็นสิ่งแรกเลยก็คือ ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่นว่าตัวเองนั้นเป็นบุคคลที่พิเศษและไม่ซ้ำแบบใคร ซึ่งจะว่าไปแล้วสิ่งๆนี้ก็เป็นสิ่งที่เข้ากันได้ดีกับสิ่งที่เรียกว่า “อัตตา” หรือ “ตัวตน” อันเป็นธรรมชาติที่อยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนามอย่างแนบแน่น เพราะความภาคภูมิใจดังกล่าวนับว่าเป็นอาหารอันโอชะที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยงตัว “อัตตา” ดังกล่าวของตัวบุคคลได้อย่างดีเยี่ยมเพื่อให้ตัวผู้เป็นเจ้าของได้มีความรู้สึกที่เป็นสุขจากการได้มีสถานะที่พิเศษกว่าใครๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วสิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากความสุขต่อการได้ครอบครองสินค้ารุ่นลิมิเต็ดที่คุณค่าของความสุขไม่ได้อยู่ที่ตัวของสินค้าเป็นหลัก หากแต่คุณค่าที่แท้จริงของการครอบครองนั้นก็คือการที่ผู้ถือครองจะได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีสถานะที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นที่เป็นเจ้าของสินค้าในรุ่นธรรมดานั่นเอง
ซึ่งนอกจากความภาคภูมิใจส่วนตัวที่จะได้รับจากการเป็นบุคคลที่ “พิเศษ” แล้ว บุคคลผู้ดำรงสถานะของความเป็นผู้ที่ “พิเศษ” ยังมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติที่ “พิเศษ” จากคนอื่นๆอีกด้วย ซึ่งก็อย่างที่ได้อธิบายกันไปแล้วในช่วงต้นที่ว่าภายในอาณาเขตของสังคมคอสเพลย์นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจที่จะหลีกหนีสภาวะของการแข่งขันและการเปรียบเทียบระหว่างนักคอสด้วยกันเองไปได้พ้น ซึ่งในสภาวะของการแข่งขันเช่นนี้ผู้ที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการชี้ขาดความสำเร็จในการคอสเพลย์ระหว่าง “ฝ่ายเรา” กับ “ฝ่ายเขา” ก็คงจะหนีไม่พ้นบุคคลที่สามอย่างแน่นอน
โดยบุคคลที่สามที่กล่าวมานี้ ล้วนประกอบขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลหลากหลายประเภทที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอสเพลย์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มตากล้อง กลุ่มแฟนคลับ กลุ่มผู้หลงใหลในการ์ตูนเรื่องต่างๆ กลุ่มผู้จัดงาน ตลอดไปจนถึงกลุ่มคนนอกที่ผ่านแวะเวียนเข้ามาเที่ยวชมงานคอสเพลย์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการ “ผลักดัน” และ “ผลักไส” เหล่านักคอสทั้งหลายได้อย่างมีนัยยะสำคัญที่สุด เพราะตัวละครทั้งหลายเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เสมือนเป็นกรรมการในเวทีการประกวดอะไรซักอย่างที่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานของเรื่องความสวยและความงามในรูปแบบต่างๆมาใช้เป็นเกณฑ์วัดและตัดสินคุณค่าของผู้เข้าประกวด ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมคอสเพลย์ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ต่างอะไรไปจากการประกวดแฟชั่นโชว์หรือแฟนซีโชว์นั่นเองที่นอกจากจะต้องมีชุดที่สวยงามและท่วงท่าการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมแล้ว หน้าตายังต้องเป็นที่ตรึงตาต้องใจเหล่ากรรมการเหล่านี้ด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อความสวยในเรื่องของรูปร่างหน้าตาได้เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวการเป็น “ไอด้อล” จึงกลายเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการเป็นคนหน้าตาดี เมื่อคนที่มีหน้าตาดีมีโอกาสที่จะบรรลุถึงการเป็น “ไอด้อล” ได้มากกว่าคนหน้าตาขี้เหร่ คนหน้าตาดีจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติจากกลุ่มบุคคลที่สามอย่าง “พิเศษ” ในฐานะที่เขาหรือเธอเป็นคนที่ “พิเศษ” นั่นเอง ซึ่งการปฏิบัติที่สุดแสน “พิเศษ” ดังกล่าวก็มักจะเห็นได้จากการรุมแย่งถ่ายรูปของเหล่าตากล้องทั้งหลายที่มุ่งหวังจะถ่ายคนที่เป็นไอด้อลก่อนเสมอราวกับว่าเพิ่งจะพบเจอคนที่มาแต่งคอสเพลย์เป็นตัวละครตัวนั้นเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่ในบริเวณข้างๆ อาจจะมีคนที่แต่งคอสเพลย์ในตัวละครเดียวกันกับไอด้อลผู้นั้นอยู่ด้วยก็ได้ เพียงแต่ต่างกันตรงที่คนๆนั้นเป็นคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ หรือจะในกรณีของการดูถูกเหยียดหยามจากเหล่าคนชอบการ์ตูนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งมักที่จะพุ่งเป้าโจมตีคนขี้เหร่ที่มาคอสเพลย์ก่อนเสมอว่าเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมของตัวละครที่เขาเทิดทูนบูชา แต่พวกเขาเหล่านั้นมักจะทำเป็นเมินเฉยหรือกระทั้งชื่นชมกับคนที่มีหน้าตาสวยที่มาคอสแทน เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง “คนสวย” และ “คนขี้เหร่” โดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาขี้เหร่มาอย่างยาวนาน เพราะเมื่อคนขี้เหร่ได้ก้าวเข้ามาสู่สังคมแห่งการคอสเพลย์ที่เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมที่ดูเหมือนว่าจะเท่าเทียมกันแบบนี้ แต่การณ์กลับเป็นว่าเขาหรือเธอผู้มีหน้าตาขี้เหร่กลับถูกกดให้ต่ำลงผ่านการกระทำในหลากหลายๆรูปแบบไม่ว่าจะทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสมาชิกในสังคมที่เขาเชื่อมั่นว่าจะมาเป็นมิตรกับเขาได้อย่างสนิทใจ
นอกจากนี้อรรถประโยชน์อันสำคัญที่เหล่านักคอสเพลย์ผู้เป็น “ไอด้อล” ทั้งหลายจะพึ่งได้รับจากการยอมรับของเหล่ามหาชนก็คือ การได้รับการยอมรับว่าเป็นร่างอวตารของตัวละครราวกับว่าเป็นตัวละครตัวนั้นกระโดดออกมาโลกแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงก็มิปาน การยอมรับดังกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ “คนหน้าตาดี” มีพื้นที่ปลอดภัยต่อการถูกครหานินทาจากคนรอบข้างว่า “ดีแต่สวย” อยู่ด้วยเหมือนกัน กล่าวคือในด้านความเป็นจริงแล้ว ข้อเรียกร้องที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เป็นประจำในเรื่องที่มีการเรียกร้องให้นักคอสทุกคนที่เข้ามาทำการคอสเพลย์จำเป็นต้อง “รักและชอบ” กระทั้งถึงขั้นต้อง “รู้จริง” ในตัวละครที่ตัวเองแต่ง ก็ดูจะอ่อนพลังลงเป็นอย่างมากในสังคมคอสเพลย์ที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ยากถึงยากมากที่จะมีใครเข้าไปสืบสวนและล่วงรู้ว่านักคอสคนนี้ “ชอบจริง” ในตัวละครที่แต่งหรือไม่ จริงอยู่ที่ในบางกรณีพวก “ดีแต่หน้า” อาจจะเกิดการพลาดพลั้งจนคนรอบข้างสามารถจับผิดได้ว่าจุดประสงค์ของเขาหรือเธอในการมาคอสเพลย์นั้นตั้งใจมาแค่ “อวดโฉม” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ถึงอย่างไรการตบตาคนจากข้อครหานินทาดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ยากเกินความสามารถ เพราะด้วยคุณสมบัติความสวยงามของชุดคอสเพลย์ที่แม้ผู้แต่งจะไม่มีฝีมือในการตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่เลยก็สามารถที่จะหาคนมาทำแทนได้โดยผ่านวิธีการของการจ้างทำ หรือท่าท่างในการแสดงออกตอนคอสเพลย์ที่หาท่าทางเด่นๆไว้แสดงเพียงซักสองถึงสามท่าก็สามารถที่จะเอาไว้ใช้หากินไปได้จนจบงานโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูหรือทำความรู้จักกับตัวละครที่แต่งอย่างลึกซึ้งเลยก็ถือัเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะก็คงไม่มีตากล้องหรือคนที่มาชื่นชมคนไหนกล้าที่จะเข้าไปสอบสวน “ความชอบ” อันเป็นเรื่องส่วนตัวของนักคอสเหล่านั้นแน่นอน นี่ยังไม่พูดถึงคุณสมบัติในด้านความรู้ของเหล่าตากล้องและเหล่าผู้ที่มาชื่นชมว่ามีความรู้ในตัวละครที่ตนมาถ่ายหรือมาดูมากน้อยเพียงพอที่จะจับผิดเหล่านักคอสคนนั้นได้อีกด้วยหรือไม่
ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ล้วนเอื้อให้คนที่หน้าตาดี สามารถแจ้งเกิดในวงการคอสเพลย์ได้อย่างรวดเร็วแม้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะมาคอสเพลย์ด้วยจุดประสงค์อันใดก็ตาม นี่ยังไม่นับรวมถึงการเทิดทูนบูชาจากเหล่าแฟนคลับที่ยกให้นักคอสผู้เป็น “ไอด้อล” คนนี้กลายเป็นดั่งรูปสลักของตัวละครตัวที่เขาหรือเธอกำลังสวมบทบาทอยู่โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจุดประสงค์ที่เขาหรือเธอมาแต่งคอสเพลย์นั้นเริ่มต้นขึ้นมาจากจุดประสงค์ใดกันแน่ เพราะสถานะของตัวนักคอสผู้นี้ในสายตาของเหล่าแฟนคลับได้กลายสภาพไปสู่ “ความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่มิอาจจะให้ใครเข้าไปแตะต้องได้เหมือนๆกันกับสถานะของ “ตัวละครในการ์ตูน” ที่เหล่าแฟนคลับชื่นชอบนั่นเอง
เพราะฉะนั้นการรณรงค์ในเรื่อง “เพราะรักจริงถึงแต่ง(คอสเพลย์)” จึงกลายเป็นเพียงคำวลีสวยหรูที่ไร้ซึ่งอำนาจในการสกัดกั้นบุคคลที่มีจุดประสงค์ในการเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพียงเพื่อจะทำอะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจากการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อตัวละครที่ตนเลือกมาแต่งคอสเพลย์นั้นจริงๆ เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว คำว่า “รักจริง” หรือ “รู้จริง” ที่หลายคนออกมาเรียกร้องนั้น ก็ยังหาจุดลงตัวในด้านความหมายไม่ได้ว่าต้องรักจริงและรู้จริงเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการมาคอสเพลย์ เพราะคำๆนี้เป็นคำที่หาปริมาตรวัดตายตัวไม่ได้ เพราะคำว่า “รักจริง” หรือ “รู้จริง” ของใครบางคนอาจไม่ได้เท่าหรือสำคัญเหมือนกับของอีกคนหนึ่งก็ได้ อีกทั้งการตีความที่ไม่เหมือนกันดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปในเชิงขาวล้วนดำล้วนตามแบบฉบับการตีความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดชอบชั่วดีอีกด้วย เพราะฉะนั้นความหมายว่าด้วยเรื่อง “รักจริง” หรือ “รู้จริง” นั้นจึงเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่ว่าใครก็สามารถตีความเอาตามใจอย่างไรก็ได้ จะเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัดอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็ส่งผลทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครมีอาญาสิทธิ์เพียงพอที่จะมาตัดสินหรือเอาผิดกับผู้ที่ตีความแตกต่างไปจากตนได้เลย เพราะเรื่องดังกล่าวถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” ไปเสียแล้วนั่นเอง
เมื่อปัจจัยต่อการก้าวเข้ามาเป็น “ไอด้อล” ในสังคมคอสเพลย์ถูกเปิดกว้างมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้นสำหรับบุคคลผู้มี “หน้าตาดี” ที่ต้องการจะมาแจ้งเกิดตนเองต่อสังคม ฝูงชนที่เข้าใจว่าตัวเองมี “หน้าตาดี” เหล่านั้นต่างก็มองเห็นว่าวงการคอสเพลย์เป็นประหนึ่งเวทีเปิดที่รอรับสมัครให้ใครก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวโดยที่ไม่ต้องสนใจเลยว่าจุดประสงค์หลักที่เข้ามาแต่งคอสเพลย์นั้นจะเป็นไปอย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จุดประสงค์ของการเริ่มต้นคอสเพลย์กลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มมาจากใจที่หลงใหลต่อตัวละครในการ์ตูนก็ได้ เพราะการมาแต่งคอสเพลย์อาจจะเริ่มต้นมาจากการอยากมาหาแฟน อยากทำมาทำอะไรแปลกใหม่แก้เบื่อไปวันๆ หรือกระทั้งอยากมาเข้ามาแสวงหาโอกาสทางสังคมอะไรบางอย่างก็ล้วนเป็นสิ่งที่ทำได้ในวงการคอสเพลย์ทั้งสิ้น เพราะในสายตาของพวกเขาเหล่านี้ วงการคอสเพลย์ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่สงวนไว้ให้กลุ่มคนที่ชอบการ์ตูนไว้ใช้แสดงออกต่อความชอบในการ์ตูนแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พื้นที่คอสเพลย์ยังเผื่อแผ่เปิดกว้างให้พวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตักตวงและแสวงหาการยอมรับจากสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งการจะก้าวไปสู่จุดๆนั้นได้ จำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ตัวเองกลายเป็น “ไอด้อล” ขึ้นมา
เพราะการเป็น “ไอด้อล” ก็อย่างที่ได้กล่าวไปไว้ตั้งแต่ต้นคือ สถานะของบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่นนั่นเอง
การถูกตีตราว่าเป็น “ไอด้อล” ในวงการคอสเพลย์จึงกลายเป็นเรื่องชวนฝันเสมอสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาการยอมรับจากผู้อื่น เพราะการเป็น “ไอด้อล” ในวงการคอสเพลย์ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อมนักสำหรับใครบางคนที่มี “หน้าตาดี” เพราะจากค่านิยมโดยทั่วไปแล้ว สนามแข่งขันของคนที่มี “หน้าตาดี” จะถูกมองว่าจำกัดอยู่แต่ในวงการบันเทิงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังตัวอย่างคำพูดเชิงประชดประชันที่มีต่อคนที่อยากจะอวดโฉมตนเองว่า “อยากอวดสวยอย่างนี้ ทำไมไม่ไปเป็นดารา” เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการที่จะทำได้อย่างที่กล่าวมานั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ยากเสียเหลือเกิน เพราะวงการบันเทิงเป็นพื้นที่ที่ใหญ่และมีอัตราการแข่งขันสูงจนยากที่ “คนหน้าตาดี” ทุกคนจะได้ก้าวล่วงเข้าไปอยู่ได้ เมื่อวงการบันเทิงไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าไปได้ง่ายๆ บุคคลเหล่านั้นก็จำเป็นต้องแสวงหาวงการอะไรบางอย่างที่สามารถตอบสนองความต้องการในการ “อวดโฉม” ให้ได้ใกล้เคียงกับวงการบันเทิงมากที่สุด ซึ่งหนึ่งในวงการที่ใกล้เคียงกับวงการบันเทิงที่สุดก็คงหนีไม่พ้นวงการคอสเพลย์นั่นเอง
เมื่อวงการคอสเพลย์กลายเป็นพื้นที่จำลองของวงการบันเทิงขึ้นมา การได้เป็น “ไอด้อล” ก็ไม่ต่างจากการได้เป็น “ดารา” ประจำวงการ
เพราะโดยพื้นฐานของการคอสเพลย์ก็คือการอวดโฉมตนเองภายใต้การสวมบทบาทเป็นผู้อื่น (ตัวการ์ตูน) ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้กับความต้องการของคนที่มี “ความหลงใหลในตนเอง (narcissistic)” ได้เป็นอย่างดี การคอสเพลย์จึงกลายเป็นเรื่องสุนทรียะของคนที่ต้องการอวดโฉมตนเอง เพราะการได้ถูกถ่ายรูปหรือเป็นที่สนใจจากคนรอบข้างนับว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการรักษาดูแลร่างกาย (self-care) และการจัดการของตนเองที่ดี (self-management) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสภาวะของการหลงใหลตนเอง (narcissism) โดยตัวผู้แสดงถือว่าการโชว์ให้เห็นหรือมีของดีจะอวดนั้นก็เป็นความสำเร็จส่วนตัว เพราะทำให้เกิดความภาคภูมิใจที่มีผู้คนจ้องมองเรือนร่างของตัวเอง แม้ว่าในบางกรณีสำหรับผู้หญิงจะรู้ตัวอยู่เสมอว่าการโชว์ดังกล่าวจะทำให้ตนเองกลายสภาพไปเป็นวัตถุทางเพศในสายตาของผู้ชายก็ตาม แต่การโชว์ดังกล่าวก็ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่เป็นผู้ชม เพราะอาจจะมีผู้หญิงด้วยกันก็ได้ การโชว์ในรูปแบบนี้จึงไม่จำกัดเพศในการรับชมอันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในตนเองที่ร่างกายของตนได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่มาชมได้ไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม อีกทั้งการได้ถูกถ่ายรูปจากตากล้องก็นับว่าเป็นการเก็บรักษาภาพของความงามภายในร่างกายของตนที่เกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตหนึ่งเท่านั้นอีกด้วย เพราะถึงอย่างไรเสียสังขารนั้นก็ไม่เอื้อให้บุคคลทุกคนสามารถที่จะ “อวดโฉม” ตนเองไปได้ตลอดกาล
เมื่อการเป็น “ไอด้อล” สามารถเปิดพื้นที่ในการอวดโฉมตนเองต่อผู้อื่นได้คล้ายกับการเป็นดาราแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ถึงกับเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ถูกจ้องมองจากคนหมู่มากเหมือนกับการเป็นดาราก็ตามที แต่การเป็น “ไอด้อล” ในวงการคอสเพลย์กลับเป็นสถานะที่สามารถเก็บรักษาความเป็นส่วนตัวของตนเองไว้ได้มากกว่าความเป็นดารา เพราะถึงอย่างไรเสียวงการคอสเพลย์เมื่อเทียบกับวงการอื่นๆโดยทั่วไปแล้วก็ยังนับว่าเล็กอยู่มาก การเป็นจุดสนใจต่อสังคมโดยทั่วไปจึงเป็นไปในพื้นที่แคบๆแต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมในฐานะของ “บุคคลสาธารณะ” จึงมีน้อยตามไปด้วย ซึ่งแตกต่างกับวงการบันเทิง เพลงหรือกีฬาที่เหล่าคนดังทั้งหลายจะต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวของตนเพื่อแลกกับความมีชื่อเสียงของตนเอง วงการคอสเพลย์จึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่ไว้ใช้สนองความต้องการให้กับบุคคลที่ “อยากดัง” และ “อยากเป็นส่วนตัว” ในเวลาเดียวกันได้อย่างตรงประเด็น เพราะอย่างน้อยๆเหล่า “ไอด้อล” คอสเพลย์ก็ไม่จำเป็นต้องหลบหนีหรือต้องคอยตอบคำถามของผู้สื่อข่าวสำนักไหนเวลาออกไปจ่ายตลาด แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีพื้นที่ในการที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่รุมล้อมจากเหล่าผู้คนมากมายไม่ต่างไปจากดาราในวงการอื่นๆ ซึ่งสถานะดังกล่าวของวงการคอสเพลย์ที่มีรูปลักษณ์ครึ่งๆกลางๆดังกล่าวก็นับว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาคนทั่วไปทั้งหลายที่อยากจะเข้ามาลองสนามเพื่ออวดโฉมตนเอง เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ทั้งเข้ามาร่วมได้ง่าย เลิกก็ง่าย และแม้จะมีสภาวะแห่งการแข่งขันกันแต่ก็ไม่สูงไปกว่าที่เกิดขึ้นในวงการอื่นๆ นอกจากนี้ยังรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สภาพนกเป็ดน้ำดังกล่าวของวงการคอสเพลย์จะว่าไปก็คล้ายๆกันกับสภาพของ “คนชนชั้นกลาง” ที่ไม่มีจุดยืนที่แท้จริงที่สามารถไหลเลื่อนตนเองไปทาง “ชนชั้นล่าง” ก็ได้ หรือจะไหลไปบนจุดของ “ชนชั้นสูง” ก็ได้ สภาวะที่มีแต่ได้แต่ก็ได้ไม่สุดของวงการคอสเพลย์นั้นก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เข้ากันกับคนชนชั้นกลางได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะอย่างน้อยๆกิจกรรมคอสเพลย์ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ให้กับลูกหลานของเหล่าคนชนชั้นกลางไว้ใช้เล่นสนุกร่วมกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ด้วยคุณสมบัติของการเป็น “ไอด้อล” ในวงการคอสเพลย์ดังกล่าวที่ทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถเป็นทั้งดาราที่โด่งดังได้พร้อมๆกับการเป็นคนปกติที่มีชีวิตแบบธรรมดาและเป็นส่วนตัว จึงทำให้การเป็น “ไอด้อล” ในวงการคอสเพลย์จึงเป็นเสมือนสถานะอันทรงคุณค่าที่ทุกคนไม่ว่าจะมีจุดประสงค์ใดในการคอสเพลย์ต่างก็อยากที่จะไปให้ถึง
และเมื่อมาถึงจุดนี้ จุดหมายสูงสุดของการคอสเพลย์ที่จากเดิมคือการได้แสดงออกถึงความชอบของตนผ่านการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูนก็ได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นการคอสเพลย์เพื่อถีบทะยานตนเองไปสู่ความเป็น “ไอด้อล” เสียแล้ว ซึ่งการปรับเปลี่ยนจุดมุ่งหมายสูงสุดดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อคนที่ยังคงยึดถือจุดมุ่งหมายในการคอสเพลย์แบบดั้งเดิมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับนักคอสที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” เป็นสำคัญ
การเป็น “อีเดียต คอสเพลย์” เสียอะไรมากกว่าที่คุณคิด
เมื่อทิศทางของการคอสเพลย์เริ่มที่จะแปรผันไปในเชิงของ “ความสวยความงาม” มากขึ้น การที่ “หน้าตา” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความสวยงามดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อความสวยงามดังกล่าวบวกรวมเข้ากับการคอสเพลย์ การคอสเพลย์ที่จะถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้แต่งคอสเพลย์มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” ตามไปด้วย และเมื่อมองย้อนกลับไปดูนิยามความหมายของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์แล้ว การคอสเพลย์ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้สึกชื่นชอบกับอะไรบางอย่างขึ้นมาจนรู้สึกอยากที่จะแสดงความชอบนั้นของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่เป็นไปเพื่อแสดงออกเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของเจ้าตัว ซึ่งหากพิกัดพื้นที่อยู่แค่ในวงการการ์ตูนแล้ว แน่นอนว่าการคอสเพลย์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คนชอบการ์ตูนมักจะใช้เป็นวิธีการหนึ่งต่อการแสดงออกถึงความชอบที่มีต่อการ์ตูนของตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ไม่ต่างไปจากการทำแฟนซับ การวาดการ์ตูนให้คนดู การแปลการ์ตูนให้คนอ่านหรือการเขียนบทความรีวิวการ์ตูน เป็นต้น หากแต่การแสดงออกดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นความสัมพันธ์เชิงสองทางที่เมื่อมี “ผู้เสนอ” ก็จำเป็นต้องมี “ผู้รับสนอง” กลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่ากิจกรรมการคอสเพลย์เมื่อมี “ผู้แต่ง” ก็จำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” และ “ผู้ดู” ที่ว่านี้ก็ย่อมต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเสมออีกด้วย
เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการคอสเพลย์จึงหนีไม่พ้นว่าต้องมี “คนดู” รวมอยู่ด้วยถึงจะนับได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายและองค์ประกอบสำคัญของการมาคอสเพลย์ แต่ถ้าเกิดว่าการแต่งคอสเพลย์ของคนบางคนนั้นไม่มี “ผู้ดู” ขึ้นมาล่ะ จะเรียกได้ว่าการคอสเพลย์ของคนๆนั้นมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่ ? แล้วถ้าการคอสเพลย์ของคนบางคนมีจำนวนของ “ผู้ดู” มากกว่าคนอีกคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าการคอสเพลย์ของคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” มากกว่านั้นประสบความสำเร็จกว่าคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” ที่น้อยกว่าหรือไม่ ?
คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะที่ว่า ยิ่งแสดงออกให้ผู้อื่นได้รับรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” อย่างหนึ่งเหมือนกันที่ยิ่งเรียกร้องแล้วยิ่งมีผู้ให้ความสนใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวผู้ที่เรียกร้องเอง หากแต่เมื่อสิ่งนี้ปรากฏอยู่ในวงการคอสเพลย์ที่เรื่อง “หน้าตา” เป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนต่อการเรียกร้องให้คนอื่นเข้ามาดู เมื่อนั้นผู้ที่จะตกเป็นบุคคลที่เสียเปรียบที่สุดก็ดูจะหนีไม่พ้นนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” อย่างแน่นอน
นักคอสเพลย์ขี้เหร่หรือที่พอจะรู้จักในนามของ “อีเดียต คอสเพลย์” นั้นดูจะเป็นสถานะอีกฝั่งหนึ่งของ “ไอด้อล คอสเพลย์” ทีเดียว เพราะคำว่า “อีเดียต คอสเพลย์” เป็นสิ่งที่ไว้ใช้อธิบายถึงนักคอสเพลย์ที่มีรูปร่างหน้าตาขี้เหร่แต่ต้องการที่จะเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพื่ออวดโฉมตนเอง ซึ่งการอวดโฉมตนเองนั้นในสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้วล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังไว้ให้เป็นสิ่งที่มีแต่คน “หน้าตาดี” เท่านั้นถึงจะทำได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าใครต่างก็มีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง กระทั้งมีสิทธิในการที่จะโชว์ความภาคภูมิใจนั้นให้ผู้อื่นได้รับรู้รับชม
จริงอยู่ที่คนทุกคนจะมีสิทธิ์ในการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคน “หน้าตาดี” แต่นั่นก็ไม่ใช่ในกรณีของผู้ชมทุกคนที่จะคิดว่าเขาคนนั้นเป็นคน “หน้าตาดี”
เพราะฉะนั้น “อีเดียต คอสเพลย์” จึงกลายเป็นสถานะของบุคคลที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่รู้จักความพอเพียงและสถานะจุดยืนของตนว่าเหมาะสมหรือไม่กับการมาแต่งคอสเพลย์ และยิ่งในสภาวะบรรยากาศที่วงการคอสเพลย์ยอมรับนับถือบุคคลที่มี “หน้าตาดี” ด้วยแล้ว เหล่าบุคคลผู้มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่มาแต่งคอสเพลย์จึงมักถูกผลักไสให้เข้ามาอยู่ในสังกัดของ “อีเดียต คอสเพลย์” โดยอัตโนมัติ ภายใต้ข้อตำหนิว่าเป็นการทำให้ตัวละครนั้นๆเสื่อมเสีย ซึ่งการทำให้ตัวละครอันเป็นที่ยกย่องบูชาของเหล่าแฟนๆเกิดการเสื่อมเสียนั้น นั่นหมายความว่าผู้ที่แต่งคอสเพลย์คนนั้นจะต้องถูกตราหน้าจากสังคมการ์ตูนทันทีว่าเป็นคนที่ไม่รักในตัวละครตัวนั้นจริงๆ เพราะการกระทำ (การคอสเพลย์) ของเขานับว่าเป็นการทำลายภาพพจน์ที่สวยงามและแสนจะศักดิ์สิทธิ์ของตัวละครตัวนั้นให้พังทะลายลงไปในทันใดซึ่งเปรียบได้กับการดูถูกตัวละครตัวนั้นอย่างร้ายกาจ เพราะอย่างไรเสียการคอสเพลย์ก็คือ “การเลียนแบบ” แล้วถ้านั่นเป็นการ “เลียนแบบที่ไม่เหมือน” กระทั้งเป็น “การเลียนแบบที่น่ารังเกียจ” ย่อมต้องเป็นธรรมดาที่ผู้แต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้จะต้องถูกกล่าวหาจากผู้ที่นิยมชมชอบในสิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งความสามารถที่เหมาะจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คนที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” ดูจะเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนจะถูกจองจำให้อยู่แต่ในวังวนของการถูกรังเกียจและโดนดูถูกจากสังคมภายนอกเสมอมา ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะเช่นนี้นับว่าเป็นสถานะที่ต่างไปจากสถานะของการเป็น “ไอด้อล” อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วหากมองลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจของเหล่าบุคคลผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” แต่อยากมาคอสเพลย์นั้น ก็ไม่แน่ว่าภายในหัวใจเบื้องลึกของพวกเขาอาจจะเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อตัวการ์ตูนตัวนั้นอย่างเต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ใจก็ได้ เพราะหากพูดกันถึงเรื่อง “ใจรัก” แล้ว ไม่ว่า “คนหน้าตาดี” หรือ “หน้าตาขี้เหร่” ต่างก็มีสิ่งๆนี้ได้อย่างเท่าเทียมและไม่แตกต่างกัน
เมื่อ “ผู้ดู” เลือกที่จะดูเฉพาะกับนักคอสเพลย์ที่หน้าตาดีแล้ว นั่นหมายความว่าจะมีแต่คนที่หน้าตาดีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสในการแสดงออกถึงความชอบของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้มากกว่าคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ สภาพดังกล่าวก็คงไม่ต่างไปจากการที่เราอยากจะบอกอะไรบางอย่างในใจให้กับใครซักคนหนึ่งได้รับรู้ แต่ก็ไม่มีใครอยากที่จะฟังเรากระทั้งยังอาจจะรู้สึกรังเกียจและรู้สึกรำคาญเราเสียอีกด้วย ครั้นจะอ้างว่าการคอสเพลย์แต่ละครั้งแค่ได้แต่งก็เพียงพอแล้ว คนจะดูหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ดูจะเป็นแนวคิดที่อยู่ในอุดมคติเกินไป เพราะถ้าการคอสเพลย์มีจุดหมายเพียงแค่ได้แต่งแต่เพียงอย่างเดียวก็เท่ากับว่าผู้แต่งสามารถแต่งคอสเพลย์คนเดียวอยู่บ้านเพื่อไว้ชื่นชมเองคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาแต่งในงานที่เป็นสาธารณะ เพราะถ้าเมื่อใดคุณต้องการแต่งออกงานสาธารณะ นั่นหมายความว่าในใจลึกๆของคุณเองก็เรียกร้องให้คนอื่นมาดูการคอสเพลย์ของคุณเพื่อที่คุณจะได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อการที่มีคนเข้ามาสนใจในการกระทำดังกล่าวของตัวคุณเอง
แต่ถ้า “หน้าตา” มีส่วนในการบั่นทอนหรือส่งเสริมการแสดงออกต่อความชอบของผู้ที่มาแต่งคอสเพลย์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?
เมื่อคุณสมบัติด้าน “หน้าตา” เข้ามามีส่วนสัมพันธ์กับการดึงดูดให้บุคคลอื่นเข้ามาดูคอสเพลย์ นั่นหมายความว่าคนที่มีหน้าตาสวยงามและน่าดึงดูดมากกว่าย่อมเป็นผู้ที่จะสามารถสื่อความรู้สึกของตัวเองไปให้กับผู้อื่นได้รับรู้มากกว่า โดยทัศนคติที่มักจะพบได้ในหมู่คนที่ชื่นชอบการ์ตูนก็มักจะเป็นไปในเชิงบวกเสมอต่อนักคอสเพลย์ที่เป็น “ไอด้อล” ว่าเขาหรือเธอคนนี้คือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นบุคคลตัวอย่างของผู้ที่ “ชอบจริง” และ “รักจริง” ในตัวละครตัวนั้นๆ แต่ในทางกลับกันเมื่อคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ได้มาแต่งคอสเพลย์ กลับกลายเป็นว่าในสายตาของคนภายนอกมักจะมองว่าการคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาขี้เหร่เป็นสิ่งที่น่าตลกขบขันจนน่าล้อเลียนหรือกระทั้งน่าเสียดสี ซึ่งการทำให้การคอสเพลย์ของที่คนที่หน้าตาไม่ดีกลายเป็น “เรื่องตลก ล้อเลียน เสียดสี” ย่อมเป็นสิ่งที่หัวเราะไม่ได้ในหมู่นักคอสเพลย์ที่มาคอสตามความชอบแบบจริงจัง เพราะคนที่ถูกหัวเราะย่อมไม่หัวเราะด้วย ในทางตรงกันข้าม เสียงหัวเราะของฝ่ายหนึ่งกลับนำไปสู่ความไม่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเสียงหัวเราะกลับเป็นการกดสถานะของผู้อื่นให้ไม่มีความสำคัญหรือต่ำต่อยกว่า อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องขำขันเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจและความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการคอสเพลย์ของคนขี้เหร่คนนั้นเป็นการคอสเพลย์ที่ต้องการแสดงออกอย่างตั้งใจจริงโดยไม่ต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากใคร เพราะตลกที่มาผิดที่ผิดเวลาจำนวนมากก็พร้อมที่จะจบลงด้วยความขุ่นเคือง เนื่องด้วยอีกฝ่ายหนึ่งไม่ขำนั่นเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็สามารถพบได้จากนักคอสชายที่ต้องการแต่งคอสเป็นตัวละครผู้หญิง เป็นต้น ที่มักจะถูกหัวเราะเยาะจากผู้คนรอบข้างเสมอว่าเป็นตัวตลก โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าเขาคนนั้นมีความตั้งใจที่จะมาแต่งคอสเพลย์ด้วยใจที่รักในตัวละครที่แต่งมากน้อยเพียงใดและจริงจังขนาดไหน เพราะในสายตาของ “ผู้ดู” รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่สวยย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อยากที่จะเข้าไปล่วงรู้หรือทำความรู้จักในประเด็นที่อยู่ลึกลงไปเสียเท่าไหร่นัก
เมื่อการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาดี” เป็นการแสดงออกที่ทุกคนพร้อมจะรับรู้และพร้อมที่จะตีความหมายของ “ความชอบ” ดังกล่าวไปในเชิงที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาขี้เหร่” ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่เรื่องตลกชวนหัว นั่นก็หมายความว่า “หน้าตาที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ในการแสดงออกต่อความชอบที่แตกต่างกัน” เพราะในตอนนี้ “ความชอบ” ของอีกฝ่ายได้ถูกยกขึ้นสูงและของอีกฝ่ายได้ถูกกดลงต่ำซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพของความ “ไม่เท่าเทียม” กันได้อย่างเด่นชัดมากทีเดียว
“ผู้ดู” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่จรรโลงไว้ซึ่งความสำคัญของ “หน้าตา” ต่อการคอสเพลย์
“หน้าตา” เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ก็คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ให้กับนักคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนในการคอสเพลย์แต่ละครั้ง แต่กระนั้น “หน้าตา” ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์กับตัวนักคอสเพลย์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะ “หน้าตา” ยังก่อประโยชน์ให้กับบุคคลอื่นได้อีกด้วย ซึ่งบุคคลที่ว่านั้นก็คือกลุ่มของ “ผู้ดู” นั่นเองที่จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากทีเดียวต่อคุณสมบัติดังกล่าว
ขึ้นชื่อว่า “ผู้ดู” แล้ว ย่อมเป็นสถานะที่ไม่สามารถแยกออกจากเรื่องความสวย ความงามไปได้เลย เพราะการดูหรือการจ้องมองนั้นย่อมเป็นกริยาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความพอใจที่จะมองหรือดูในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าน่าพึงพอใจ ซึ่งผลประโยชน์อย่างแรกสุดที่ “ผู้ดู” มักจะได้รับจากการดูนักคอสเพลย์ที่แต่งคอสมาสวยไม่ว่าความสวยนั้นจะมาจากในเรื่องของชุดคอสเพลย์ก็ดี ของท่าทางก็ดี หรือของหน้าตาก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขทางใจให้กับ “ผู้ดู” อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะอย่างน้อยๆก็คงไม่มีใครที่มาเที่ยวงานคอสเพลย์จะสามารถประกาศตนว่าเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลสตัณหาไปได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ผู้ดู” ที่อยู่ในอาณาบริเวณของการคอสเพลย์ย่อมเป็นผู้ที่ชอบและหวังจะได้เห็นนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาสวยๆหล่อๆ ใส่ชุดคอสที่งดงามประกอบกับการขยับขยายเรือนร่างท่าทางที่ตรงตามแบบฉบับตัวการ์ตูนที่ตนเองชื่นชอบอย่างแน่นอน ซึ่งความสุขว่าด้วยเรื่องการดูหรือการชมในสิ่งที่สวยงามในฐานะของการเป็น “ผู้ดู” ก็ขอไม่เขียนไว้ ณ ที่นี้ เพราะทุกๆคนที่เคยทำตนเป็น “ผู้ดู” ก็ย่อมต้องรู้จักอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะนี่ถือว่าเป็นกิเลสขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักมันเป็นอย่างดี
แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อ “ผู้ดู” ทุกคนเรียกร้องและต้องการที่จะดูคอสเพลย์ที่สวยงามแล้ว ความต้องการในการเห็นนักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติของความงามครบถ้วนย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องความงามครบถ้วนก็มักที่จะได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากกลุ่ม “ผู้ดู” เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของ “ผู้ดู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผลประโยชน์ที่มาจากความสวยงามของนักคอสเพลย์จะหยุดอยู่แค่สร้างความพึงพอใจให้กับ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่นให้เกิดขึ้นกับตัวของ “ผู้ดู” เองอีกด้วย ซึ่งในที่นี้ก็ขอยกตัวอย่างในกรณีของตากล้องคอสเพลย์ที่ดูจะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องดังกล่าว
ในฐานะของตากล้องคอสเพลย์แล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการคอสเพลย์มากทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานะของความเป็น “สื่อมวลชน” ที่คอยบันทึกภาพความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นในงานคอสเพลย์มาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย หากแต่งานของตากล้องคอสเพลย์นั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ตั้งอยู่บนความสมัครใจและพอใจจะทำของผู้ถ่ายเป็นหลัก ซึ่งด้วยความที่เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวของผู้ถ่าย นั่นหมายความว่าการริเริ่มถ่ายรูปในแต่ละครั้งของตากล้องคอสเพลย์จึงมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งการที่เหล่าตากล้องจะโน้มเอียงไปในทิศทางของการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่สวยๆหล่อๆแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรตากล้องคอสเพลย์ก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่มีกิเลสอันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ตากล้องเลือกที่จะถ่ายแต่นักคอสสวยๆมากกว่านักคอสที่ขี้เหร่ เพราะการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” ที่ประหนึ่งเป็นนางแบบหรือนายแบบชั้นเลิศก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กลุ่มตากล้องผู้รักการถ่ายรูปได้มีโอกาสในการแสดงฝีมือการถ่ายภาพของตนเองว่าเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ต่อการได้ถ่ายคนที่เป็น “ไอด้อล” และหากตากล้องคนใดได้รับการไหว้วานจากเหล่า “ไอด้อล” ให้มาตามถ่ายรูปอยู่เป็นประจำด้วยแล้ว ความรู้สึกที่ได้รับก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการได้เป็นตากล้องมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจให้ถ่ายภาพของเหล่าคนสำคัญประจำวงการนั่นเอง ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมไปถึงเหล่าตากล้องบางคนที่ใช้กล้องเป็นทางผ่านต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักคอสผู้มี “หน้าตาดี” ทั้งหลายอีกด้วย
ซึ่งการกระทำดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระเทือนถึงนักคอสเพลย์คนอื่นๆที่ไม่ได้มีหน้าตาดีพอที่จะดึงดูดให้เหล่าตากล้องมาถ่ายเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันในวงการคอสเพลย์ที่คน “หน้าตาดี” จะดำรงสถานะของการเป็นคน “สำคัญ” ที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากตากล้องก่อนหน้านักคอสเพลย์คนอื่นๆที่มีหน้าตาปานกลางไปจนถึงย่ำแย่ก่อนเสมอ นอกจากนี้ด้วยความที่ตากล้องยังทำหน้าที่เสมือนผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์การคอสเพลย์ผ่านภาพถ่ายด้วยแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้การคอสเพลย์ของคนที่มีหน้าตาขี้เหร่มิสิทธิ์ที่จะถูกลบเลือนให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การคอสเพลย์เพิ่มมากขึ้นไปอีกราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย ซึ่งมีนัยที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นคนที่ “ไม่สำคัญ” เพียงพอที่จะให้ผู้อื่นได้จดจำนั่นเอง
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็น่าจะมีคนในวงการคอสเพลย์หลายคนได้ยินกันอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับการรณรงค์ในหมู่ตากล้องด้วยกันเองที่เน้นย้ำให้เหล่าตากล้องคอสเพลย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพคอสเพลย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความรักในการแต่งคอสเพลย์” เป็นสำคัญมากกว่าการเอา “ความสวยงามในการแต่งคอสเพลย์” เป็นที่ตั้ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการรณรงค์ให้กลุ่มตากล้องสนใจที่จะสร้างงานที่มาจากความสวยงามจาก “ภายใน” ของตัวนักคอสเพลย์มากกว่าความสวยงามที่ปรากฎอยู่ “ภายนอก” ซึ่งความพยายามดังกล่าวก็นับว่าเป็นการเสริมสร้างจรรยาบรรณให้กับเหล่าตากล้องไม่ให้มีค่านิยมที่ชื่นชอบความงามที่มาจาก “ภายนอก” มากกว่าความงามที่มาจาก “ภายใน” นั่นเอง เพราะการกระทำกระทำดังกล่าวรังแต่จะทำให้วงการคอสเพลย์กลายเป็นกิจกรรมที่มีไว้เฉพาะสำหรับคนที่มี “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไร การรณรงค์ดังกล่าวก็ยังดูอ่อนพลังพอๆกับการรณรงค์แบบอื่นๆที่มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากสิ่งที่รณรงค์เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรที่จะเห็นจำนวนภาพถ่ายของตากล้องคอสเพลย์ส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพของนักคอสที่ “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ในสัดส่วนที่มากกว่านักคอสที่มีหน้าตาระดับรองๆลงไปจนถึงอาจไม่มีเลยในส่วนของนักคอสที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” เพราะถึงอย่างไรเสีย นี่ก็คือสิทธิอันชอบธรรมของตากล้องที่จะสามารถเลือกได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีและสิ่งใดเป็นสิ่งที่แย่ต่องานของตัวเอง
เมื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่เกิดขึ้นระหว่างนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” และเหล่า “ผู้ดู” ทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืนแล้ว จึงไม่แปลกที่ตัวอย่างของนักคอสเพลย์ส่วนใหญ่ที่เป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของ “ผู้ดู” จึงมักจะเป็นคนที่ “หน้าตาดี” อยู่เสมอ คุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” จึงเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับนักคอสเพลย์ระดับนี้ ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดที่ว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจ” กันอีกที แม้ว่าคำๆนี้จะมีส่วนที่ถูกอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้แสดงความเป็นจริงทั้งหมดของการบรรลุถึงจุดสูงสุดของการคอสเพลย์ออกมา เพราะการคอสเพลย์ที่มีแต่ใจนั้นนับได้ว่าเป็นเพียงคุณสมบัติขั้นต่ำสุดที่ทุกคนจะพึงมีต่อการก้าวมาสู่สังคมแห่งการคอสเพลย์ หากแต่ถ้าคิดจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ คุณสมบัติของการเป็นผู้มี “หน้าตาดี” ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะถึงอย่างไรเสียการคอสเพลย์กับหน้าตาก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เหมือนๆกันกับตัวละครในการ์ตูนที่ย่อมต้องถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาดีเพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับผู้ชมนั่นเอง
“หน้าตา” คุณสมบัติอันแสนสำคัญที่มีไม่วันห่างหายไปจากวงการคอสเพลย์
เมื่อบทความได้เดินทางมาถึงตรงจุดนี้ ก็คงจะเป็นที่ทราบกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องของ “หน้าตา” นับว่าเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ขาดไปเสียไม่ได้ในการคอสเพลย์ ซึ่งแม้ว่าในประเด็นดังกล่าวจะยังมีหลายคนที่ยังคงโต้เถียงในเรื่องนี้อยู่ หากแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครซักคนได้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการคอสเพลย์ที่ทุกคนต่างยอมรับนับถือนั้น นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในเรื่องชุดคอสเพลย์และการทำท่าทางประกอบการสวมบทบาทแล้ว เรื่อง “หน้าตา” ก็ยังนับว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มิสามารถขาดไปได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อ “หน้าตา” นับเป็นสิ่งที่สำคัญ การคอสเพลย์ในแต่ละครั้งทั้งของคนที่มี “หน้าตาดี” และคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งๆนี้อย่างมากไม่ต่างกันอีกด้วย
ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเท่าไหร่ หากแต่จะเป็นปัญหาของนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” เสียมากกว่า โดยหลากหลายทางออกที่ได้มีการเสนอมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่อยากจะแต่งคอสเพลย์ให้สวยงามก็อาทิเช่น การใช้เทคนิกการแต่งหน้าในการช่วยเสริมความงาม การเลือกแต่งตัวละครที่มีหน้าตาที่ไม่ดีนัก หรือแม้กระทั้งการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกเสนอมาว่าสามารถทำได้สำหรับผู้ที่ไม่ได้มี “หน้าตา” เป็นทุนรอนของชีวิต แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ถือว่ายังมีข้อจำกัดในการปฎิบัติตามอยู่มาก กล่าวคือ การแต่งหน้าที่แม้จะทำให้ใบหน้าหลังแต่งมีความสวยงามได้มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนโครงหน้าได้อยู่ดี เพราะอย่าลืมว่าองค์ประกอบของใบหน้าที่สวยงามไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องรวมไปถึงโครงหน้าที่เข้ารูปอีกด้วยถึงจะมีผลต่อการแสดงออกถึง “ความสวยงาม” บนใบหน้าที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนในเรื่องของการเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละครที่มีหน้าตาไม่ดีก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความน่าสนใจและดูจะเป็นไปได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” จะไม่สามารถที่จะเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละคร “หน้าตาดี” ได้เลย เพราะตัวเลือกที่เขาจะสามารถเลือกได้กลับถูกจำกัดไว้ให้มีแต่ตัวละครที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และในส่วนของทางออกสุดท้ายว่าด้วยเรื่องการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็นับว่าเป็นอีกทางออกหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดกับคนที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ เพราะ “หน้าตา” แม้จะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งไปไม่ได้ เพราะอย่างน้อยๆตัวละครในการ์ตูนก็มีหลายตัวที่ไม่ได้แสดง “หน้าตา” ในแบบของความเป็นมนุษย์ที่ “หน้าตาดี” อยู่มากมาย อย่างเช่นตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์และปีศาจ เป็นต้น ซึ่งการคอสเพลย์ประเภทนี้จะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดูได้ไม่แตกต่างหรือกระทั้งอาจจะเหนือกว่านักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หากแต่ค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายออกไปก็คือ ผู้แต่งคอสเพลย์ประเภทนี้จำเป็นต้องมีกำลังทรัพย์และฝีมือมากเพียงพอที่จะทำให้เป็นจริง มิฉะนั้นก็ยากที่จะทำได้
ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางออกที่มีไว้ให้สำหรับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ไว้ได้เลือกใช้เป็นทางออกต่อการแต่งคอสเพลย์โดยที่ไม่ต้องถูกครหานินทาจากคนรอบข้าง ซึ่งการนินทาดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่มักจะสร้างความหนักใจให้เสมอกับนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปในทันที หากนักคอสเพลย์ผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” ทั้งหลาย กระทำการขบถต่อ “ผู้ดู” โดยไม่ถือเอาสายตาของ “ผู้ดู” เป็นสาระสำคัญ แต่เลือกที่จะเอาตามความต้องการของตนเองเป็นตัวตั้งต่อการเลือกแต่งคอสเพลย์ และเอาตนเองเป็นผู้กำหนดคุณค่าการคอสเพลย์ของตน
แต่ถึงกระนั้น จะมีนักคอสเพลย์ซักกี่มากน้อยที่กล้าพูดได้ว่าไม่สนใจต่อสายตาของ “ผู้ดู” กระทั้งในใจลึกๆก็ไม่แม้แต่จะรู้สึกคาดหวังกับจำนวน “ผู้ดู” ที่เข้ามาดูการคอสเพลย์ของตน
เพราะถึงอย่างไรเสีย การแต่งคอสเพลย์ในที่สาธารณะก็ยังจำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อการประสบความสำเร็จของนักคอสเพลย์ทุกๆคนที่เข้ามาแต่งคอสเพลย์ เพราะอย่างน้อยๆการเล่นคอสเพลย์ก็ดูจะไม่ต่างไปจากวงการบันเทิงที่ทุกคนในวงการจำเป็นที่จะต้องประชันจุดเด่นของตัวเองออกมาให้มากที่สุดเพื่อสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วการแต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการเล่นหุ้นหรือเล่นหำที่จำเป็นต้องปั่นมันอยู่เสมอ แต่ใครจะปั่นมันจนถึงจุดสุดยอดหรือปั่นจนวอดวายเจ็บตัวก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลทั้งสิ้น
สุดท้ายนี้ เมื่อเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่อง “หน้าตา” ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการคอสเพลย์อย่างที่มิอาจจะปฏิเสธได้ การที่จะรู้จักยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันจึงเป็นสิ่งที่สมควรจะทำมากกว่าที่จะปฏิเสธมัน แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักคอสเพลย์รู้สึกกระดากใจต่อการยอมรับในสิ่งที่มาทำให้สังคมคอสเพลย์ไม่ได้มีความ “เท่าเทียม” กันตามที่วาดฝันไว้ก็ตามที เพราะจะว่าไปแล้วการเรียนรู้และยอมรับต่อสิ่งดังกล่าวก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกๆคนในสังคมก็ล้วนเข้าใจมันดีอยู่แล้ว เพราะความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องอื่นๆภายในสังคมอีกมากมายของมนุษย์ที่พร้อมจะดันใครบางคนขึ้นสูงและกดใครบางคนลงต่ำอย่างไม่ปราณีนั่นเอง
ในช่วงปี 2007 ปั้นหน้าฟิกเกอร์ได้ประมาณนี้ก็ต้องถือว่าสวยมากเลยล่ะครับ

เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นได้ว่าจุดเด่นของตัวฟิกเกอร์จะอยู่ตรงเส้นผมที่พริ้วไหวตามสายลมออกมา
ด้านหลังเป็นด้านที่ผมว่าโชว์มุมมองท่าทางของตัวฟิกเกอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ ทั้งการบิดขา ขยับเอี้ยวตัว หรือเส้นผมที่พริ้วไหวไปตามลม














































ปีกกินที่ไปตั้งเยอะแน่ะ
ผมชอบเวลาเอามาถ่ายด้านข้างนะ ดูน่ากลัวสมกับดาร์ก ฮีโร่ดีจริงๆ




เมื่อมามองในมุมนี้ สิ่งแรกที่ผมต้องมองก่อนเลยก็คือรายละเอียดของเสื้อผ้าหน้าผมครับ ทำออกมาได้ดูดีมีพลังมากๆเลย รายละเอียดเล็กน้อยเก็บได้หมดจดเหมือนต้นฉบับในการ์ตูนเป๊ะๆ
ทำใบหน้าได้เหมือนมากๆ หลบตาข้างเดียวตามแบบฉบับของเธอด้วยที่ต้องผนึกพลังโดยหลับตาด้านขวาไว้
ฐานตั้งก็ทำลวดลายออกมาได้เนี๊ยบมาก โดยตัวฐานนั้นมีรูปทรงตามสัญลักษณ์ของพรีเคียวภาคนี้ในลักษณะที่แตกๆตามคอนเซปของตัวละครที่เป็นพรีเคียวที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่สมบูรณ์แบบ
สัดส่วนระหว่างตัวฟิกเกอร์และปีกนั้นเรียกว่าเป็นจุดเด่นของฟิกเกอร์ตัวนี้เลยทีเดียว
ปีกทรงค้างคาวด้านเดียวทำออกมาได้ดูดีเป็นธรรมชาติมากๆ

รายละเอียดจากทั้งสองมุมดูดีมากๆเลย
ก็แน่นอนว่าเป็นหน้าตอนที่เธอเปิดผนึกพลังตรงตาด้านขวาแล้วนั่นเอง จะสังเกตได้ว่าตาจะเป็นสีเหลืองไม่เหมือนตาอีกข้าง








































