2013/Apr/24

สวัสดีกันอีกครั้งนะครับ เหล่าเพื่อนๆชาวเอ็กซ์ทีนทุกท่าน นี่ก็ผ่านวันสงกรานต์มาได้ซักพักหนึ่งแล้ว ทุกคนคงได้มีโอกาสไปเที่ยวในวันหยุดยาวกันเรียบร้อยแล้วสินะครับ ส่วนใครที่ไม่ได้ไปก็คงจะหาเวลานอนเล่นพักผ่อนอยู่บ้านพร้อมกับชื่นชมบางสิ่งบางอย่างที่สามารถสร้างความสุขเล็กๆให้กับตัวท่านได้ในวันหยุดยาวเเบบนี้
 
ไหนๆก็ผ่านวันสงกรานต์กันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ผมเลยถือโอกาสปล่อยรีวิวฟิกเกอร์ตัวใหม่ล่าสุดออกมากันหน่อยก่อนที่ผมจะต้องไปเคลียงานต่างๆที่อั้นมาตั้งเเต่ช่วงหยุดยาว ซึ่งจะว่าไปแล้วสำหรับสินค้าชิ้นนี้หากนับกันจริงๆตั้งแต่วันปล่อยขายเป็นต้นมาก็คงไม่ถือว่าเป็นฟิกเกอร์ที่ใหม่อะไรอีกแล้ว แต่โดยส่วนตัวผมเองนั้นยังคิดว่าฟิกเกอร์ตัวนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวที่จะหยิบเอาออกมารีวิวให้เพื่อนๆทุกคนได้ชมกัน เพราะอนิเมต้นฉบับก็โด่งดังพอสมควรขนาดมีการซื้อลิขสิทธิ์เข้าไทยมาอย่างรวดเร็ว ตัวละครต้นแบบก็คงจะมีคออนิเมน้อยคนที่จะไม่รู้จักด้วยเอกลักษณ์ทาง Character ที่สุดแสนจะโดดเด่นสุดๆ ซึ่งตัวละครที่ผมว่านี้ก็คือแม่นางคนนี้นี่เองครับ

 
เห็นรูปก็คงจะร้องอ้อกันหมดเลยสินะครับ เพราะว่าเธอคนนี้คือนางเอกจากเรื่อง Guilty Crown ที่ชื่อ Yuzuriha Inori นั่นเอง ส่วนตัวนั้นไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเธอเท่าไหร่เพราะผมยังไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหาของอนิเมเรื่องนี้มากนัก แต่ถ้าพอจะบอกถึงจุดเด่นคร่าวๆของตัวละครล่ะก็ ผมก็บอกได้เลยว่า อิโนรินั้นถือว่าเป็นตัวละครหญิงที่มีรูปลักษณ์ของความงามที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างมากจริงๆ ทั้งหน้าตา รูปลักษณ์ เสียงพูดจา ฯลฯ นัยประมาณว่าคนแต่งเรื่องแกหมายหมั้นจะปั้นเธอให้เป็นนางเอกที่งามสมบูรณ์แบบเลยล่ะ เพราะในเรื่องเธอเป็นทั้งสาวน้อยที่มีใบหน้างดงามชวนหลงไหล แต่งตัวแต่ละชุดก็สุดจะยั่วยวนกามารมณ์ เสียงเพลงใสๆของเธอก็เพราะจับใจผู้ฟัง ฝีมือการต่อสู้ก็เก่งเหลือหลาย และที่สำคัญคือในร่างกายของเธอซ่อนไว้ซึ่งอาวุธอันสุดยอดร้ายกาจเหนือใคร โดยอาวุธที่ว่ามานี้ในอนิเมเขาเรียกกันว่า “วอยด์” ซึ่งวอยด์ของอิโนรินั้นมีพลังที่สุดจะประมาณได้ทีเดียว

ความโดดเด่นในทุกๆด้านของเธอ สำหรับผู้ดูอย่างเราๆท่านๆที่ชื่นชอบสาว 2 มิติแล้ว อิโนริถือได้ว่าเป็นสาวน้อยในฝันที่เหล่าหนุ่มๆอยากจะได้มาเป็นคู่ควงทีเดียวเลยล่ะ แต่ก็ด้วยความที่เธอเป็นสาว 2 มิติ ทำให้ความฝันดังกล่าวนั้นไม่อาจเป็นจริงไปได้ สิ่งที่พอจะเยียวยาใจให้กับหนุ่มๆที่ชื่นชอบเธอก็คงจะหนีไม่พ้นฟิกเกอร์ของเธอนี่แหละที่เมื่อออกวางจำหน่ายแล้ว เหล่าผู้ที่ชื่นชอบก็ต้องรีบคว้ามาครอบครองให้ได้ในทันที ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ชายพวกนี้เช่นกัน

หลังจากที่ผมได้ฟิกเกอร์ของเธอมาแล้ว สิ่งแรกที่ผมคิดก็คือคุณภาพงานของตัวฟิกเกอร์นับว่าทำได้ดีมาก เพียงแต่ยังไม่ดีที่สุดเนื่องเพราะฟิกเกอร์ตัวตนแบบที่เอาออกมาโปรโมตก่อนวางขายนั้น ผมว่ามีความสวยงามกว่าฟิกเกอร์ตัวจริงนี้อยู่มากทีเดียว โดยเฉพาะรายละเอียดในส่วนของใบหน้าที่ของจริงจะดูไม่ค่อยเข้ารูปนักถ้าเทียบกับของโปรโมต แต่ถ้าดูในส่วนอื่นๆนั้นถือว่าของจริงกับของโปรโมตทำได้ไม่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่เอาไปเปรียบเทียบกับสินค้าโปรโมตแล้ว ฟิกเกอร์ตัวนี้ของอิโนริถือว่าทำได้ดีมากทีเดียว แต่จะดียังไงนั้น ผมว่าถึงเวลาแห่งการรีวิวกันแล้วล่ะครับที่จะบอกเราได้ดีที่สุดว่าฟิกเกอร์ตัวนี้มีดีอย่างไรบ้าง


เริ่มจากภาพถ่ายตัวเต็มกันก่อน

มองจากตรงนี้คงจะทราบในทันทีเลยสินะครับว่าภาพประกอบด้านบนสุดของกระทู้ก็คือภาพต้นแบบของตัวฟิกเกอร์อิโนริตัวนี้นั่นเอง
 
 
เมื่อลองมองดูหลายๆมุมแล้ว จะพบว่าตัวฟิกเกอร์มีการปั้นท่าทางของอิโนริที่ทำได้อ่อนช้อยใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับทีเดียว จะไม่เหมือนหน่อยก็ตรงที่แขนของตัวฟิกเกอร์นั้นจะหุบมากกว่าภาพต้นแบบที่จะกางแขนมากกว่า
 
 
 
 
ในส่วนของด้านหลัง ในใจผมแล้วผมรู้สึกว่ามุมๆนี้เป็นมุมที่มองได้ไม่เบื่อเลย เพราะว่าการปั้นให้ส่วนของเสื้อผ้าให้มีความพริ้วไหวนั้น ฟิกเกอร์ตัวนี้เรียกว่าทำออกมาได้ดีมากๆ มองดูแล้วรู้สึกเหมือนกับว่าอิโนริกำลังวิ่งอยู่จริงๆเลยล่ะ


หมดจากการรีวิวภาพเต็ม คราวนี้มาดูกันในภาพรายละเอียดต่างๆกันบ้างครับ

ในส่วนของลำตัวนั้น ผมว่าทำออกมาได้ดีและสมส่วนมาก แม้ดูแล้วจะปั้นหน้าอกเล็กไปนิด แต่ก็ยังถือว่าสมส่วนอยู่


 
ด้านหลังที่เปลือยให้เห็นแผ่นหลังอันขาวเนียนตัดกับสีผมชมพูสลวยและผ้าผ่อนสีแดงสดมันช่างทำให้รู้สึกอยากจับอยากลูบเสียจริงๆ


เรียวขาแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่สาวๆทุกคนในโลกล้วนใฝ่ฝันจะมีเสียทั้งนั้น ทั้งขาวเรียวและได้รูปมาก ไม่มีกล้ามเนื้อส่วนเกินเลยจริงๆ ปั้นออกมาได้เยี่ยมมากๆ


 
โครงร่างเมื่อมองจากด้านข้างใกล้ๆแล้ว ผมคิดว่าท่าทางการบิดเอี้ยวตัวออกวิ่งของอิโนริดูออกจะทำแข็งไปนิด แต่โดยสัดส่วนโดยรวมแล้วก็ยังถือว่าสวยงามมากอยู่ดี


ภาพนี้ออกจะแนวโรคจิตนิดๆ เพราะโฟกัสหลักของภาพก็หนีไม่พ้นมุมของสามเหลี่ยมศักดิ์สิทธิ์ที่ทำออกมาได้สวยงามมาก โค้งมนและงอนได้ใจจริงๆ


 
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นมุมมองที่เห็นสัดส่วนหน้าท้องได้ชัดเจนที่สุดที่จะให้คะแนนความสวยงามของตัวนางแบบ ซึ่งส่วนตัวผมแล้วผมให้คะแนนเอกฉันท์ 9/10 เลยทีเดียว เพราะผมคิดว่าสัดส่วนหน้าท้องที่ปั้นออกมากับสีที่ใช้พ่นตรงส่วนที่เป็นเนื้อหนังนั้นเหมาะสมดีมาก อีกทั้งการเก็บรายละเอียดตรงสะดือก็ทำได้ดี ไม่บุ๋มลึกจนเกินไป

ในส่วนของใบหน้า เป็นส่วนที่ผมคิดว่าตัวฟิกเกอร์ยังทำออกมาได้ไม่ดีจนถึงที่สุดจริงๆ เพราะอย่างที่ผมเกริ่นเอาไว้ตั้งแต่ต้นกระทู้แล้วว่าในส่วนๆนี้ ฟิกเกอร์ในภาพโปรโมตทำออกมาได้ดีกว่ามากๆ ซึ่งถ้าเอามาเทียบกันแล้วฟิกเกอร์ที่วางขายหน้าจะเอ๋อไปเลย ความคมและสายตาที่เมียงมองออกไปด้านข้าง ผมว่ายังทำได้ไม่ถึงกับเป็นธรรมชาตินัก


ถ้าจะถ่ายให้ดูดี ก็คงต้องถ่ายมุมบนๆนั่นแหละถึงจะทำให้ใบหน้าของอิโนริดูมีความงดงามตามแบบต้นฉบับ


 
แต่ในส่วนของรายละเอียดเสื้อผ้าแล้ว ต้องยอมรับว่าจัดมาได้ดีจริงๆ ไม่ว่าจะมองจากมุมบนหรือมุมล่างก็สวยงามเป็นอย่างยิ่งทีเดียว รายละเอียดตั้งแต่ความพริ้วจนถึงสีสันที่ดึงดูดตาดึงดูดใจ เรียกได้ว่าครบเครื่องมากๆ


และก็มาถึงภาพสุดท้ายที่ผมจะทำการรีวิวกันแล้ว ในภาพนี้ผมแค่อยากจะถ่ายให้เห็นเนินอกเล็กๆของอิโนริที่ถูกผ้าสีแดงผืนน้อยปิดเอาไว้ เรียกว่าทั้งชุดทั้งคนใส่นี่เซ็กซี่ถึงขีดสุดจริงๆ
 
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับรีวิวในวันนี้ ผมคิดว่าน่าจะถูกอกถูกใจเหล่าแฟนๆของเรื่อง Guilty Crown อยู่บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ โดยส่วนตัวแล้วผมชื่นชอบฟิกเกอร์ตัวนี้มากๆเลย เพราะแม้ว่าตัวละครตัวนี้จะดังเอาเรื่องอยู่ แต่จำนวนของสินค้าที่เป็นฟิกเกอร์กลับดูไม่ค่อยสมมาตรกับความดังเอาเสียเลย จะมีดีๆระดับนี้ผมว่าหายากมากทีเดียว เพราะฉะนั้นแม้จะรู้สึกเหมือนถูกหักหลังซักหน่อยตรงที่ของจริงไม่เหมือนกับของที่เอามาโปรโมต แต่มันก็เป็นเพียงความหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆที่เมื่อเทียบกับความดีใจแล้ว เรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติดเลยล่ะครับ

 
สำหรับรีวิววันนี้ก็ขอจบเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนแล้วกันนะครับ เอาไว้พบกันใหม่อีกทีเเล้วกัน สวัสดีครับ

2013/Mar/19

สวัสดีครับ เพื่อนๆชาวมดเอ็กซ์ทีนทุกท่าน วันนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งวันดีที่ผมได้มีโอกาสกลับมาพบกับเพื่อนๆทุกคนที่ชื่นชอบในการเล่นและสะสมฟิกเกอร์แนวตัวการ์ตูนสาวน้อยกันอีกครั้งผ่านกระทู้รีวิว ในครั้งนี้ผมได้กลับมารีวิวของเล่นจากทางฝั่ง Precure กันอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ทำมาร่วมหลายเดือน โดยทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงเพราะของมันออกมาเยอะจนเกินไปจนผมไม่สามารถเลือกได้เลยว่าจะต้องเอาชิ้นไหนมารีวิวก่อน แต่จะมีก็แต่ชิ้นนี้เท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกอยากจะรีบมาทำรีวิว เพราะสินค้าตัวนี้สำหรับผมแล้วนับว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าชั้นยอดของตระกูล Precure เลยก็ว่าได้ ซึ่งสินค้าตัวที่ว่านี้ก็เป็นฟิกเกอร์ของตัวละครตัวนี้เองครับ
 

จากภาพด้านบน ถ้าเป็นแฟนๆของซีรี่ส์นี้ก็จะต้องร้องอ๋อขึ้นมาทันที แต่หากใครยังไม่รู้ผมก็ขอเฉลยและแนะนำตัวละครตัวนี้ได้ด้วยเลยทีเดียวเลย โดยตัวละครตัวนี้เธอมีชื่อว่า Shirabe Ako หรือชื่อตอนเป็น Precure ว่า Cure Muse นั่นเอง

ครับ จากภาพเป็นใครก็คงดูออกว่าเธอเป็นพรีเคียวที่ดูเด็กโลลิมากมาย ซึ่งก็เป็นไปตามภาพเลยครับ เพราะหากนับตั้งแต่ซีรี่ส์แรกของพรีเคียวที่ทำมาทั้งหมดแล้ว เธอคือพรีเคียวที่เด็กที่สุดด้วยอายุที่อยู่ในระดับประถมเท่านั้น ซึ่งแต่เดิมทีนั้นพรีเคียวที่อายุน้อยๆ อย่างมากที่สุดก็ต้องอยู่ชั้นม.1 กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นสถิติของพรีเคียวที่โลลิที่สุดก็เลยตกเป็นของเธอไปเลยอย่างเป็นเอกฉันท์

มาว่ากันถึงลักษณะนิสัยของเธอกันบ้าง ซึ่งนิสัยของเธอก็เรียกได้ว่าเด็กตามอายุนั่นแหละครับ เพราะเธอยังมีความเอาแต่ใจแบบไร้เหตุผลอยู่มาก ขี้เก๊กและมีท่าทีกวนประสาทผู้ใหญ่แบบเด็กสมัยนี้ที่ชอบทำอะไรกวนๆตาม Social Network ในเวลาปิดเทอมไปเรื่อย แต่ด้วยนิสัยแบบนี้นั้น หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังของเธอนั้น อาโกะเธอมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงแห่งดินแดนเมเจอร์ แลนด์เลยทีเดียว ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว เมื่อนำตัวเธอตอนเป็นเจ้าหญิงในอาณาจักรไปเปรียบเทียบความน่ารักกับตอนเป็นคนธรรมดาสามัญในโลกมนุษย์นั้น จะรู้เลยว่าตอนอาโกะเป็นองค์หญิงนั้นมีความน่ารักกว่าเยอะ เพราะตอนที่เธอพอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่หน่อย อาโกะต้องเจอปัญหาอะไรหลายๆอย่างจนต้องระเห็จออกจากอาณาจักรมา จากทั้งพ่อและแม่ มันเลยหล่อหลอมทำให้เธอกลายเด็กขาดความอบอุ่นไปเลย เพราะฉะนั้นอนิเมเรื่องนี้จึงมีข้อเตือนใจให้แก่ครอบครัวได้ดีว่า การเลี้ยงดูที่อบอุ่นของครอบครัวนั้น ย่อมส่งผลถึงลักษณะนิสัยที่ดีหรือไม่ของเด็กได้อย่างแน่นอนทีเดียว

อธิบายตัวละครกันมาพอสังเขปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงการรีวิวฟิกเกอร์ของเธอกันบ้าง โดยค่ายที่ผลิตฟิกเกอร์ตัวนี้ขึ้นมาก็คือค่าย Alpha X Omega ที่ถ้าใครเคยจำกันได้ก็คือค่ายที่เคยทำหนู Eas จากภาค Fresh Precure นั่นแหละ ซึ่งคุณภาพที่ผมเห็นนั้น ต้องขอยอมรับเลยว่าสวยงามมากๆ คุณภาพสุดยอดในทุกๆรายละเอียด สมกับราคาที่แพงแสนแพงเลย แม้จะไม่ชอบตัวละครตัวนี้มากนัก แต่เมื่อเจอคุณภาพระดับนี้เข้าไปก็ต้องใจอ่อนยอมเก็บจนได้ ซึ่งถ้าจะให้ผมอธิบายเป็นตัวอักษรคงต้องใช้เวลานานทีเดียว ถ้าไงเราไปดูรูปประกอบด้วยเลยดีกว่าครับ


เริ่มแรก เราต้องมาดูภาพในมุมตัวเต็มกันก่อนเลย

แค่ดูตรงส่วนด้านหน้า ผมมั่นใจกับตัวเองได้เลยว่า “นี่แหละ ฟิกเกอร์ที่มีองค์ประกอบความงามครบถ้วน” เพราะไม่ว่าจะเป็นท่าทาง อารมณ์ สีหน้า สีสันและความสมส่วน เรียกได้ว่าครบเครื่องจริงๆ ราวกับว่าตัวละครที่เป็น 2มิติ หลุดออกมาในโลก 3มิติก็ไม่ปานเลยทีเดียว
 
 
ต่อให้หันมาดูมุมอื่นก็ยังคงสวยเหมือนเดิม
 
 
 
 
มุมด้านหลังนี่ถือว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่ผมชื่นชอบมาก เพราะเราจะได้เห็นการปั้นเส้นผมที่สวยงามและพริ้วไหวดูเป็นธรรมชาติมาก ซึ่งแน่นอนว่าของแบบนี้มันก็ต้องตั้งใจปั้นให้ดีนั่นแหละ เพราะผมยาวสลวยสวยเก๋สีส้มถือว่าเป็นยี่ห้อของ Cure Muse เลยทีเดียว


ดูกันครบทุกมุมแบบเต็มตัวแล้ว ทีนี้เข้ามาดูรายละเอียดกันใกล้ๆกันบ้างก็แล้วกัน

เริ่มจากสวนหน้าแบบครึ่งตัวกันก่อน

 
รายละเอียดตรงช่วงลำตัวมีความสมดุลมาก ใบหน้ารูปไข่ก็สวย ผมยาวๆสีส้มยิ่งดูสวยใหญ่เลย
 
 
 
เมื่อหันมาดูด้านหลังแบบใกล้ๆแล้ว ต้องยอมรับว่านอกจากผมจำทำได้พริ้วสวยงามดีแล้ว มิติความหนาบางจนถึงความโค้งงอนของปลายผม ก็ทำได้ดีมากๆเช่นกัน
 
 
 
นอกจากเส้นผมแล้ว โบว์ที่ติดอยู่ก็มีความสวยงามมาก มันทำให้องค์ประกอบด้านบนดูฟู่ฟ่าดีเหลือเกินที่มีอะไรกระจายๆอยู่บนหัวแบบเป็นธรรมชาติอย่างนี้ และถ้าหากมองไปตรงถึงส่วนฐานก็จะพบว่าที่ฐานจะมีสัญลักษณ์ของ Precure Suite สลักไว้อยู่ ซึ่งรายละเอียดที่สลักมานั่นเรียกได้ว่าเป๊ะตามอนิเมเลย
 
 
 
เมื่อถ่ายจากมุมล่าง เราจะเห็นช่วงลำตัวไปจนถึงกระโปรงที่เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่ง โดยเฉพาะกระโปรงที่จะเป็นแนวสุ่มไก่ทรงฟักทองที่เมื่อมองจากด้านใต้แล้วจะดูมีความนุ่มนิ่มฟูฟ่องจนปิดบังมุมงามๆของแก้มก้น Cure Muse ได้จนมิดเลยทีเดียว
 
 
ใบหน้าก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ที่ผมได้พูดเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เพราะจากที่ดูใกล้ๆแล้วจะเห็นว่าโครงหน้านั้นทำออกมาได้ตรงตามต้นฉบับเป๊ะๆ ทั้งดูเด็กและก็น่ารักมาก
 
ดูใบหน้าจากมุมบนผมว่าสายตาที่เธอมองออกไปนั้นดูมีชีวิตชีวามาก
 
จะม็เพียงแต่ในจุดนี้เท่านั้นทีผมคิดว่าผู้ผลิตยังเก็บรายละเอียดออกมาไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะตรงเคียวโมดูล อุปกรณ์แปลงร่างและอาวุธเพียงหนึ่งเดียวของ Cure Muse ที่สีสันถูกลงสีมาไม่ครบตามแบบฉบับจริงๆ ที่ต้องมีตั้งแต่สีน้ำเงิน สีชมพู สีขาวและสีเหลือง แต่ในรูปเป็นมีแค่สีแดง เหลือง เขียวซึ่งมันผิดไปจากของจริงมากเลยทีเดียว
 
 
 
มุมนี้ถือว่าเป็นมุมที่น่าถ่ายรูปจริงๆสำหรับผม เพราะผมชอบที่จะมองหน้า Cure Muse ในมุมนี้ เนื่องจากว่าสายตาของเธอนั้นดูเหมือนว่าจะชำเลืองมองมาทางมุมนี้มากที่สุด ซึ่งมันทำให้รู้สึกว่าตัวเราได้สบตากันกับเธอแบบจังๆมากเลย
 
 
ซึ่งท้ายที่สุดนี้ผมก็ขอปิดการรีวิวกันด้วยภาพๆนี้ครับ เพราะผมรู้สึกว่านี่เป็นภาพที่ฉายให้เห็นถึงองค์ประกอบในทุกๆมุมของฟิกเกอร์ตัวนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของทั้งใบหน้า ทั้งกระโปรง ทั้งแขนไปจนกระทั้งทรงผม ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าภาพๆนี้นับเป็นภาพที่สรุปการรีวิวของฟิกเกอร์ Cure Muse ได้ทั้งหมดเลยครับ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับความสวยงามของฟิกเกอร์ตัวนี้ ดยส่วนตัวของผมแล้วผมถือว่าดีใจและภูมิใจมากๆที่อุตส่าห์หาซื้อมาจนได้ แม้ว่าราคามันจะแพงเอาเรื่องและขนาดที่ใหญ่โตจนเก็บไว้ในตู้โชว์ได้ยาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความอยากได้ของผมลดลงเลยเนื่องจากว่าผมต้องยอมแพ้ในเรื่อง “คุณภาพ”  ของตัวฟิกเกอร์อย่างแท้จริงเลย

แล้วทุกท่านละครับ มีความเห็นว่าอย่างไรกันบ้าง ถ้าไม่เดือดร้อนอะไรมากก็อยากให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้างก็จะเป็นการดีทีเดียว


สำหรับวันนี้ก็เป็นอันจบการรีวิวแต่เพียงเท่านี้นะครับ ไว้พบกันใหม่กับรีวิวในครั้งหน้านะครับ สวัสดีครับ

2013/Mar/07

สวัสดีครับ พี่ๆน้องๆทุกท่าน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะครับ นานจนผมโดนถามเลยว่าเลิกเล่นฟิกเกอร์สายอนิเมแล้วหรือเปล่า คำตอบคือเปล่าเลยครับ ยังเล่นอยู่ แต่น้อยลงมากเพราะช่วงนี้ทำงานแล้ว ไม่ค่อยมีเวลาได้ตามอนิเมใหม่ๆเท่าไร เพราะงั้นฟิกเกอร์ที่ออกมาใหม่ๆก็เลยไม่ค่อยอยากได้เพราะไม่รู้จักตัวละครนั่นล่ะครับ เรียกได้ว่าหนนี้ที่อุตส่าห์หางานฟิกเกอร์สายอนิเมมารีวิวได้นี่ต้องขอบคุณช่องการ์ตูนคลับเลยล่ะที่ทำให้ผมบังเอิญเปิดมาเจอ แล้วติดงอมแงมซะงั้น ฮ่าๆๆ

ครับ สำหรับคาแร็กเตอร์ที่ถูกการ์ตูนคลับล้างสมองให้ชอบในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตเซเลบโลกอนิเมคนนึงที่เคยดังมากเมื่อไม่กี่ปีก่อน (แต่ตอนนี้ก็น่าจะยังดังอยู่น้า) ไม่ว่าเหตุผลความดังของเธอจะมาจากความสวย เก่ง หรือความโหดที่ทำให้คนดูเสียวริมฝีปากซี้ดๆเวลาเธอเอาแม็กเย็บกระดาษมาไล่เย็บปากคนที่เธอเรียกว่า”แฟน”ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ เธอมีดีพอจะทำให้ผมซื้อฟิกเกอร์และนำมารีวิวให้ฟังกันครับกับ “น้องปู” เซนโจกาฮาระ ฮิตากิ นางเอกจากอนิเมสุดอาร์ตที่เผางานให้เกรียมยังไงคนก็ยังตามดูกันถล่มทลายอย่าง Bakemonogatari นั่นเองครับ
 
 
สำหรับฟิกเกอร์ตัวนี้ เป็นหนึ่งในผลงานของ Alter ค่ายฟิกเกอร์คุณภาพสูงที่ทำออกมาเป็นซีรีส์ครับ เท่าที่ทราบ มีหลายค่ายมากๆเลยที่ลงมาเปิดไลน์ฟิกเกอร์จากเรื่องนี้แข่งกันทั้ง Goodsmile, Kotobukiya แต่อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าค่ายที่ทำออกมาแล้วเสียงตอบรับดีที่สุดน่าจะเป็นค่ายยิ้มสวยนี่แหละครับที่ขายกันแค่ราคาเริ่มต้นก็แพงระเบิดเถิดเทิงแล้ว พอของยิ่งเก่าก็ยิ่งแพงอีกต่างหาก ถามใครก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าจะซื้อฟิกเกอร์ตัวละครจากเรื่องนี้แค่ตัวเดียว ควรซื้อจาก Goodsmile ดีที่สุด แต่ก็นั่นแหละครับ ผมว่ามันแพงโอเวอร์มากจนต้องหาทางเลือกที่ดีรองลงมาแต่คุณภาพไม่หนีกันมากนัก สุดท้ายก็มาลงที่ตัวของ Alter นี่แหละครับที่งานเข้าท่าและราคาก็ไม่แพงเกินไป ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบนะครับ แต่อะไรที่มันดูดีกว่ากันจริงๆก็ต้องบอกไปตามนั้นครับ
 
เอาล่ะ ถ้างั้นเราลองมาดูความน่าสนใจของฟิกเกอร์มวยรองตัวนี้กันดีกว่าครับว่าเมื่อเทียบราคาต่อราคาแล้วความคุ้มค่าที่ได้อยู่ระดับไหนกันนะ
 
 
 
 
 
 
เริ่มจากคอนเซ็ปท์โดยรวมกันก่อน ในส่วนนี้ผมคิดว่าน้องปูของ Alter ตอบโจทย์ได้ดีทั้งในแง่ของความเป็นงานศิลปะและลักษณะการถ่ายทอดเรื่องราวแบบ Bakemonogatari ครับ ดูจากฐานรองก็รู้ว่าจัดเต็มขนาดไหน ในขณะที่ฟิกเกอร์ส่วนใหญ่เลือกจะทำฐานรองแบบเรียบๆเพื่อลดต้นทุนการผลิต แต่ Alter นี่เขาจัดเต็มถึงไหนถึงกันจริงๆครับ
 
 
 
 
ซึ่งเมื่อเรามองจากภาพรวมแล้ว ตัวฐานรองอันเป็นขั้นบันไดที่ว่านั้นยังได้มีการแต่งแต้มสีสันต่างๆเพิ่มเติมเข้าไป โดยการ paint สีเป็นรูปอุปกรณ์เครื่องเขียนอันเป็นอาวุธประจำกายของน้องปูได้อย่างลงตัวมากๆ เฉดสีต่างๆที่เอามาใช้เรียกได้ว่าสวยงามมากเลยทีเดียว
 
 
 
 
เริ่มจากตัวฐานที่เป็นบันไดขนาดใหญ่ กินพื้นที่ตู้โชว์เอาเรื่อง แถมด้วยราวบันได พร้อมกับเครื่องเขียนชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ปูจังพกติดตัวไว้ ”ก่อสงคราม” ร่วงกราวเต็มขั้นบันได จริงๆก็คิดได้เหมือนกันล่ะครับว่าจัดเต็มไว้ปั่นราคา แต่ในเมื่อผมได้กล่องนี้มา 3500 เยนก็ต้องบอกล่ะว่า เทียบกับราคาแล้ว งานนี้เขาจัดเต็มเหนือราคาซะจริงๆ ฮ่าๆ ยิ่งถ้าดูในรายละเอียดนี่ จะรู้เลยว่าคนทำเขาจัดวางองค์ประกอบเครื่องเขียนดีมาก เพราะมันกระจัดกระจายกันอย่างสมดุลจริงๆ ไม่กองกันอยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง เรียกว่าเห็นฟิกเกอร์แล้วไปดูอนิเมจะต้องสงสัยเลยครับว่าน้องปูเธอเอาไอ้ของพวกนี้ไปเก็บไว้ตรงไหนกันแน่ แต่พูดก็พูดแหละครับ งานอนิเมอย่างบาเกะที่สาดความเป็นศิลปะที่ด้วยอารมณ์ที่รุนแรงขนาดนั้น ถ้าฟิกเกอร์ไม่จัดเต็มแบบบ้าบอขนาดนี้ไปด้วยก็คงดูไม่สมกัน เพราะงั้นถึงแม้ว่าฟิกเกอร์น้องปูของค่ายยิ้มสวยจะดูเหนือกว่าทั้งความอลังการและความสวยงาม แต่ Alter ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและไม่ผิดหวังเลยล่ะครับ
 
 
 
 
 
ทีนี้มาดูตัวฟิกเกอร์กันบ้าง อันนี้คงไม่ต้องพูดกันมากกับงานระดับ Alter ที่ถือเป็นตัวเลือกแรกๆของนักเล่นฟิกยุคนี้ งานยังคงรายละเอียดที่ดี ลงสีไม่เลอะ ไม่ออกนอกกรอบ เสียอย่างเดียวตรงนี้สีหน้าของน้องปูออกจะดูไร้อารมณ์ไปหน่อย ถึงแม้ว่าฮิตากิตัวจริงจะไม่ใช่คนที่แสดงอารมณ์อะไรมากมายนัก แต่จากคำพูดเจ็บๆ พฤติกรรมแสบๆของเธอ ผมคิดว่าหน้าตาที่กวนโมโหนิดๆอาจจะเหมาะกว่าก็ได้ครับ ที่สำคัญ น้ำหนักฟิกเกอร์ตัวเปล่าๆค่อนข้างเบานะครับ สมกับที่เป็นสาวน้อยผู้ถูกปิศาจปูแย่งชิงน้ำหนักไปจริงๆเลย ฮ่าๆ
 
 
 
 
นอกจากนี้จุดเด่นที่จะขาดไปไม่ได้เลยของตัวละครที่มีชื่อว่า “เซนโจกาฮาระ ฮิตากิ” ก็คงหนีไม่พ้นเส้นผมอันยาวสลวยสวยเก๋ของเธอ ที่ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามถ้าได้เอ่ยถึงชื่อเธอแล้ว อิมเมจที่แฟนๆส่วนมากต้องนึกออกก็คงต้องหนีไม่พ้นผมสวยๆสีม่วงแดงของเธออย่างแน่นอน ซึ่งในจุดนี้ ผมมองว่าตัวฟิกเกอร์ปั้นผมได้ผลิ้วดี แม้ในบางจุดจะดูแข็งเหมือนเธอเอาแวกซ์ป้ายผมมาบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังดูสวยงามมากอยู่ครับ
 
 
คราวนี้เราลองมาซูมหน้าใกล้ๆของเธอดูบ้าง ในจุดนี้ผมชอบตรงที่ตัวฟิกเกอร์สามารถทำริมฝีปากของเธอออกมาได้ดูอิ่มเอิบดี จึงทำให้รายละเอียดต่างๆครบครันมากขึ้น เพราะมันทำให้มิติของใบหน้าตัวละครดูสวยงามและสมจริงเป็นอย่างมาก
 
 
 
 
ปิดท้ายการรีวิวด้วยการรีวิวภาพองค์ประกอบของตัวฟิกเกอร์จากทั้งมุมล่างและบนกันดูบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเมื่อถ่ายออกมาแล้ว ตัวฟิกเกอร์ไม่มีจุดบอดอะไรให้เป็นที่ต้องขัดเคืองใจนัก ทั้งรูปหน้า สัดส่วนร่างกาย เรียวขา ตลอดจนหน้าอกหน้าใจที่ทำออกมาได้ตรงกับคาแรคเตอร์สุดๆเลย


โดยสรุปแล้ว ถึงแม้ว่าภาพรวมฟิกเกอร์น้องปูของอัลเตอร์จะยังเป็นรองยิ้มสวยอยู่ในหลายๆด้าน แต่ถ้าเทียบกันด้วยความคุ้มค่าแล้ว ผมคิดว่าน้องปวนี้น่าจะให้ความคุ้มค่าในระดับ”กำไร”มากกว่าครับ เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่สามารถตอบโจทย์ความเป็นฟิกเกอร์จากงานอนิเมที่สุดแสนจะอาร์ทหลุดโลกเรื่องนี้ได้ดีไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ แถมความสวยงามของฟิกเกอร์เมื่อเทียบกับปูตัวจริงแล้วก็สวยงามใกล้เคียงดี ในขณะที่ของค่ายยิ้มสวยนี่ ... ถ้าราคาขนาดนั้น ไม่งามระดับนั้นก็คงมีแต่เสียกับเสียล่ะครับ พูดง่ายๆคือความงามคุ้มทุนเสมอตัวกับราคาของนั่นแหละ
 
 
 
ก็เป็นอันว่าจบการรีวิวน้องปูเพียงเท่านี้ แต่ยังมีฟิกเกอร์จากอนิเมอยู่อีก 2-3 รายที่รอเข้าคิวนำมารีวิวกันอยู่ครับ ถ้ายังไงอดใจรอลุ้นกันนะครับว่าคิวต่อไปจะเป็นใคร แต่รับรอง สะใจชาวฟิกสายโมเอะแน่นอนครับ
 

2012/Jun/25

เเละในที่สุดก็มาถึงช่วงสุดท้ายของตัวบทความที่ถูกหั่นออกมาจากเดิมเเล้วนะครับ โดยในช่วงบทสุดท้ายนี้จะเป็นบทที่สรุปร่วมยอดในประเด็นทั้งหมดออกมาว่าสุดท้ายเเล้ว "หน้าตา" ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับการคอสเพลย์อย่างไรบ้าง ซึ่งจะตรงหรือจะค้านกับความเห็นของใครก็เเล้วเเต่ ถ้ามีโอกาสก็ลองมาเเชร์ความเห็นกันได้นะครับ เพราะเรื่องนี้มันเป็นสิ่งที่ดูจะซับซ้อนเกินไปที่จะถือเอาความคิดเห็นหรือประสบการณ์ของใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวมาตัดสินในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเเจ่มชัด เพราะงั้นถ้ามีความเห็นอะไรใหม่ๆก็รบกวนเเชร์กันได้เต็มที่เลยเน้อ

ถ้างั้นก็ไปเริ่มกับบทความในช่วงสุดท้ายกันต่อเลยเเล้วกันครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความในสองช่วงเเรก ก็ขอให้ไปตามอ่านได้ตาม link ข้างล่างนี้ได้เลยนะ

สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของรูปลักษณ์หน้าตากับการคอสเพลย์)

 

สัพเพเหระว่าด้วยเรื่องความสวย ความงามและการ Cosplay (บทที่ 2 ว่าด้วยเรื่องของการเป็น "ไอด้อลคอสเพลย์")

 
 
 
 
การเป็น “อีเดียต คอสเพลย์” เสียอะไรมากกว่าที่คุณคิด

เมื่อทิศทางของการคอสเพลย์เริ่มที่จะแปรผันไปในเชิงของ “ความสวยความงาม” มากขึ้น การที่ “หน้าตา” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างความสวยงามดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อความสวยงามดังกล่าวบวกรวมเข้ากับการคอสเพลย์ การคอสเพลย์ที่จะถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่ดีและประสบความสำเร็จได้นั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้แต่งคอสเพลย์มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” ตามไปด้วย และเมื่อมองย้อนกลับไปดูนิยามความหมายของกิจกรรมการแต่งคอสเพลย์แล้ว การคอสเพลย์ถือเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาจากการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งรู้สึกชื่นชอบกับอะไรบางอย่างขึ้นมาจนรู้สึกอยากที่จะแสดงความชอบนั้นของตนเองออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผ่านการกระทำอะไรบางอย่างที่เป็นไปเพื่อแสดงออกเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นของเจ้าตัว ซึ่งหากพิกัดพื้นที่อยู่แค่ในวงการการ์ตูนแล้ว แน่นอนว่าการคอสเพลย์ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมอะไรบางอย่างที่คนชอบการ์ตูนมักจะใช้เป็นวิธีการหนึ่งต่อการแสดงออกถึงความชอบที่มีต่อการ์ตูนของตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ไม่ต่างไปจากการทำแฟนซับ การวาดการ์ตูนให้คนดู การแปลการ์ตูนให้คนอ่านหรือการเขียนบทความรีวิวการ์ตูน เป็นต้น หากแต่การแสดงออกดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นความสัมพันธ์เชิงสองทางที่เมื่อมี “ผู้เสนอ” ก็จำเป็นต้องมี “ผู้รับสนอง” กลับมา ซึ่งนั่นหมายความว่ากิจกรรมการคอสเพลย์เมื่อมี “ผู้แต่ง” ก็จำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” และ “ผู้ดู” ที่ว่านี้ก็ย่อมต้องเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตนเองเสมออีกด้วย

เพราะฉะนั้นความสำเร็จของการคอสเพลย์จึงหนีไม่พ้นว่าต้องมี “คนดู” รวมอยู่ด้วยถึงจะนับได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายและองค์ประกอบสำคัญของการมาคอสเพลย์ แต่ถ้าเกิดว่าการแต่งคอสเพลย์ของคนบางคนนั้นไม่มี “ผู้ดู” ขึ้นมาล่ะ จะเรียกได้ว่าการคอสเพลย์ของคนๆนั้นมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือไม่ ? แล้วถ้าการคอสเพลย์ของคนบางคนมีจำนวนของ “ผู้ดู” มากกว่าคนอีกคนหนึ่ง นั่นหมายความว่าการคอสเพลย์ของคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” มากกว่านั้นประสบความสำเร็จกว่าคนที่มีจำนวน “ผู้ดู” ที่น้อยกว่าหรือไม่ ?

คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่แสดงให้เห็นถึงนัยยะที่ว่า ยิ่งแสดงออกให้ผู้อื่นได้รับรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเป็นการ “เรียกร้องความสนใจ” อย่างหนึ่งเหมือนกันที่ยิ่งเรียกร้องแล้วยิ่งมีผู้ให้ความสนใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อตัวผู้ที่เรียกร้องเอง หากแต่เมื่อสิ่งนี้ปรากฏอยู่ในวงการคอสเพลย์ที่เรื่อง “หน้าตา” เป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนต่อการเรียกร้องให้คนอื่นเข้ามาดู เมื่อนั้นผู้ที่จะตกเป็นบุคคลที่เสียเปรียบที่สุดก็ดูจะหนีไม่พ้นนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” อย่างแน่นอน

นักคอสเพลย์ขี้เหร่หรือที่พอจะรู้จักในนามของ “อีเดียต คอสเพลย์” นั้นดูจะเป็นสถานะอีกฝั่งหนึ่งของ “ไอด้อล คอสเพลย์” ทีเดียว เพราะคำว่า “อีเดียต คอสเพลย์” เป็นสิ่งที่ไว้ใช้อธิบายถึงนักคอสเพลย์ที่มีรูปร่างหน้าตาขี้เหร่แต่ต้องการที่จะเข้ามาแต่งคอสเพลย์เพื่ออวดโฉมตนเอง ซึ่งการอวดโฉมตนเองนั้นในสามัญสำนึกของคนทั่วไปแล้วล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนมุ่งหวังไว้ให้เป็นสิ่งที่มีแต่คน “หน้าตาดี” เท่านั้นถึงจะทำได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าใครต่างก็มีสิทธิอย่างชอบธรรมที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง กระทั้งมีสิทธิในการที่จะโชว์ความภาคภูมิใจนั้นให้ผู้อื่นได้รับรู้รับชม

จริงอยู่ที่คนทุกคนจะมีสิทธิ์ในการยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเองว่าเป็นคน “หน้าตาดี” แต่นั่นก็ไม่ใช่ในกรณีของผู้ชมทุกคนที่จะคิดว่าเขาคนนั้นเป็นคน “หน้าตาดี”

เพราะฉะนั้น “อีเดียต คอสเพลย์” จึงกลายเป็นสถานะของบุคคลที่ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่รู้จักความพอเพียงและสถานะจุดยืนของตนว่าเหมาะสมหรือไม่กับการมาแต่งคอสเพลย์ และยิ่งในสภาวะบรรยากาศที่วงการคอสเพลย์ยอมรับนับถือบุคคลที่มี “หน้าตาดี” ด้วยแล้ว เหล่าบุคคลผู้มี “หน้าตาขี้เหร่” ที่มาแต่งคอสเพลย์จึงมักถูกผลักไสให้เข้ามาอยู่ในสังกัดของ “อีเดียต คอสเพลย์” โดยอัตโนมัติ ภายใต้ข้อตำหนิว่าเป็นการทำให้ตัวละครนั้นๆเสื่อมเสีย ซึ่งการทำให้ตัวละครอันเป็นที่ยกย่องบูชาของเหล่าแฟนๆเกิดการเสื่อมเสียนั้น นั่นหมายความว่าผู้ที่แต่งคอสเพลย์คนนั้นจะต้องถูกตราหน้าจากสังคมการ์ตูนทันทีว่าเป็นคนที่ไม่รักในตัวละครตัวนั้นจริงๆ เพราะการกระทำ (การคอสเพลย์) ของเขานับว่าเป็นการทำลายภาพพจน์ที่สวยงามและแสนจะศักดิ์สิทธิ์ของตัวละครตัวนั้นให้พังทะลายลงไปในทันใดซึ่งเปรียบได้กับการดูถูกตัวละครตัวนั้นอย่างร้ายกาจ เพราะอย่างไรเสียการคอสเพลย์ก็คือ “การเลียนแบบ” แล้วถ้านั่นเป็นการ “เลียนแบบที่ไม่เหมือน” กระทั้งเป็น “การเลียนแบบที่น่ารังเกียจ” ย่อมต้องเป็นธรรมดาที่ผู้แต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้จะต้องถูกกล่าวหาจากผู้ที่นิยมชมชอบในสิ่งนั้นๆได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งความสามารถที่เหมาะจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามเป็นที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คนที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” ดูจะเป็นกลุ่มบุคคลที่เหมือนจะถูกจองจำให้อยู่แต่ในวังวนของการถูกรังเกียจและโดนดูถูกจากสังคมภายนอกเสมอมา ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะเช่นนี้นับว่าเป็นสถานะที่ต่างไปจากสถานะของการเป็น “ไอด้อล” อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วหากมองลึกลงไปถึงหัวจิตหัวใจของเหล่าบุคคลผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” แต่อยากมาคอสเพลย์นั้น ก็ไม่แน่ว่าภายในหัวใจเบื้องลึกของพวกเขาอาจจะเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อตัวการ์ตูนตัวนั้นอย่างเต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ใจก็ได้ เพราะหากพูดกันถึงเรื่อง “ใจรัก” แล้ว ไม่ว่า “คนหน้าตาดี” หรือ “หน้าตาขี้เหร่” ต่างก็มีสิ่งๆนี้ได้อย่างเท่าเทียมและไม่แตกต่างกัน

เมื่อ “ผู้ดู” เลือกที่จะดูเฉพาะกับนักคอสเพลย์ที่หน้าตาดีแล้ว นั่นหมายความว่าจะมีแต่คนที่หน้าตาดีเท่านั้นจึงจะมีโอกาสในการแสดงออกถึงความชอบของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้มากกว่าคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ สภาพดังกล่าวก็คงไม่ต่างไปจากการที่เราอยากจะบอกอะไรบางอย่างในใจให้กับใครซักคนหนึ่งได้รับรู้ แต่ก็ไม่มีใครอยากที่จะฟังเรากระทั้งยังอาจจะรู้สึกรังเกียจและรู้สึกรำคาญเราเสียอีกด้วย ครั้นจะอ้างว่าการคอสเพลย์แต่ละครั้งแค่ได้แต่งก็เพียงพอแล้ว คนจะดูหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญก็ดูจะเป็นแนวคิดที่อยู่ในอุดมคติเกินไป เพราะถ้าการคอสเพลย์มีจุดหมายเพียงแค่ได้แต่งแต่เพียงอย่างเดียวก็เท่ากับว่าผู้แต่งสามารถแต่งคอสเพลย์คนเดียวอยู่บ้านเพื่อไว้ชื่นชมเองคนเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาแต่งในงานที่เป็นสาธารณะ เพราะถ้าเมื่อใดคุณต้องการแต่งออกงานสาธารณะ นั่นหมายความว่าในใจลึกๆของคุณเองก็เรียกร้องให้คนอื่นมาดูการคอสเพลย์ของคุณเพื่อที่คุณจะได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อการที่มีคนเข้ามาสนใจในการกระทำดังกล่าวของตัวคุณเอง

แต่ถ้า “หน้าตา” มีส่วนในการบั่นทอนหรือส่งเสริมการแสดงออกต่อความชอบของผู้ที่มาแต่งคอสเพลย์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ?

เมื่อคุณสมบัติด้าน “หน้าตา” เข้ามามีส่วนสัมพันธ์กับการดึงดูดให้บุคคลอื่นเข้ามาดูคอสเพลย์ นั่นหมายความว่าคนที่มีหน้าตาสวยงามและน่าดึงดูดมากกว่าย่อมเป็นผู้ที่จะสามารถสื่อความรู้สึกของตัวเองไปให้กับผู้อื่นได้รับรู้มากกว่า โดยทัศนคติที่มักจะพบได้ในหมู่คนที่ชื่นชอบการ์ตูนก็มักจะเป็นไปในเชิงบวกเสมอต่อนักคอสเพลย์ที่เป็น “ไอด้อล” ว่าเขาหรือเธอคนนี้คือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นบุคคลตัวอย่างของผู้ที่ “ชอบจริง” และ “รักจริง” ในตัวละครตัวนั้นๆ แต่ในทางกลับกันเมื่อคนที่มีหน้าตาขี้เหร่ได้มาแต่งคอสเพลย์ กลับกลายเป็นว่าในสายตาของคนภายนอกมักจะมองว่าการคอสเพลย์ของคนที่หน้าตาขี้เหร่เป็นสิ่งที่น่าตลกขบขันจนน่าล้อเลียนหรือกระทั้งน่าเสียดสี ซึ่งการทำให้การคอสเพลย์ของที่คนที่หน้าตาไม่ดีกลายเป็น “เรื่องตลก ล้อเลียน เสียดสี” ย่อมเป็นสิ่งที่หัวเราะไม่ได้ในหมู่นักคอสเพลย์ที่มาคอสตามความชอบแบบจริงจัง เพราะคนที่ถูกหัวเราะย่อมไม่หัวเราะด้วย ในทางตรงกันข้าม เสียงหัวเราะของฝ่ายหนึ่งกลับนำไปสู่ความไม่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเสียงหัวเราะกลับเป็นการกดสถานะของผู้อื่นให้ไม่มีความสำคัญหรือต่ำต่อยกว่า อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องขำขันเสมอไป แต่กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจและความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการคอสเพลย์ของคนขี้เหร่คนนั้นเป็นการคอสเพลย์ที่ต้องการแสดงออกอย่างตั้งใจจริงโดยไม่ต้องการเรียกเสียงหัวเราะจากใคร เพราะตลกที่มาผิดที่ผิดเวลาจำนวนมากก็พร้อมที่จะจบลงด้วยความขุ่นเคือง เนื่องด้วยอีกฝ่ายหนึ่งไม่ขำนั่นเอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวก็สามารถพบได้จากนักคอสชายที่ต้องการแต่งคอสเป็นตัวละครผู้หญิง เป็นต้น ที่มักจะถูกหัวเราะเยาะจากผู้คนรอบข้างเสมอว่าเป็นตัวตลก โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าเขาคนนั้นมีความตั้งใจที่จะมาแต่งคอสเพลย์ด้วยใจที่รักในตัวละครที่แต่งมากน้อยเพียงใดและจริงจังขนาดไหน เพราะในสายตาของ “ผู้ดู” รูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่สวยย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่อยากที่จะเข้าไปล่วงรู้หรือทำความรู้จักในประเด็นที่อยู่ลึกลงไปเสียเท่าไหร่นัก

เมื่อการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาดี” เป็นการแสดงออกที่ทุกคนพร้อมจะรับรู้และพร้อมที่จะตีความหมายของ “ความชอบ” ดังกล่าวไปในเชิงที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นการแสดงออกต่อ “ความชอบ” ของนักคอสเพลย์ที่ “หน้าตาขี้เหร่” ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่เรื่องตลกชวนหัว นั่นก็หมายความว่า “หน้าตาที่แตกต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ในการแสดงออกต่อความชอบที่แตกต่างกัน” เพราะในตอนนี้ “ความชอบ” ของอีกฝ่ายได้ถูกยกขึ้นสูงและของอีกฝ่ายได้ถูกกดลงต่ำซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพของความ “ไม่เท่าเทียม” กันได้อย่างเด่นชัดมากทีเดียว

 

“ผู้ดู” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่จรรโลงไว้ซึ่งความสำคัญของ “หน้าตา” ต่อการคอสเพลย์ 

“หน้าตา” เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ก็คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ให้กับนักคอสเพลย์ได้มากแค่ไหนในการคอสเพลย์แต่ละครั้ง แต่กระนั้น “หน้าตา” ก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์กับตัวนักคอสเพลย์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะ “หน้าตา” ยังก่อประโยชน์ให้กับบุคคลอื่นได้อีกด้วย ซึ่งบุคคลที่ว่านั้นก็คือกลุ่มของ “ผู้ดู” นั่นเองที่จะว่าไปก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากทีเดียวต่อคุณสมบัติดังกล่าว

ขึ้นชื่อว่า “ผู้ดู” แล้ว ย่อมเป็นสถานะที่ไม่สามารถแยกออกจากเรื่องความสวย ความงามไปได้เลย เพราะการดูหรือการจ้องมองนั้นย่อมเป็นกริยาที่เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความพอใจที่จะมองหรือดูในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าน่าพึงพอใจ ซึ่งผลประโยชน์อย่างแรกสุดที่ “ผู้ดู” มักจะได้รับจากการดูนักคอสเพลย์ที่แต่งคอสมาสวยไม่ว่าความสวยนั้นจะมาจากในเรื่องของชุดคอสเพลย์ก็ดี ของท่าทางก็ดี หรือของหน้าตาก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สร้างความสุขทางใจให้กับ “ผู้ดู” อย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เพราะอย่างน้อยๆก็คงไม่มีใครที่มาเที่ยวงานคอสเพลย์จะสามารถประกาศตนว่าเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลสตัณหาไปได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ผู้ดู” ที่อยู่ในอาณาบริเวณของการคอสเพลย์ย่อมเป็นผู้ที่ชอบและหวังจะได้เห็นนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาสวยๆหล่อๆ ใส่ชุดคอสที่งดงามประกอบกับการขยับขยายเรือนร่างท่าทางที่ตรงตามแบบฉบับตัวการ์ตูนที่ตนเองชื่นชอบอย่างแน่นอน ซึ่งความสุขว่าด้วยเรื่องการดูหรือการชมในสิ่งที่สวยงามในฐานะของการเป็น “ผู้ดู” ก็ขอไม่เขียนไว้ ณ ที่นี้ เพราะทุกๆคนที่เคยทำตนเป็น “ผู้ดู” ก็ย่อมต้องรู้จักอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะนี่ถือว่าเป็นกิเลสขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าใครต่างก็รู้จักมันเป็นอย่างดี

แต่ที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ เมื่อ “ผู้ดู” ทุกคนเรียกร้องและต้องการที่จะดูคอสเพลย์ที่สวยงามแล้ว ความต้องการในการเห็นนักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติของความงามครบถ้วนย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นักคอสเพลย์ที่มีคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องความงามครบถ้วนก็มักที่จะได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากกลุ่ม “ผู้ดู” เป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเหล่านั้นคือบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของ “ผู้ดู” ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผลประโยชน์ที่มาจากความสวยงามของนักคอสเพลย์จะหยุดอยู่แค่สร้างความพึงพอใจให้กับ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังสร้างประโยชน์ในรูปแบบอื่นให้เกิดขึ้นกับตัวของ “ผู้ดู” เองอีกด้วย ซึ่งในที่นี้ก็ขอยกตัวอย่างในกรณีของตากล้องคอสเพลย์ที่ดูจะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในเรื่องดังกล่าว

ในฐานะของตากล้องคอสเพลย์แล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการคอสเพลย์มากทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ “ผู้ดู” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสถานะของความเป็น “สื่อมวลชน” ที่คอยบันทึกภาพความเป็นไปต่างๆที่เกิดขึ้นในงานคอสเพลย์มาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย หากแต่งานของตากล้องคอสเพลย์นั้นถือได้ว่าเป็นงานที่ตั้งอยู่บนความสมัครใจและพอใจจะทำของผู้ถ่ายเป็นหลัก ซึ่งด้วยความที่เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัวของผู้ถ่าย นั่นหมายความว่าการริเริ่มถ่ายรูปในแต่ละครั้งของตากล้องคอสเพลย์จึงมักจะขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งการที่เหล่าตากล้องจะโน้มเอียงไปในทิศทางของการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่สวยๆหล่อๆแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรตากล้องคอสเพลย์ก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่มีกิเลสอันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ตากล้องเลือกที่จะถ่ายแต่นักคอสสวยๆมากกว่านักคอสที่ขี้เหร่ เพราะการถ่ายภาพนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” ที่ประหนึ่งเป็นนางแบบหรือนายแบบชั้นเลิศก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กลุ่มตากล้องผู้รักการถ่ายรูปได้มีโอกาสในการแสดงฝีมือการถ่ายภาพของตนเองว่าเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ต่อการได้ถ่ายคนที่เป็น “ไอด้อล” และหากตากล้องคนใดได้รับการไหว้วานจากเหล่า “ไอด้อล” ให้มาตามถ่ายรูปอยู่เป็นประจำด้วยแล้ว ความรู้สึกที่ได้รับก็ไม่ต่างไปจากความรู้สึกภาคภูมิใจต่อการได้เป็นตากล้องมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจให้ถ่ายภาพของเหล่าคนสำคัญประจำวงการนั่นเอง ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมไปถึงเหล่าตากล้องบางคนที่ใช้กล้องเป็นทางผ่านต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักคอสผู้มี “หน้าตาดี” ทั้งหลายอีกด้วย 

ซึ่งการกระทำดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระเทือนถึงนักคอสเพลย์คนอื่นๆที่ไม่ได้มีหน้าตาดีพอที่จะดึงดูดให้เหล่าตากล้องมาถ่ายเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความ “ไม่เท่าเทียม” กันในวงการคอสเพลย์ที่คน “หน้าตาดี” จะดำรงสถานะของการเป็นคน “สำคัญ” ที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากตากล้องก่อนหน้านักคอสเพลย์คนอื่นๆที่มีหน้าตาปานกลางไปจนถึงย่ำแย่ก่อนเสมอ นอกจากนี้ด้วยความที่ตากล้องยังทำหน้าที่เสมือนผู้จดบันทึกประวัติศาสตร์การคอสเพลย์ผ่านภาพถ่ายด้วยแล้ว นั่นก็ยิ่งทำให้การคอสเพลย์ของคนที่มีหน้าตาขี้เหร่มิสิทธิ์ที่จะถูกลบเลือนให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การคอสเพลย์เพิ่มมากขึ้นไปอีกราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นเลย ซึ่งมีนัยที่บ่งบอกให้เห็นถึงความเป็นคนที่ “ไม่สำคัญ” เพียงพอที่จะให้ผู้อื่นได้จดจำนั่นเอง

แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็น่าจะมีคนในวงการคอสเพลย์หลายคนได้ยินกันอยู่บ่อยๆเกี่ยวกับการรณรงค์ในหมู่ตากล้องด้วยกันเองที่เน้นย้ำให้เหล่าตากล้องคอสเพลย์เล็งเห็นถึงความสำคัญของการถ่ายภาพคอสเพลย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความรักในการแต่งคอสเพลย์” เป็นสำคัญมากกว่าการเอา “ความสวยงามในการแต่งคอสเพลย์” เป็นที่ตั้ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการรณรงค์ให้กลุ่มตากล้องสนใจที่จะสร้างงานที่มาจากความสวยงามจาก “ภายใน” ของตัวนักคอสเพลย์มากกว่าความสวยงามที่ปรากฎอยู่ “ภายนอก” ซึ่งความพยายามดังกล่าวก็นับว่าเป็นการเสริมสร้างจรรยาบรรณให้กับเหล่าตากล้องไม่ให้มีค่านิยมที่ชื่นชอบความงามที่มาจาก “ภายนอก” มากกว่าความงามที่มาจาก “ภายใน” นั่นเอง เพราะการกระทำกระทำดังกล่าวรังแต่จะทำให้วงการคอสเพลย์กลายเป็นกิจกรรมที่มีไว้เฉพาะสำหรับคนที่มี “หน้าตาดี” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่ถึงอย่างไร การรณรงค์ดังกล่าวก็ยังดูอ่อนพลังพอๆกับการรณรงค์แบบอื่นๆที่มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากสิ่งที่รณรงค์เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “สิทธิส่วนบุคคล” นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไรที่จะเห็นจำนวนภาพถ่ายของตากล้องคอสเพลย์ส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพของนักคอสที่ “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ในสัดส่วนที่มากกว่านักคอสที่มีหน้าตาระดับรองๆลงไปจนถึงอาจไม่มีเลยในส่วนของนักคอสที่มีหน้าตา “ขี้เหร่” เพราะถึงอย่างไรเสีย นี่ก็คือสิทธิอันชอบธรรมของตากล้องที่จะสามารถเลือกได้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีและสิ่งใดเป็นสิ่งที่แย่ต่องานของตัวเอง

เมื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่เกิดขึ้นระหว่างนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” และเหล่า “ผู้ดู” ทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืนแล้ว จึงไม่แปลกที่ตัวอย่างของนักคอสเพลย์ส่วนใหญ่ที่เป็นที่ชื่นชมและชื่นชอบของ “ผู้ดู” จึงมักจะเป็นคนที่ “หน้าตาดี” อยู่เสมอ คุณสมบัติของการเป็นผู้ที่มี “หน้าตาดี” จึงเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับนักคอสเพลย์ระดับนี้ ซึ่งหากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดที่ว่า “การคอสเพลย์นั้นหน้าตาไม่เกี่ยว เกี่ยวที่ใจ” กันอีกที แม้ว่าคำๆนี้จะมีส่วนที่ถูกอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้แสดงความเป็นจริงทั้งหมดของการบรรลุถึงจุดสูงสุดของการคอสเพลย์ออกมา เพราะการคอสเพลย์ที่มีแต่ใจนั้นนับได้ว่าเป็นเพียงคุณสมบัติขั้นต่ำสุดที่ทุกคนจะพึงมีต่อการก้าวมาสู่สังคมแห่งการคอสเพลย์ หากแต่ถ้าคิดจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ คุณสมบัติของการเป็นผู้มี “หน้าตาดี” ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะถึงอย่างไรเสียการคอสเพลย์กับหน้าตาก็เป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เหมือนๆกันกับตัวละครในการ์ตูนที่ย่อมต้องถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาดีเพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับผู้ชมนั่นเอง

 

“หน้าตา” คุณสมบัติอันแสนสำคัญที่มีไม่วันห่างหายไปจากวงการคอสเพลย์ 

เมื่อบทความได้เดินทางมาถึงตรงจุดนี้ ก็คงจะเป็นที่ทราบกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่องของ “หน้าตา” นับว่าเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ขาดไปเสียไม่ได้ในการคอสเพลย์ ซึ่งแม้ว่าในประเด็นดังกล่าวจะยังมีหลายคนที่ยังคงโต้เถียงในเรื่องนี้อยู่ หากแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการที่จะมีใครซักคนได้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการคอสเพลย์ที่ทุกคนต่างยอมรับนับถือนั้น นอกจากเรื่องฝีไม้ลายมือในเรื่องชุดคอสเพลย์และการทำท่าทางประกอบการสวมบทบาทแล้ว เรื่อง “หน้าตา” ก็ยังนับว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่มิสามารถขาดไปได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อ “หน้าตา” นับเป็นสิ่งที่สำคัญ การคอสเพลย์ในแต่ละครั้งทั้งของคนที่มี “หน้าตาดี” และคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับสิ่งๆนี้อย่างมากไม่ต่างกันอีกด้วย

ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักคอสเพลย์ผู้มี “หน้าตาดี” เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเท่าไหร่ หากแต่จะเป็นปัญหาของนักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาขี้เหร่” เสียมากกว่า โดยหลากหลายทางออกที่ได้มีการเสนอมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่อยากจะแต่งคอสเพลย์ให้สวยงามก็อาทิเช่น การใช้เทคนิกการแต่งหน้าในการช่วยเสริมความงาม การเลือกแต่งตัวละครที่มีหน้าตาที่ไม่ดีนัก หรือแม้กระทั้งการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกเสนอมาว่าสามารถทำได้สำหรับผู้ที่ไม่ได้มี “หน้าตา” เป็นทุนรอนของชีวิต แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ได้ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ถือว่ายังมีข้อจำกัดในการปฎิบัติตามอยู่มาก กล่าวคือ การแต่งหน้าที่แม้จะทำให้ใบหน้าหลังแต่งมีความสวยงามได้มากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนโครงหน้าได้อยู่ดี เพราะอย่าลืมว่าองค์ประกอบของใบหน้าที่สวยงามไม่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องบนใบหน้าเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องรวมไปถึงโครงหน้าที่เข้ารูปอีกด้วยถึงจะมีผลต่อการแสดงออกถึง “ความสวยงาม” บนใบหน้าที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนในเรื่องของการเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละครที่มีหน้าตาไม่ดีก็ดูจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความน่าสนใจและดูจะเป็นไปได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” จะไม่สามารถที่จะเลือกแต่งคอสเพลย์ที่มาจากตัวละคร “หน้าตาดี” ได้เลย เพราะตัวเลือกที่เขาจะสามารถเลือกได้กลับถูกจำกัดไว้ให้มีแต่ตัวละครที่มี “หน้าตาขี้เหร่” แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และในส่วนของทางออกสุดท้ายว่าด้วยเรื่องการไม่ใช้ “หน้าตา” ในการคอสเพลย์เลยก็นับว่าเป็นอีกทางออกหนึ่งซึ่งถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดูจะสมเหตุสมผลที่สุดกับคนที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ เพราะ “หน้าตา” แม้จะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตัดทิ้งไปไม่ได้ เพราะอย่างน้อยๆตัวละครในการ์ตูนก็มีหลายตัวที่ไม่ได้แสดง “หน้าตา” ในแบบของความเป็นมนุษย์ที่ “หน้าตาดี” อยู่มากมาย อย่างเช่นตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์และปีศาจ เป็นต้น ซึ่งการคอสเพลย์ประเภทนี้จะว่าไปแล้วก็ถือได้ว่าเป็นการคอสเพลย์ที่สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาดูได้ไม่แตกต่างหรือกระทั้งอาจจะเหนือกว่านักคอสเพลย์ที่มี “หน้าตาดี” และเป็น “ไอด้อล” ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หากแต่ค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายออกไปก็คือ ผู้แต่งคอสเพลย์ประเภทนี้จำเป็นต้องมีกำลังทรัพย์และฝีมือมากเพียงพอที่จะทำให้เป็นจริง มิฉะนั้นก็ยากที่จะทำได้

ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางออกที่มีไว้ให้สำหรับคนที่มี “หน้าตาขี้เหร่” ไว้ได้เลือกใช้เป็นทางออกต่อการแต่งคอสเพลย์โดยที่ไม่ต้องถูกครหานินทาจากคนรอบข้าง ซึ่งการนินทาดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่มักจะสร้างความหนักใจให้เสมอกับนักคอสเพลย์ที่มีหน้าตาไม่ดีแต่อยากแต่งคอสเพลย์ แต่ถึงกระนั้นทางออกที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็ดูจะกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปในทันที หากนักคอสเพลย์ผู้มีหน้าตา “ขี้เหร่” ทั้งหลาย กระทำการขบถต่อ “ผู้ดู” โดยไม่ถือเอาสายตาของ “ผู้ดู” เป็นสาระสำคัญ แต่เลือกที่จะเอาตามความต้องการของตนเองเป็นตัวตั้งต่อการเลือกแต่งคอสเพลย์ และเอาตนเองเป็นผู้กำหนดคุณค่าการคอสเพลย์ของตน

แต่ถึงกระนั้น จะมีนักคอสเพลย์ซักกี่มากน้อยที่กล้าพูดได้ว่าไม่สนใจต่อสายตาของ “ผู้ดู” กระทั้งในใจลึกๆก็ไม่แม้แต่จะรู้สึกคาดหวังกับจำนวน “ผู้ดู” ที่เข้ามาดูการคอสเพลย์ของตน

เพราะถึงอย่างไรเสีย การแต่งคอสเพลย์ในที่สาธารณะก็ยังจำเป็นที่จะต้องมี “ผู้ดู” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญต่อการประสบความสำเร็จของนักคอสเพลย์ทุกๆคนที่เข้ามาแต่งคอสเพลย์ เพราะอย่างน้อยๆการเล่นคอสเพลย์ก็ดูจะไม่ต่างไปจากวงการบันเทิงที่ทุกคนในวงการจำเป็นที่จะต้องประชันจุดเด่นของตัวเองออกมาให้มากที่สุดเพื่อสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้น ซึ่งจะว่าไปแล้วการแต่งคอสเพลย์ในรูปแบบนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากการเล่นหุ้นหรือเล่นหำที่จำเป็นต้องปั่นมันอยู่เสมอ แต่ใครจะปั่นมันจนถึงจุดสุดยอดหรือปั่นจนวอดวายเจ็บตัวก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้ เมื่อเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคุณสมบัติว่าด้วยเรื่อง “หน้าตา” ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการคอสเพลย์อย่างที่มิอาจจะปฏิเสธได้ การที่จะรู้จักยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันจึงเป็นสิ่งที่สมควรจะทำมากกว่าที่จะปฏิเสธมัน แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำให้นักคอสเพลย์รู้สึกกระดากใจต่อการยอมรับในสิ่งที่มาทำให้สังคมคอสเพลย์ไม่ได้มีความ “เท่าเทียม” กันตามที่วาดฝันไว้ก็ตามที เพราะจะว่าไปแล้วการเรียนรู้และยอมรับต่อสิ่งดังกล่าวก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกๆคนในสังคมก็ล้วนเข้าใจมันดีอยู่แล้ว เพราะความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากความ “ไม่เท่าเทียม” กันในเรื่องอื่นๆภายในสังคมอีกมากมายของมนุษย์ที่พร้อมจะดันใครบางคนขึ้นสูงและกดใครบางคนลงต่ำอย่างไม่ปราณีนั่นเอง
 
 
 
 
 
ก่อนจากกัน ผมเองก็มีภาพของนักคอสสาวชาวเกาหลีมาให้ดูกันอีกเช่นเดิม เพียงเเต่คราวนี้เปลี่ยนมาดูในรายของคนที่เขาว่าไม่ศัลยกรรมกันบ้างดีกว่า ให้รู้กันว่าสาวชาวเกาหลีก็มีสวยใสตามธรรมชาติอยู่เหมือนกันนะ ไม่ต้องไปผ่าหน้าผ่าตาอะไร เเค่รู้จักเเต่งตัวก็สามารถสวยได้เเล้ว
 
 
 
นักเรียนสาวคนนี้ดูโก๊ะมากๆอ่ะ เป็นใครกันนะ มีใครจำได้ไหม ?
 
 
 
 
 
เฉลยเลยเเล้วกัน
 
 
เธอก็คือนักคอสเพลย์ชาวเกาหลีชื่อดังสังกัดทีม Spiral Cats ที่ชื่อว่า Tomia นั่นเองครับ
 
 
 
 
 
 
 
ถ้าดูจากหน้าที่ไม่เเต่งตอนเป็นนักเรียนนี่ จะเห็นว่าโครงหน้าเเละตาของเธอเข้ารูปมาตั้งนานเเล้ว พูดง่ายๆคือดูไม่ต่างจากช่วงปัจจุบันเลย พอโตขึ้นก็สวยขึ้น เเต่งคอสออกมาเลยเป็นธรรมชาติมากๆเลย ยอดจริงๆคนนี้
 
 
 
เป็นอันว่าวันนี้ผมขอจบเอนทรี่บทความทั้งหมดไว้เเต่เพียงเท่านี้เเล้วกันนะครับ ไว้คราวหน้ามีอะไรน่าสนใจไว้ผมจะหาเวลามาเขียนอีก ขอให้ผู้อ่านทุกท่านโชคดีกับชีวิตนะครับ
 
 
สวัสดี 
 


Der Kaiser
View full profile